คำละเมอ #72
คำละเมอ #72
หมอทหารตรวจชีพจรอีกครั้งแล้วเขียนเทียบยา “ข้าจะไปต้มยาเอง ต้องมีคนเฝ้าพระอาการตลอด ถ้าหายใจติดขัด ตัวเย็น หรือมีเลือดซึมออกมากกว่านี้ ให้เรียกทันที”
ลั่วเฉิงโจวรับคำแล้วตามหมอออกไป เพิ่งพ้นประตูก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน เขาหยุดอยู่หน้าธรณี ไม่กล้าเหยียบเข้าเขตห้องนอนสตรี
“รองแม่ทัพจับคนร้ายเป็นได้เจ็ดคนขอรับ อีกเก้าคนตายอยู่ในหมู่บ้าน ที่เหลือถอยไปทางคลอง เรือของเราปิดปากน้ำแล้ว รอคำสั่งว่าจะไล่ตามหรือไม่”
ลั่วเฉิงโจวหันกลับไปมองเจ้านายที่ยังไม่ได้สติ เขาเงียบไปเพียงอึดใจก็ตัดสินใจ
“ให้กองเรือไล่ตาม แต่อย่าเข้าช่องน้ำแคบกลางคืน จับเป็นให้มากที่สุด ปิดข่าวอาการบาดเจ็บของท่านอ๋อง ใครแพร่งพรายตัดหัว”
“ขอรับ!”
“ส่งคนคุมเชลยไว้ที่ศาลบรรพชนหมู่บ้าน แยกขังคนละห้อง ห้ามให้ตายก่อนสอบปากคำ”
ทหารค้อมกายแล้ววิ่งจากไป ลั่วเฉิงโจวจัดองครักษ์สองคนเฝ้าหน้าต่าง อีกสี่คนเฝ้าประตูเรือน จนแน่ใจว่าไม่มีช่องให้คนร้ายย้อนกลับมาจึงเข้าไปดูเจ้านายอีกครั้ง
“ท่านไปพักเถิด คืนนี้ข้าน้อยจะเฝ้าเองขอรับ”
อวี้หนานมองมือของเขา ทั้งข้อมือกับต้นแขนมีบาดแผล เพียงแต่ยังไม่มีเวลาใส่ยา “ท่านออกไปจัดการแผลก่อนดีกว่า ทางนี้ข้าดูแลเอง หากมีอะไรหนักหนา ข้าค่อยเรียก”
“แต่...”
“ไม่เป็นไร ไปเถิด”
ลั่วเฉิงโจวเห็นสายตาเป็นห่วงเป็นใยคู่นั้นแล้ว ก็ไม่ดึงดันอีก ยอมออกไปแต่โดยดี
เมื่อไม่มีใครแล้ว ในห้องก็กลับมาเงียบสงบดังเดิม เหลือเพียงเสียงฝนกระทบชายคากับเสียงลมหายใจของคนบนเตียง
ประตูเปิดออกเบา ๆ เหอหมัวมัวเดินเข้ามาพร้อมอ่างน้ำสะอาดกับเสื้อคลุมตัวใหม่ เหอหมัวมัววางของลงแล้วมองคนบนเตียง
“คุณชายหลับแล้วเจ้าค่ะ เยี่ยนหลีเฝ้าอยู่”
อวี้หนานพยักหน้า “คนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง”
“มีคนครัวถูกฟันที่แขนสองคน สาวใช้ข้อเท้าพลิกอีกหนึ่ง โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ผู้เฒ่าเฉินพาคนช่วยดับไฟอยู่ ยุ้งข้าวเสียหายครึ่งหนึ่ง ส่วนเรือนของเรา...” เหอหมัวมัวมองประตูกับหน้าต่างที่แตก “ค่อยซ่อมภายหลังก็ได้เจ้าค่ะ”
“แจกเงินให้คนบาดเจ็บ ครอบครัวใดเสียข้าวให้จดจำนวนไว้ พรุ่งนี้นำข้าวจากคลังที่ร้านไปแบ่งก่อน”
“เจ้าค่ะ” เหอหมัวมัวชุบน้ำแล้วตั้งใจจะเช็ดแผลบนใบหน้าให้เจ้านาย
อวี้หนานรับผ้ามา “ข้าทำเอง ท่านกลับไปดูอาอันเถิด หากเขาตื่นแล้วไม่เห็นข้าคงร้องอีก”
เหอหมัวมัวรับคำแล้วออกไป
พ้นยามสอง ไข้ของจูจั้นเหิงก็เริ่มขึ้น
