พิรุธพี่สาว #74
พิรุธพี่สาว #74
หลันจือหันมาหาน้องสาวอีกครั้ง “ข้าจะไม่ถือโทษโกรธเจ้า จะถือว่าเจ้าตกใจจากเมื่อคืนก็แล้วกัน ตอนนี้ให้ข้าเข้าไปดูจั้นเหิงก่อนเถิด ยาพวกนี้เป็นของที่ไท่เฟยประทานให้ตอนออกจากเมืองหลวง หมอหลวงเป็นผู้จัดด้วยตนเอง อาจช่วยเขาได้”
กล่าวจบ นางก็เดินตรงไปยังประตูด้านใน องครักษ์สองนายที่เฝ้าทางเดินยกฝักดาบไขว้กันทันที
ใบหน้าของหลันจือเริ่มฉายความไม่พอใจ “พวกเจ้ากล้าขวางข้าหรือ รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ใด!”
องครักษ์คนหนึ่งค้อมศีรษะ “รองแม่ทัพมีคำสั่ง ห้ามผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าใกล้ท่านอ๋องขอรับ”
“ข้าเป็นคู่หมั้นของเขา!”
“พี่ใหญ่ ท่านช่างกล้าพูด ท่านอ๋องไปหมั้นกับท่านเมื่อใด” อวี้หนานตะโกนมาจากด้านหลัง “ท่านแอบอ้างเช่นนี้ ไม่ละอายปากบ้างหรือ”
หลันจือหมุนตัวกลับมา แววตาที่มองน้องสาวไม่เหลือความอ่อนโยนอีก “ข้าคือคู่หมั้นที่ไท่เฟยยอมรับ มีสิ่งใดต้องละอาย!”
“เช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นท่านก็ควรแต่งให้ไท่เฟย ส่วนท่านอ๋อง ข้าไม่มีทางปล่อยให้ท่านเข้าใกล้!”
“เจ้า...”
หลันจือกำมืออยู่ใต้แขนเสื้อ นางตั้งใจมาดูให้แน่ใจว่าจูจั้นเหิงบาดเจ็บเพียงใด และต้องการรู้ว่าเหลียงคุนถูกจับหรือไม่ ไม่นึกว่าจะทำให้น้องสาวสงสัย
“เฉียวอวี้หนาน! เจ้ากล้าลบหลู่ไท่เฟย ขัดขวางความรักของข้ากับจั้นเหิง ข้าจะฟ้องท่านพ่อกับท่านแม่!”
“เชิญท่านไปฟ้องเลย ข้าไม่สนใจ!” อวี้หนานทำท่าจะเดินหนี
เฉียวหลันจือเห็นว่าไม้แข็งใช้ไม่ได้ผล รีบเปลี่ยนท่าที “หนานเอ๋อ ข้ารู้ว่าการที่ข้ากลับมาทำให้เจ้าโกรธ ถ้าเจ้าอยากกลับไปครองคู่กับเขา ข้าจะยอมหลีกทางให้ ถึงแม้ว่าข้าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม ข้าจะยอมเสียสละเพื่อเจ้า”
อวี้หนานมองพี่สาวที่พยายามกลับไปสวมท่าทีอ่อนแอเช่นเดิม แล้วพลันรู้สึกเหนื่อยหน่าย
“ท่านเสแสร้งให้ผู้ใดดู อีกอย่างนะพี่ใหญ่ คนที่ท่านอ๋องรักแต่แรกคือข้า เขารักสตรีที่เขาเผลอลวนลามในเขตหวงห้าม ท่านไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางรักของพวกเราเลย เป็นท่านที่พยายามจะทำให้เส้นทางรักของข้ากับเขาเบี่ยงเบนไป แต่สุดท้าย คนที่เขารักก็ยังเป็นข้าอยู่ดี เพราะเช่นนี้ ท่านไม่มีหน้ามาหลีกทางให้ใคร เพราะท่านไม่ใช่หญิงสาวที่เขารัก”
หลันจือพูดไม่ออก ไม่รู้จะคิดหาคำใดมาโต้แย้ง ได้แต่อ้าปาก เปล่งเสียงคำว่าเจ้า เจ้า ออกมา
อวี้หนานไม่สนใจ เดินกลับเข้าห้อง
