จดหมาย #82
จดหมาย #82
“พี่ใหญ่ ช่วยข้าด้วย!”
หลันจือตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยความตกใจ แต่กลับไม่ได้ยื่นมือไปให้
นางก้มมองน้องสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกเท้าหวังจะเหยียบหลังมือข้างซ้าย
จื้ออวี้ตกใจตะโกนสุดเสียง พร้อมกับพุ่งตัวออกมา “พี่รอง!”
แต่ดินใต้ฝ่าเท้าหลันจือทรุดตัวลงมาเสียก่อน รอยแยกที่อยู่ใต้รากสนเปิดกว้าง แผ่นดินทั้งแผ่นเอียงลงสู่หุบเหว หลันจือเสียหลัก ร่างกระแทกขอบผาแล้วไถลลงไป นางไขว่คว้าทุกสิ่งตรงหน้า มือข้างหนึ่งฟาดผ่านไหล่อวี้หนาน อีกข้างตะกุยดินจนเล็บฉีก
จากทางศาลาพัก ฟางซื่อกับบ่าวได้ยินเสียงจื้ออวี้จึงวิ่งกลับมา สิ่งที่คนเหล่านั้นเห็นท่ามกลางฝุ่นดินคือแขนของหลันจือเหวี่ยงขึ้นไปทางน้องสาว และร่างของอวี้หนานขยับสูงขึ้นพอดี
ไม่มีผู้ใดเห็นว่ามือข้างนั้นกำลังคว้าเอาชีวิตรอด ไม่ได้ผลักน้องขึ้นไป
ดินก้อนใหญ่ที่พังตามหลันจือลงไปติดค้างอยู่ระหว่างรากไม้กับชะง่อนหิน มันหนุนเศษดินใต้ฝ่าเท้าของอวี้หนานให้สูงขึ้น นางจึงมีที่เหยียบและดันตัวกลับมาถึงขอบผาได้เอง
หลันจือกลับร่วงผ่านกิ่งสนลงไป
อวิ๋นเซวี่ยเห็นเจ้านายตกก็วิ่งลงทางลาดด้านข้าง นางหมายคว้าแขนหลันจือ ทว่าพื้นตรงนั้นอุ้มน้ำมาหลายวัน เท้าเพิ่งแตะก็ไถล ร่างสาวใช้กลิ้งตกลงไปอีกคน เสียงกรีดร้องของทั้งสองหายเข้าไปใต้กลุ่มหมอก
ฟางซื่อมาถึงในตอนที่อวี้หนานนอนคว่ำอยู่ตรงขอบทาง มือสองข้างมีแต่เลือด ส่วนหลันจือกับอวิ๋นเซวี่ยหายไปแล้ว
ม้าตื่นเพราะเสียงคนและเสียงดินถล่ม มันยกขาหน้าจนรถม้าเกือบคว่ำ คนบังคับรถตะโกนห้ามกันโกลาหล ต่อมาเรื่องที่ผู้คนเล่าจึงกลายเป็นม้าตื่น รถเสียหลัก อวี้หนานถูกเหวี่ยงออกไป และพี่สาวสละชีวิตผลักนางกลับขึ้นมา
อวี้หนานมีไข้สูงอยู่หลายวัน เมื่อฟื้นขึ้นมาก็จำเหตุการณ์ตรงหน้าผาได้เพียงเป็นช่วง ๆ ทุกคนตราหน้าว่านางเป็นคนทำให้พี่สาวตกเขา
เฉียวหลันจือเสียสละชีวิตตนเองเพื่อช่วยน้องสาว จากความทรงจำที่ขาดหาย ถูกคำบอกเล่าปะติดปะต่อแทน จนอวี้หนานจดจำไปว่าพี่สาวเป็นคนเสียสละชีวิตเพื่อช่วยตน
มีเพียงเฉียวจื้ออวี้ที่รู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง แต่เพราะพี่สาวคนโตตายไปแล้ว จื้ออวี้จึงไม่เคยคิดจะพูดมันออกมา เพราะไม่ว่าอย่างไร ก็คือพี่น้อง
ฟางซื่อร้องไห้จนเป็นลม หลัวหมัวมัวคุกเข่าร่ำไห้จนล้มป่วย กระทั่งวันที่เฉียวหลันจือกลับมา
จื้ออวี้นั่งอยู่บนพื้นห้องหนังสือถึงเที่ยง แสงแดดเลื่อนจากธรณีประตูไปถึงชายอาภรณ์ เขาลุกขึ้นในตอนนั้น
