จดหมาย #81
จดหมาย #81
ตอนที่ 40 จดหมาย
คิ้วของจูจั้นเหิงขมวดแทบจะเป็นปม เขาส่ายหน้าไปมาแล้วเอ่ย “ไฉนสตรีนางหนึ่งถึงได้ทำอะไรได้มากมายเพียงนี้ ทุกย่างก้าวของนางราวกับมีคนวางแผนให้เดิน ทุกคนล้วนอยู่บนกระดานหมาก ไม่ว่าจะเป็นข้า เป็นเจ้า หรือแม้แต่พระมารดาของข้า คนตระกูลเฉียว เหมือนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่อีก”
อวี้หนานเสริมอีก “เรื่องเมื่อสามปีก่อนก็เช่นกัน ตอนนี้หม่อมฉันไม่มั่นใจแล้ว ว่าเหตุการณ์ในวันนั้น มันเป็นอย่างที่เห็นหรือไม่”
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร”
“ต้องรอจดหมายตอบกลับจากอาอวี้”
จบประโยคนั้นแล้ว ทั้งสองยังพูดคุยอีกหลายเรื่อง กระทั่งจูจั้นเหิงหลับไปเพราะพิษไข้ อวี้หนานถึงได้ไปนอนบนตั่ง หลายเรื่องยังค้างคา
เช้าวันถัดมา อีกด้านหนึ่งห่างไปพันลี้ ม้าเร็วจากฝูโจวเข้าประตูเมืองเป่ยจิง ม้าตัวสุดท้ายหอบหนัก ฟองขาวจับอยู่ตามมุมปาก คนส่งสารเปลี่ยนม้าไปทั้งหมดสิบเอ็ดตัว เขาตรงไปยังประตูข้างจวนจิ้งอันโหว แสดงป้ายของจวนเซิ่งอ๋อง แล้วกำชับกับพ่อบ้านว่าจดหมายในอกเสื้อต้องถึงมือคุณชายเฉียวจื้ออวี้เท่านั้น
เวลานั้นจื้ออวี้กำลังคัดตำราอยู่ในห้องหนังสือ อักษรแถวหนึ่งถูกเขียนซ้ำเป็นครั้งที่สาม เพราะตั้งแต่พี่สาวคนโตเดินทางลงใต้ เขาก็ไม่มีสมาธิกับสิ่งใดนัก จวนใหญ่เงียบลงมาก ฟางซื่อเอาแต่สวดมนต์ขอให้บุตรสาวสมหวังเรื่องการอภิเษก ส่วนเฉียวเหวินเทาเข้าออกกรมพิธีการเพื่อจัดเตรียมเรื่องเดิมที่ยังไม่มีราชโองการรับรอง
บ่าวคนสนิทเข้ามารายงานตรงประตู จื้ออวี้ได้ยินคำว่าฝูโจวก็ทำพู่กันหลุดจากมือ หมึกดำกระเซ็นเปื้อนกระดาษตรงหน้าเป็นดวงใหญ่
“ผู้ใดส่งมา”
“จดหมายจากเซิ่งอ๋องขอรับ”
จื้ออวี้ลุกเร็วเกินไปจนเข่าชนขอบโต๊ะ เขาไม่รู้สึกเจ็บ รีบเดินออกไปรับซองกระดาษด้วยตนเอง ตราผนึกเป็นของเซิ่งอ๋องจริง
จื้ออวี้รับมาแล้วรีบปิดประตูลงดาล ก่อนจะรีบใช้มีดแกะผนึกออก ด้านในมีจดหมายเพียงสองแผ่น อักษรคุ้นตาปรากฏ
ข้าเห็นธาตุแท้ของใครบางคนแล้ว ตอนนี้นางอยู่ที่ฝูโจว น้องชาย เจ้ามีอะไรอยากจะบอกพี่สาวอย่างข้าหรือไม่
กระดาษในมือสั่นไหว สองมือของเฉียวจื้ออวี้กำจดหมายแน่น ความทรงจำเริ่มผุดขึ้นในหัว
สามปีก่อน ฟางซื่อพาบุตรทั้งสามไปทำบุญที่วัดฉืออวิ๋นบนเขาหลิงอู่ นางตั้งใจแก้บนให้หลันจือที่เพิ่งหายจากไข้ จึงนำผ้าแพร น้ำมันตะเกียง และข้าวสารขึ้นไปถวายเต็มรถสองคัน
ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน เช้าวันนั้นท้องฟ้าเพิ่งเปิด ทางเขายังชื้นแฉะ รถม้าผ่านช่วงคดเคี้ยวใกล้หน้าผาได้เพียงครึ่งทาง ล้อหน้าก็จมลงในร่องดิน ม้าสองตัวที่ลากรถบรรทุกของด้านหลังส่งเสียงร้องจนม้าตัวอื่นตกใจ คนบังคับรถม้าจำต้องหยุดขบวน
ฟางซื่อลงไปสอบถามพระภิกษุที่มารอรับอยู่ตรงศาลาพักข้างทาง ข้างหน้าเป็นช่วงดินทรุด หากจะฝืนให้รถผ่านต้องขนของลงก่อน นางจึงพาบ่าวชายไปช่วยย้ายข้าวสาร ทิ้งบุตรสาวสองคนกับสาวใช้ไว้ใต้ต้นสน ส่วนจื้ออวี้วัยสิบสองปีถูกสั่งให้นั่งรอในรถ
เด็กชายไม่มีทางอยู่นิ่งได้นาน เขาเห็นจิ้งหรีดปีกแดงตัวหนึ่งเกาะอยู่บนโขดหินจึงแอบลงไปจับ วิ่งตามมันอ้อมด้านหลังจนไปถึงแนวสนเตี้ย ใบไม้เปียกทำให้เสียงฝีเท้าเบากว่าปกติ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น
ตอนนั้นเองเขาเห็นอวิ๋นเซวี่ยนำสายประคำของมารดามาวางไว้บนก้อนหินใกล้ขอบผา
หลันจือเรียกน้องสาว “หนานเอ๋อ เจ้ามาช่วยพี่หน่อย สายประคำของท่านแม่หล่นกลิ้งไปตรงนั้น”
อวี้หนานมองไปยังขอบทาง “เหตุใดถึงไปอยู่ไกลเพียงนั้น”
“เมื่อครู่ข้าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา คงเกี่ยวมันหลุดจากแขน” หลันจือไอเบา ๆ แล้วจับต้นไม้ประคองตัว “ถ้าท่านแม่รู้ว่าข้าทำของที่เพิ่งผ่านพิธีหล่น นางต้องเสียใจแน่ ข้าเวียนศีรษะ เจ้าไปหยิบให้ข้าทีได้หรือไม่”
สายประคำอยู่พ้นแนวหินกั้นทางไปไม่ไกล มองจากจุดที่ยืนคล้ายเอื้อมมือก็ถึง อวี้หนานเดินออกไปอย่างไม่สงสัย นางยังหันกลับมากำชับให้พี่สาวรออยู่ตรงที่ปลอดภัย
จื้ออวี้เกือบจะส่งเสียงเรียก แต่หลันจือหันไปมองอวิ๋นเซวี่ยเสียก่อน สาวใช้ผู้นั้นถอยไปยืนขวางทางกลับ มือหนึ่งจับกิ่งสนบังร่างไว้
แววตาของคนทั้งสองทำให้เด็กชายหมอบลงหลังพุ่มไม้
อวี้หนานก้าวข้ามหินกั้นทาง พื้นดินด้านนอกเป็นโคลนสีน้ำตาลแดง มีรอยแยกเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้รากสน นางย่อตัวลงเอื้อมหาสายประคำ ในจังหวะนั้นหลันจือกลับสาวเท้าตามไปอย่างว่องไว ไม่มีอาการอ่อนแรงอย่างที่แสดงต่อหน้ามารดาแม้แต่น้อย
มือของหลันจือจับไหล่น้องจากด้านหลัง
อวี้หนานตกใจ หมุนตัวกลับมาคว้าข้อมือพี่สาว “พี่ใหญ่ ท่านออกมาทำไม ตรงนี้อันตราย”
“ข้าเป็นห่วงเจ้า”
จื้ออวี้เห็นทั้งสองยื้อยุดกันไปมา จากนั้นก็เห็นพี่สาวคนโตพลิกแขนออกจากมือที่จับอยู่ แล้วใช้ไหล่กระแทกน้องสาวเต็มแรง
ดินตรงขอบผาแตกออกพร้อมเสียงครืนต่ำ
อวี้หนานร่วงลงไปต่อหน้าเขา
มือทั้งสองข้างของนางคว้ารากสนที่โผล่จากหน้าดินได้ทัน ร่างครึ่งหนึ่งห้อยอยู่เหนือหุบเหว ปลายรองเท้าเตะผนังดินจนเศษหินร่วงลงไปไม่มีเสียงกระทบกลับมา