LNCrawler

จิ้งอันโหวมาถึง #7

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

จิ้งอันโหวมาถึง #7

ตอนที่ 3 จิ้งอันโหวมาถึง

ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังใกล้เข้ามา จิ้งอันโหวไม่ได้เดินไปเรือนชิงหลัวตามทางหลัก หากเลือกตัดผ่านลานฉางเยว่เพราะใกล้กว่า ครั้นมาถึงประตูวงเดือน เขากลับพบคนของฝ่ายพ่อบ้านกำลังขนหีบออกจากเรือนบุตรสาวคนรอง

เฉียวเหวินเทาหยุดอยู่ตรงทางเดิน ภายใต้อาภรณ์สีเข้มปักลายเมฆ ใบหน้าซึ่งเคยสุขุมมีร่องรอยเร่งร้อนปรากฏชัด ฟางซื่อเดินเคียงข้างมา ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ ส่วนเฉียวจื้ออวี้ติดตามอยู่ด้านหลังพร้อมหมอหลวงแซ่หานและบ่าวถือกล่องยา

อวี้หนานก้าวลงจากระเบียงหน้าเรือนเพื่อรับพวกเขา คนในสกุลเฉียวจึงจำต้องคำนับนางตามฐานะ

“ท่านพ่อไม่ต้องมากพิธี” นางเบี่ยงกายหลบการคำนับ ก่อนจะหันไปประคองมารดา “พี่ใหญ่ฟื้นแล้ว นางกำลังรอพวกท่านอยู่”

ฟางซื่อจับแขนบุตรสาวไว้ แต่สายตากลับมองผ่านไหล่นางไปยังทางเรือนชิงหลัว “พี่เจ้าจำแม่ได้หรือไม่ บาดแผลหนักมากหรือ หมอว่าอย่างไรบ้าง”

คำถามพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย อวี้หนานรอจนมารดาเว้นจังหวะจึงตอบ “นางจำพวกเราได้ ร่างกายยังอ่อนแอ บาดแผลเก่ากำเริบ หมอหลวงกำลังเฝ้าดูอาการอยู่เจ้าค่ะ”

ฟางซื่อพยักหน้ารัว น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง “สวรรค์ยังเมตตา”

เฉียวเหวินเทากวาดสายตามองหีบที่วางเรียงอยู่ใต้ชายคา “นี่กำลังทำสิ่งใด”

“ไท่เฟยเห็นว่าเรือนฉางเยว่เหมาะแก่การพักฟื้น จึงให้พี่ใหญ่ย้ายเข้ามา ท่านอ๋องสั่งให้ลูกไปอยู่เรือนจือจู่ชั่วคราวเจ้าค่ะ”

ฟางซื่อเพิ่งหันกลับมามองบุตรสาวเต็มตา “ย้ายวันนี้เลยหรือ”

“เจ้าค่ะ”

มารดามองท้องฟ้าที่กำลังมืดลงแล้วทอดสายตาไปยังบ่าวที่เร่งยกหีบ ความลังเลปรากฏอยู่เพียงครู่ ก่อนที่นางจะตบหลังมือบุตรสาว “เรือนจือจู่แม้จะอยู่ไกลไปหน่อย แต่จวนอ๋องมีบ่าวมาก คงไม่ปล่อยให้เจ้าลำบาก พี่สาวเจ้าเพิ่งรอดตายกลับมา ร่างกายบอบช้ำ เจ้าช่วยยอมให้นางก่อนสักระยะเถิด”

เฉียวอวี้หนานมองมือมารดาที่วางอยู่บนหลังมือตน ประโยคคล้ายกันนี้นางได้ยินมาจนจำขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน นางต้องยอมให้พี่สาวเสมอ ก่อนหน้านี้อวี้หนานไม่ได้รู้สึกอันใด แต่ตอนนี้มันช่างรู้สึกเจ็บปวดสิ้นดี

“ลูกเข้าใจเจ้าค่ะ”

จิ้งอันโหวได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า “เจ้ารู้ความก็ดี เรื่องหนังสือหย่า พ่อได้ยินมาแล้ว บัดนี้พี่สาวเจ้ากลับมา เรื่องเดิมย่อมต้องสะสาง เจ้ากับท่านอ๋องควรพูดจากันให้ดี อย่าให้กลายเป็นคำครหาของสองตระกูล เดี๋ยวพอฝ่าบาทประทับตราแล้วพ่อจะให้คนมารับกลับจวน”