กระดาษแผ่นแรกถูกเขียนเสียจนต้องขยำทิ้ง เขาขึ้นต้นว่าพี่รอง ข้าขอโทษ แล้วหยุดอยู่ตรงนั้นนานเกือบครึ่งชั่วยาม
สุดท้ายเด็กหนุ่มวางคำขอโทษเอาไว้ก่อน เขาเขียนเฉพาะสิ่งที่เห็น ตั้งแต่ที่เริ่มวางแผนการด้วยสายประคำไปจนถึงกระทืบมือที่เกาะอยู่บนขอบผาแต่ผิดพลาดตกลงไปเอง
ท้ายที่สุดเขาจึงเขียนว่า
สามปีที่ผ่านมา ข้าไม่ได้พูดความจริง เพราะคิดว่าพี่ใหญ่ตายไปแล้ว แต่พอนางกลับมา ข้ากลับไม่กล้าพูด ข้าขอโทษ หวังว่าพี่รองจะให้อภัย
พี่รอง ท่านไม่เคยติดค้างชีวิตพี่ใหญ่ นางต่างหากที่ติดค้างชีวิตท่าน
จื้ออวี้ลงชื่อ พับกระดาษทั้งหมดใส่ซอง แล้วใช้ครั่งจากตะเกียงปิดผนึก นำจดหมายตรงไปยังจวนเซิ่งอ๋องแล้วฝากม้าเร็วคนเดิมกลับไป
ในวันเดียวกัน ฎีกาของเซิ่งอ๋องก็มาถึงเช่นกัน
ยามเฉินหลังฎีกาออกจากฝูโจว ม้าเร็วผลัดสุดท้ายหยุดลงนอกประตูวัง คนส่งสารแทบทรงตัวไม่อยู่เมื่อยื่นกระบอกบรรจุฎีกาประทับตรากองทัพแก่เจ้าหน้าที่เฝ้าประตู จากนั้นฎีกาฉบับนั้นก็ถูกส่งผ่านมือราชเลขาเข้าไปถึงห้องทรงพระอักษร ไม่ต้องรอรวมกับหนังสือจากหกกรม
ผงดินละเอียดจากเส้นทางพันลี้ยังติดอยู่ตามร่องกระบอกไม้
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรตราประจำพระองค์ของเซิ่งอ๋องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปิดผนึกและคลี่แผ่นกระดาษบนโต๊ะทรงงาน ถ้อยคำช่วงต้นเป็นรายงานผลการกวาดล้างโจรสลัด เรือที่ยึดคืนได้ จำนวนผู้ถูกจับ และของกลางจากคลังเกลือ ทุกอย่างเขียนกระชับตามแบบฎีกาทหาร
กระทั่งถึงช่วงกลาง ตัวอักษรกลับแน่นขึ้นเล็กน้อย รอยหมึกบางแห่งเข้มกว่าบรรทัดอื่น เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนต้องหยุดพักระหว่างจุ่มพู่กัน
พระหัตถ์ที่จับขอบกระดาษหยุดนิ่งตรงชื่อหนึ่ง
เฉียวหลันจือ
พระองค์อ่านตั้งแต่บรรทัดนั้นลงไปจนจบ แล้วพลิกกลับมาอ่านคำให้การของพยาน และที่สำคัญ คือเซิ่งอ๋องบาดเจ็บสาหัส พระพักตร์ของฮ่องเต้แลดูไม่ดีนัก
กงกงข้างพระวรกายยืนรออยู่ข้างเสาทอดสายตามองปลายรองเท้าตน ไม่กล้าแม้แต่จะขยับ จวบจนฮ่องเต้พับฎีกาตามรอยเดิมและวางลง เขาถึงได้ก้าวออกมารอรับพระบัญชา
“ส่งคนไปตามจิ้งอันโหวเข้าวัง” ฮ่องเต้รับสั่ง “บอกเขาว่าให้มาเดี๋ยวนี้”
กงกงค้อมกายรับคำ ถอยออกจากห้องทรงพระอักษรอย่างเงียบเชียบ
เวลานั้นเฉียวเหวินเทากำลังตรวจบัญชีสินเดิมของบุตรสาวคนโตอยู่ในห้องหนังสือ จวนเซิ่งอ๋องยังไม่กำหนดวันแต่งงานเสียที แต่ข้าวของที่ควรจัดเตรียมล่วงหน้าย่อมละเลยไม่ได้ ครั้นได้ยินว่าขันทีจากวังถือป้ายพระบัญชามาถึงหน้าจวน เขาก็ปิดสมุดบัญชีทันที เปลี่ยนเป็นชุดขุนนางและเร่งออกจากจวน