หลัวหมัวมัวเห็นเจ้านายทำท่าจะกรีดร้อง รีบเข้ามาประคอง “กลับกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ ที่นี่อยู่นานไม่ดี บ่าวเห็นพวกโจรบางส่วนยังถูกขังอยู่ในคอกกลางหมู่บ้าน”
เฉียวหลันจือได้ยินอย่างนั้น รีบให้หลัวหมัวมัวประคองกลับไปขึ้นรถม้า
ด้านศาลบรรพชนท้ายหมู่บ้าน ประตูทั้งสี่ด้านมีทหารถือหอกเฝ้าอยู่ เชลยเจ็ดคนถูกแยกขัง บ้างอยู่ในคอกกลางหมู่บ้าน บ้างอยู่ในคอกหมู เพื่อไม่ให้มองเห็นหรือส่งเสียงถึงกัน
ลั่วเฉิงโจวมาถึงก็พบซ่งเปียวยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ ชายผู้นั้นสีหน้าเคร่งเครียดตั้งแต่เห็นผ้าแดงกับป้ายไม้ที่ทหารนำไปให้ดู
ลั่วเฉิงโจวพาเขาอ้อมไปทางประตูหลัง ในห้องมีกลิ่นเลือดกับยาสมุนไพรอบอวล เชลยตรงมุมห้องถูกล่ามข้อเท้ากับเสา ไหล่ซ้ายพันผ้าหยาบ ใบหน้าเปื้อนเขม่าจนมองเค้าเดิมไม่ชัด
ทหารนำอ่างน้ำเข้ามา เช็ดเลือดตรงขมับกับเขม่าออกตามคำสั่ง เพียงเห็นรอยแผลเป็นเฉียงจากหางคิ้วไปถึงโหนกแก้ม ซ่งเปียวก็ตาโต
เชลยเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาดุดันมองผ่านทหารมาหยุดบนใบหน้าคนเคยอยู่ใต้บัญชา ปากที่แตกยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ข้านึกว่าเป็นผู้ใด” เขาเอ่ยเสียงแหบ “ที่แท้ก็สุนัขทรยศ”
ซ่งเปียวถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าซีดเผือด แต่ครู่เดียวก็ตั้งหลักได้
“เหลียงคุน”
ชื่อที่หลุดออกมาทำให้ลั่วเฉิงโจวหันไปมองเชลย ซ่งเปียวชี้ไปยังคนตรงมุมห้อง “เขาคือหัวหน้าใหญ่ค่ายซานเฟิงขอรับ คนที่พาพวกโจรจากทางเหนือลงใต้ และเป็นคนขายพวกเราให้เรือโจรสลัด”
เหลียงคุนหัวเราะในลำคอ “ขายหรือ หากข้าไม่พาพวกเจ้าลงใต้ ป่านนี้คงถูกทหารตัดหัวอยู่ข้างถนนแล้ว เจ้าได้อยู่ต่ออีกเกือบสองปีควรขอบคุณข้ามากกว่า”
“แล้วเมียกับลูกข้าเล่า พวกนางเกี่ยวอันใดด้วย!” ซ่งเปียวพุ่งเข้าไป แต่ทหารสองนายรั้งแขนไว้ทัน ลั่วเฉิงโจวส่งสายตาให้พาเขาถอยออกมาสงบสติอารมณ์
จากนั้นลั่วเฉิงโจววางผ้าแดงที่ยึดได้จากตัวเชลยลงบนโต๊ะ “คนที่ผูกผ้าเช่นนี้ไม่ได้หยิบทรัพย์สินแม้แต่ชิ้นเดียว พวกเจ้าตามฆ่าสตรีกับเด็ก ผู้ใดเป็นคนจ้าง”
เหลียงคุนเอนศีรษะพิงเสา “โจรปล้นคนก็เหมือนหมากินเนื้อ ต้องมีคนจ้างด้วยหรือ ข้าอยากฆ่าก็ฆ่า”
ลั่วเฉิงโจวไม่ได้โมโห เขาหยิบป้ายไม้เล็กที่ค้นได้จากผ้าคาดเอวขึ้นมา เครื่องหมายภูเขาสามยอดบนป้ายถูกขูดจนเลือน แต่ยังมองเห็นเค้าเดิม
“เจ้าพาคนของซานเฟิงเข้าร่วมกับโจรสลัด รับงานฆ่าคนในแผ่นดิน แล้วใช้การปล้นบังหน้า หลักฐานเพียงเท่านี้ก็มากพอให้ศาลตัดสินประหารเก้าชั่วโคตร”