พิรุธพี่สาว #73
พิรุธพี่สาว #73
ตอนที่ 36 พิรุธพี่สาว
“ท่านห้ามตาย!” อวี้หนานกล่าว “ถ้ารู้ว่าตนผิดก็ลืมตาขึ้นมาพูดกับข้า!”
คนบนเตียงเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายเสียงของนางพาเขาพ้นจากความฝันเดิม แต่ไม่นานเขาก็ขยับอีก
“ลูก...” อวี้หนานก้มลงฟัง
คนเจ็บถาม “อาอันอยู่ที่ใด”
“ลูกปลอดภัย เขาหลับอยู่กับเหอหมัวมัว”
คิ้วที่ขมวดแน่นค่อยคลายลงเล็กน้อย มือยังจับข้อมือนางไว้ จูจั้นเหิงพึมพำชื่ออาอันอีกสองครั้ง แล้วกลับมาเรียกหนานเอ๋อซ้ำ ๆ บางคราวเป็นคำขอโทษ บางคราวเป็นเพียงเสียงเรียกคล้ายคนหลงทาง
อวี้หนานใช้มืออีกข้างเปลี่ยนผ้าบนหน้าผาก เช็ดเหงื่อตามขมับกับลำคอ และคอยดูผ้าพันแผลบนหลัง โชคดีที่เลือดไม่ไหลเพิ่ม แต่ไข้ยังไม่ยอมลด
ใกล้รุ่ง หมอทหารเข้ามาตรวจชีพจรเป็นครั้งที่สี่ สีหน้าเคร่งเครียดตลอดคืนค่อยผ่อนคลายลง
“ชีพจรมั่นคงกว่าเดิมแล้ว หากไข้ลดก่อนยามซื่อ ก็น่าจะไม่เป็นอันใด”
อวี้หนานถาม “เขาจะฟื้นเมื่อใด”
“เร็วสุดอาจวันนี้ หากเสียเลือดมากก็สองสามวัน แต่ถึงฟื้นแล้วต้องพักอย่างน้อยหนึ่งเดือน แผลบนหลังลึกมาก หากขยับแขนขวาหนักเกินไปอาจฉีกอีก”
หมอเปลี่ยนยาเสร็จแล้วออกไป อวี้หนานจึงเห็นแสงสีเทาอ่อนลอดผ่านกระดาษหน้าต่าง ฝนหยุดตกแล้ว กลิ่นไหม้จากยุ้งข้าวยังลอยมากับลม เสียงคนเก็บซากไม้ดังอยู่ไกล ๆ
ประตูห้องเปิดแง้ม เหอหมัวมัวอุ้มอาอันยืนอยู่ตรงนั้น เด็กน้อยเพิ่งตื่น ใบหน้าแดงจากการร้องทั้งคืน พอเห็นมารดาก็ขยับแขนเข้าหา
อวี้หนานอยากลุกไปรับ แต่ข้อมือยังถูกจูจั้นเหิงจับไว้ เหอหมัวมัวมองมือตรงขอบเตียงแล้วไม่ได้พูดสิ่งใด เพียงอุ้มอาอันเข้ามาใกล้
เด็กน้อยมองคนแปลกหน้าที่นอนอยู่บนเตียงของมารดา ก่อนจะยื่นมือไปจับนิ้วของเขา
จูจั้นเหิงไม่ได้ลืมตา นิ้วกลับขยับตอบเบา ๆ อาอันหยุดร้อง
อวี้หนานมองมือใหญ่ที่จับข้อมือนางกับมือเล็กที่เกาะนิ้วเขาอยู่คนละด้าน นางยังไม่ทันเอ่ยอะไร องครักษ์หน้าประตูก็รายงานเข้ามา
“เถ้าแก่เนี้ย คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉียวรออยู่ลานด้านหน้า แจ้งว่านางเป็นคู่หมั้น ได้ข่าวท่านอ๋องบาดเจ็บ จึงนำยาพระราชทานจากไท่เฟยมาเยี่ยมขอรับ”
สีหน้าอวี้หนานพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เมื่อคืนคนร้ายมุ่งตรงมายังเรือนของนาง พวกมันต้องการสังหารนางกับลูก ตั้งแต่มาอยู่ฝูโจว นางยังไม่เคยผิดใจกับใคร อีกทั้งไม่ได้มีศัตรูที่ไหน แต่พอพี่สาวมากลับมีเรื่องตามมา ต่อให้ไม่อยากสงสัย มันก็ต้องสงสัยอยู่ดี ที่สำคัญสุด คือข่าวเซิ่งอ๋องบาดเจ็บถูกสั่งห้ามแพร่งพรายออกไป แล้วพี่สาวนางทราบได้อย่างไร