อวี้หนานค้อมศีรษะ “ลูกจะจำไว้เจ้าค่ะ”

เขาพูดจบก็หันไปถามพ่อบ้านว่าหมอหลวงอยู่ครบหรือไม่ ต้องตามหมอจากจวนเฉียวมาสำรองอีกคนหรือไม่ ประโยคเรื่องหนังสือหย่าจึงผ่านพ้นไปราวกับสายลม

เฉียวจื้ออวี้มองพี่สาวคนรองตั้งแต่เดินเข้าลานมา เด็กหนุ่มวัยสิบห้ากำมืออยู่ข้างตัวหลายครา ครั้นขยับริมฝีปากจะเอ่ย เสียงรายงานจากเรือนชิงหลัวกลับดังแว่วมา ฟางซื่อรีบปล่อยมือบุตรสาวคนรองแล้วหันไปเร่งสามี

“พวกเราไปหาหลันจือก่อนเถิด นางคงรอนานแล้ว”

เฉียวเหวินเทาพยักหน้า ขบวนทั้งหมดจึงเคลื่อนผ่านอวี้หนานไป จื้ออวี้เดินตามหลังอยู่สองก้าว เขาหันกลับมามองหีบใต้ชายคาแล้วมองพี่สาวอีกครั้ง ทว่าจิ้งอันโหวเรียกชื่อ เขาจึงรีบตามบิดาไป

ไม่นานลานฉางเยว่ก็กลับมาเต็มไปด้วยเสียงขนย้ายดังเดิม

เยี่ยนหลียืนอยู่บนระเบียงหน้าเรือน นัยน์ตาแดงก่ำ แต่นางไม่กล้าพูดมากอีกแล้ว

อวี้หนานเดินกลับเข้ามา เห็นหน้าสาวใช้แล้วก็เดินเลยผ่านไป

เหอหมัวมัวตามเข้าไปปิดประตู นางไม่ได้กล่าวปลอบโยน เพียงนำเสื้อคลุมหนามาคลุมไหล่เจ้านาย แล้วช่วยกันตรวจหีบใบสุดท้าย

ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉียวจื้ออวี้กลับเข้ามาในลานเพียงลำพัง เขาคงแยกตัวจากบิดามารดาระหว่างที่หมอหลวงตรวจชีพจรพี่สาว เด็กหนุ่มหยุดตรงประตู มองบ่าวกำลังยกโต๊ะเขียนหนังสือออกมาแล้วจึงเดินขึ้นไปบนระเบียง

“พี่รอง” เขาเรียกเสียงเบา “ท่านแม่ให้ข้ามาบอกว่า คืนนี้พวกเราคงอยู่เฝ้าพี่ใหญ่จนดึก อาจไม่ได้กลับมาพูดคุยกับท่าน”

เฉียวอวี้หนานพยักหน้า “ข้าทราบแล้ว”

จื้ออวี้มองถ้วยน้ำอุ่นบนโต๊ะ มองอาภรณ์ที่ถูกพับลงหีบจนเหลือไม่กี่ชุด “มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่”

“ไม่มี เจ้าไปอยู่กับพี่ใหญ่เถิด”

เด็กหนุ่มยังไม่ยอมขยับ สายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าพี่สาวนานกว่าปกติ แววตาเต็มไปด้วยความลังเลบางอย่าง

ด้านนอกมีบ่าวจากเรือนชิงหลัวมาตาม บอกว่าคุณหนูใหญ่ถามหาน้องชาย จื้ออวี้จึงจำต้องหมุนตัวไป ครั้นเดินถึงธรณีประตู เขาหยุดแล้วหันกลับมาอีกครั้ง

“พี่รอง หากเรือนจือจู่ขาดสิ่งใด ให้คนไปบอกข้า”

อวี้หนานรับคำ เด็กหนุ่มถึงได้เดินจากไป

ก่อนยามโหย่วผ่านพ้นไป เสียงคนจากเรือนชิงหลัวดังเข้ามาอีกระลอก ครานี้เป็นคำสั่งให้เรือนฉางเยว่เตรียมน้ำร้อน ผ้าปูเตียงใหม่ เตาไฟ และเครื่องหอมที่คุณหนูใหญ่คุ้นเคย บ่าวในลานยิ่งเร่งมือ บางคนยังไม่ทันขนของใช้ของเจ้าของเดิมออก ก็ต้องยกเครื่องเรือนสำหรับคนใหม่เข้ามาวางรอ