LNCrawler

ฎีกาถึงฝ่าบาท #83

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

ฎีกาถึงฝ่าบาท #83

ตอนที่ 41 ฎีกาถึงฝ่าบาท

ตลอดทาง เฉียวเหวินเทาคาดเดาอยู่หลายเรื่อง ทั้งข่าวการปราบโจรทางใต้ ตลอดจนเรื่องสมรสพระราชทาน แต่ไม่ว่าเรื่องใด เขาก็ไม่คิดว่าฮ่องเต้จะเรียกพบเป็นการส่วนพระองค์ถึงห้องทรงพระอักษร

เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป เขาเห็นฮ่องเต้ประทับอยู่หลังโต๊ะทรงงาน บนโต๊ะมีฎีกาเพียงฉบับเดียววางแยกจากกองอื่น

เฉียวเหวินเทาคุกเข่าลงตรงกลางห้อง

“กระหม่อมเฉียวเหวินเทา ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่น ๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรคนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้มีรับสั่งให้ลุกในทันที กระทั่งเฉียวเหวินเทาเริ่มรู้สึกถึงความเย็นจากพื้นหินซึมผ่านเข่าทั้งสอง พระองค์จึงเลื่อนฎีกาไปยังขอบโต๊ะ

“ลุกขึ้นมาอ่านเสีย”

เฉียวเหวินเทาลุกขึ้นตามรับสั่ง กงกงขยับออกจากข้างเสา เดินไปยกฎีกาด้วยสองมือแล้วนำมาส่งให้ ท่านโหวรับไว้พลางเหลือบมองอักษรบนด้านหน้า เพียงเห็นว่าเป็นฎีกาจากเซิ่งอ๋อง สีหน้าที่เคร่งขรึมก็คลายลง

เขารีบคลี่กระดาษออกและอ่านอย่างระมัดระวัง ช่วงต้นล้วนเป็นเรื่องงานทหาร ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับจวนจิ้งอันโหว จนปลายนิ้วเลื่อนผ่านบรรทัดที่กล่าวถึงการสอบสวนโจรสลัด เขาก็เห็นชื่อบุตรสาวตนอยู่ถัดลงมา

สีหน้าของท่านโหวเปลี่ยนไปในพริบตา

สายตาไล่ผ่านถ้อยคำที่ว่า เฉียวหลันจือเคยพำนักอยู่ในรังโจรถึงสามปี เคยอยู่กินฉันสามีภรรยากับเหลียงคุน ทั้งยังเป็นผู้ว่าจ้างโจรกลุ่มนั้นให้บุกหมู่บ้าน เขาอ่านซ้ำอยู่สองรอบ คล้ายตัวอักษรตรงหน้ากลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ จากนั้นจึงเลื่อนไปยังรายชื่อผู้เป็นพยาน บันทึกจากท่าเรือร้าง และคำกล่าวหาบรรทัดสุดท้าย

ลอบสังหารเชื้อพระวงศ์

กระดาษในมือสั่นจนเกิดเสียงเบา ๆ เฉียวเหวินเทารีบประคองฎีกาให้มั่น ก่อนคุกเข่าลงอีกครั้ง

“ฝะ..ฝ่าบาท เรื่องนี้ต้องมีความเข้าใจผิดพ่ะย่ะค่ะ หลันจือร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก นางไม่มีทางคบหากับโจร ยิ่งไม่มีความกล้าสั่งคนไปฆ่าใคร คำให้การเหล่านี้ล้วนมาจากปากโจร พวกมันอาจรู้ฐานะของนางแล้วจงใจใส่ร้ายเพื่อให้ตนพ้นโทษ ขอฝ่าบาทโปรดทรงตรวจสอบให้กระจ่างด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ไม่ได้ตอบในทันที พระองค์หยิบกระดาษแผ่นเล็กที่คัดคำให้การจากท่าเรือขึ้นมา มองถ้อยคำบรรทัดหนึ่งก่อนตรัส

“หากไม่ต้องอาศัยคนโง่อย่างเจ้าไปฆ่าน้องสาว ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าเข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว”

เฉียวเหวินเทาเงยหน้าขึ้น ปากขยับคล้ายอยากกล่าวบางอย่าง แต่หาคำโต้แย้งไม่พบ

“ลั่วเฉิงโจวกับทหารที่ซ่อนอยู่ตรงท่าเรือได้ยินนางพูดประโยคนี้” ฮ่องเต้วางกระดาษแผ่นนั้นลง “มีดที่นางใช้แทงเหลียงคุนก็ถูกเก็บเป็นของกลาง นางเดินทางไปฝูโจวพร้อมบ่าวจากจวนของเจ้า คนคุ้มกัน รถม้า และตราผ่านทางล้วนเป็นของจิ้งอันโหว เจ้ายังจะบอกว่าทุกคนร่วมกันใส่ร้ายนางอีกหรือ”

“กระหม่อมไม่ได้หมายความเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เฉียวเหวินเทารีบก้มศีรษะ “กระหม่อมเพียงเกรงว่าหลันจือถูกบีบบังคับ นางหายไปถึงสามปี ระหว่างนั้นประสบสิ่งใดมาบ้างยากจะรู้ บางทีโจรผู้นั้นอาจใช้เรื่องในอดีตข่มขู่นาง นางถึงได้...”