เฉียวอวี้หนานค่อย ๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุม ลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าอาภรณ์และทรงผม จากนั้นเดินหลังตรงออกจากห้อง
นางอยากไปดูหน้าพี่สาวจอมเสแสร้งของตนสักครั้ง อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะเสแสร้งได้ถึงขนาดไหน
เฉียวอวี้หนานก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอน กลิ่นคาวเลือดยังติดอยู่ตามแขนเสื้อ แม้นางจะล้างมือไปแล้วหลายครั้ง ทว่าตรงซอกเล็บยังเหลือคราบสีคล้ำล้างไม่ออก
ทางเดินนอกห้องเต็มไปด้วยเศษไม้ บานหน้าต่างที่ถูกฟันแตกมีผ้าหยาบขึงปิดไว้ชั่วคราว ลมหลังฝนพัดลอดเข้ามาเป็นระยะ นางเดินผ่านรอยดาบบนเสาและคราบเลือดตรงลานตากชา ก่อนจะเห็นพี่สาวยืนอยู่ใต้ชายคาห้องโถง
เฉียวหลันจือสวมเสื้อคลุมสีม่วงอ่อน ชายกระโปรงไม่มีแม้แต่รอยโคลน หลัวหมัวมัวกับอวิ๋นเซวี่ยยืนอยู่ด้านหลัง
เยี่ยนหลีรู้งานพาซิ่วอิงออกประตูหลัง หลบไปยังบ้านผู้เฒ่าเฉิน
ภาพคนสามคนสะอาดเรียบร้อยอยู่ท่ามกลางเรือนที่เพิ่งผ่านการเข่นฆ่า ทำให้อวี้หนานรู้สึกขัดตาอย่างบอกไม่ถูก
หลันจือเห็นน้องสาวก็รีบสาวเท้าเข้ามา “หนานเอ๋อ จั้นเหิงเป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ข่าวว่าเขาบาดเจ็บหนักจริงหรือไม่”
อวี้หนานไม่ได้ตอบคำถาม นางหยุดอยู่ห่างออกไปสามก้าวไม่ยอมให้พี่สาวเข้าใกล้ แล้วถามกลับไป “ท่านรู้ข่าวจากผู้ใด”
ฝีเท้าของหลันจือหยุดชะงัก ไม่ได้ก้าวไปต่อ เพียงตอบคำถามกลับมาเสียงราบเรียบ “เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ผู้คนทั้งเมืองย่อมต้องรู้ ข้าได้ยินแล้วรีบมา มีสิ่งใดผิดแปลกหรือ”
“กองทัพสั่งปิดข่าวตั้งแต่เมื่อคืน ทหารที่รู้พระอาการมีเพียงไม่กี่คน คนในหมู่บ้านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้บาดเจ็บคือผู้ใด”
อวี้หนานพูดแล้วมองไปยังรถม้าที่จอดอยู่นอกประตู “จากจวนรับรองมาถึงที่นี่ต้องใช้เวลาไม่น้อย ท่านเตรียมรถ เตรียมยา แล้วออกจากเมืองมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ผู้ที่ส่งข่าวให้ท่านคงออกจากหมู่บ้านเร็วกว่าม้าเร็วของกองทัพกระมัง”
หลันจือสีหน้าไม่เปลี่ยน “คนของท่านพ่อย่อมมีเส้นสายในกองทัพ ไม่แปลกที่ข้าจะได้ข่าวเร็วกว่าผู้อื่น เจ้ากำลังสงสัยอันใดหรือ”
อวี้หนานยังไม่ทันตอบ
หลัวหมัวมัวก็ก้าวออกมาครึ่งก้าว “คุณหนูรอง คุณหนูใหญ่เป็นห่วงท่านอ๋อง ถึงได้รีบนำยาพระราชทานจากไท่เฟยมาให้ คนมีน้ำใจกลับถูกซักไซ้ราวกับเป็นนักโทษ ไม่เกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ”
อวี้หนานตวัดตามอง “ข้ากับพี่ใหญ่กำลังพูดกัน ข้ารับใช้เช่นท่านไม่ควรสอดปาก!”
หลัวหมัวมัวหน้าชา นางอ้าปากจะโต้แย้ง แต่ถูกหลันจือยกมือห้าม