ตอนแรกมีเพียงความร้อนตรงหน้าผาก ต่อมากลับสูงจนผ้าชุบน้ำเย็นอุ่นขึ้นภายในเวลาไม่นาน หมอทหารป้อนยาไม่ได้เพราะฟันเขากัดแน่น ต้องใช้ช้อนไม้ค่อย ๆ แง้มแล้วหยดยาทีละน้อย ยาเกินครึ่งไหลออกมาตามข้างแก้ม
“พระองค์เสียเลือดมาก ร่างกายจึงต่อต้าน” หมอกล่าว “ถ้าพ้นรุ่งเช้าไปได้ พระอาการจะค่อย ๆ มั่นคงขึ้น”
คำว่า ถ้า ฟังดูไม่ดีเลย ในความคิดของอวี้หนาน
หมอเปลี่ยนยาแล้วกลับไปเฝ้าหม้อต้มข้างนอก อวี้หนานนั่งเช็ดตัวให้คนเจ็บต่อ นางต้องระวังไม่ให้เขานอนทับแผล ทุกครั้งที่ร่างสูงขยับเพราะพิษไข้ นางต้องใช้ทั้งแขนประคองหัวไหล่กับสะโพกให้อยู่ในท่าเดิม
จูจั้นเหิงเริ่มพูดบางอย่าง ฟังไม่ได้ศัพท์ ครั้งแรกอวี้หนานคิดว่าเขาต้องการน้ำ นางก้มลงใกล้ ใช้ช้อนแตะตรงปาก แต่เขากลับส่ายหน้า คิ้วขมวดคล้ายกำลังต่อสู้กับผู้ใดในความฝัน
“เปิดประตู...” เสียงของเขาแหบจนแทบไม่ได้ยิน
อวี้หนานวางช้อน “ประตูใด”
“ศาลบรรพชน...หนาว...” มือข้างที่ไม่มีบาดแผลขยับควานบนฟูก “นางยังอยู่ข้างใน เปิดประตูให้นาง”
มือที่กำลังกำผ้าของอวี้หนานพลันหยุดนิ่ง
เมื่อครั้งอายุสิบสาม นางถูกบิดาลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชนเพราะทำพี่สาวตกสระ วันนั้นอากาศหนาวจัด เข่าทั้งสองบวมจนเดินไม่ได้อยู่หลายวัน จูจั้นเหิงมาที่จวนเพราะได้ข่าวหลันจือป่วย เขาเดินผ่านลานหน้าศาลไป ไม่เคยรู้ว่านางอยู่หลังประตูบานนั้น
หรือบางทีเขาอาจรู้ในภายหลัง
คนบนเตียงเรียก “หนานเอ๋อ...”
ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากคนเจ็บชัดกว่าประโยคก่อนหน้า อวี้หนานมองใบหน้าหล่อเหลาที่แดงเพราะพิษไข้ จูจั้นเหิงยังหลับตา เขาไม่ได้มองเห็นนางและไม่มีสติ
“หนานเอ๋อ”
นิ้วของเขายังคงควานหา นางลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะวางมือลงบนฝ่ามือนั้น เพียงต้องการให้เขาหยุดขยับ ทันทีที่สัมผัสกัน นิ้วทั้งห้ากลับปิดรอบข้อมือนาง
“ข้าจะพาเจ้าออกมาเอง” อวี้หนานพยายามตั้งใจฟัง
“หนังสือหย่า” นางชะงักไปอีกครั้ง
คนเจ็บละเมอต่อ “ข้าเขียนเอง...” น้ำเสียงของเขาขาดเป็นช่วงตามลมหายใจ “ข้าผิด อย่าไป”
อวี้หนานนั่งฟังอยู่ข้างเตียง ความรู้สึกหลายอย่างทับกันจนแยกไม่ออก นางเคยอยากได้ยินเขายอมรับว่าตนผิด อยากให้เขารู้ว่าหนังสือหย่าแผ่นนั้นทำลายสิ่งใดไปบ้าง แต่เมื่อคำที่เฝ้ารอมานานหลุดออกมาในยามที่เขาไม่รู้สึกตัว นางกลับไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย
เพราะเขาอาจตายก่อนลืมตาขึ้นมารับผิดชอบคำเหล่านี้