“นางจะถูกบังคับให้อยู่ในรังโจรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลต้าหลี่ต้องสอบให้กระจ่าง” ฮ่องเต้ตัดบท

เฉียวเหวินเทาก้มศีรษะต่ำลง ไม่กล้าพูดมากอีก

“ข้าอนุญาตให้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดกลับเมืองหลวง ส่งมอบแก่ศาลต้าหลี่สอบสวน ก่อนคดีสิ้นสุด คนในจวนจิ้งอันโหวห้ามส่งจดหมายลงใต้ ห้ามเคลื่อนย้ายหรือเผาทำลายสิ่งของในเรือนของเฉียวหลันจือ บัญชีค่าเดินทาง จดหมายที่นางเคยรับส่ง และรายชื่อบ่าวที่ติดตามไปฝูโจว ต้องมอบให้ศาลต้าหลี่ตรวจทั้งหมด”

เฉียวเหวินเทาเงยหน้าขึ้นอย่างลืมตัว

“ฝ่าบาท หากทำเช่นนั้น ข่าวย่อมแพร่ออกไป หลันจือยังไม่ได้รับการตัดสิน หากชื่อเสียงของนาง...”

พระหัตถ์ที่กำลังปิดฎีกาหยุดลง ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาตรง ๆ

“เซิ่งอ๋องเกือบตาย อวี้หนานกับหลานชายข้าเกือบตาย เจ้ากลับยังห่วงเพียงชื่อเสียงของนาง?”

เฉียวเหวินเทาหน้าเจื่อนไป ไม่กล้ากล่าวต่อ

“ข้าให้ศาลต้าหลี่สอบ นั่นถือว่าให้โอกาสนางมากแล้ว ส่วนเจ้าก็ภาวนาเอาไว้เถิด ว่าให้นางบริสุทธิ์ โทษทำร้ายเชื้อพระวงศ์ ไม่เบาเลย” ตรัสจบฮ่องเต้ก็ทรงโบกมือไล่ “เจ้าไปได้แล้ว”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ตอนเข้าวัง เขายังคาดเดาว่าฮ่องเต้อาจเรียกมาหารือเรื่องสมรสของหลันจือกับเซิ่งอ๋อง ใครจะไปคิดว่าจะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ หลังออกมาจากห้องทรงพระอักษร เฉียวเหวินเทารีบไปพบไท่เฟยทันที

รถม้าหยุดหน้าประตูตำหนักในปลายยามซื่อ

เวินไท่เฟยเพิ่งสวดมนต์เสร็จ เมื่อได้ยินว่าจิ้งอันโหวขอเข้าเฝ้าเป็นการด่วน พระนางจึงให้เชิญไปยังห้องรับรองด้านตะวันตก เฉียวเหวินเทาเดินเข้ามาก็คุกเข่า ไม่รอแม้แต่นางกำนัลยกชาออกไป

“ไท่เฟยโปรดช่วยหลันจือด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เวินไท่เฟยวางลูกประคำในพระหัตถ์ “เกิดเรื่องใดขึ้นกับจือเอ๋อ”

เฉียวเหวินเทานำเรื่องในฎีกามากราบทูล แต่สิ่งที่เขาเล่าแตกต่างจากถ้อยคำบนกระดาษอยู่หลายส่วน เขาบอกว่าเซิ่งอ๋องตามหาภรรยาเก่าจนพบและเกิดหลงใหลอีกครั้ง บอกว่าหลันจือเดินทางไปฝูโจวเพราะห่วงใย แต่กลับถูกโจรที่เคยกักขังนางตามมาข่มขู่ เมื่อพยายามช่วยทางการจับคน กลับถูกตีความว่าเป็นผู้บงการเสียเอง

เรื่องที่เซิ่งอ๋องบาดเจ็บเขาก็อ้างว่าเป็นเพราะช่วยเฉียวอวี้หนาน เวินไท่เฟยฟังจนจบ สีพระพักตร์พลันเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว

“แล้วเซิ่งอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง”

“เท่าที่ทราบ อาการสาหัสอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

เดิมทีเวินไท่เฟยก็ไม่ชอบใจลูกสะใภ้อย่างเฉียวอวี้หนานอยู่แล้ว ยิ่งรู้ว่าพระโอรสลุ่มหลงนางจนทำตัวเองบาดเจ็บ เวินไท่เฟยยิ่งไม่พอใจ

ที่พระนางเป็นเช่นนี้ ก็เพราะเชื่อคำของหลันจือมากเกินไป นิสัยของเฉียวอวี้หนานที่ออกจากปากเฉียวหลันจือต่อหน้าเวินไท่เฟยล้วนไม่มีอะไรดีสักอย่าง

“ท่านอบรมลูกอย่างไร” ไท่เฟยหันมาตำหนิ “คิดร้ายกับพี่สาวยังไม่พอ ยังคิดแย่งคนรักพี่สาวอีก นี่ถึงขั้นทำให้เซิ่งอ๋องบาดเจ็บ ข้าว่าเจ้าควรไปลากตัวนางกลับมาลงโทษ”

“ตอนนี้เรื่องช่วยจือเอ๋อสำคัญกว่าพ่ะย่ะค่ะ ส่วนหนานเอ๋อ กระหม่อมต้องลงโทษนางแน่พ่ะย่ะค่ะ”

เวินไท่เฟยนึกถึงเด็กสาวที่เคยดึงพระนางออกจากราวสะพานที่หักพัง นึกถึงหลันจือที่ตัวเปียก หน้าซีด และมีบาดแผลเต็มฝ่ามือ หลังจากวันนั้นพระนางก็เอ็นดูเด็กคนนี้ประหนึ่งบุตรสาวอีกคน

คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยผู้อื่นจะจ้างโจรฆ่าน้องสาวกับเด็กได้อย่างไร นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

“ฝ่าบาทว่าอย่างไรบ้าง”

“ทรงให้ศาลต้าหลี่สอบสวน และห้ามจวนกระหม่อมส่งข่าวลงใต้พ่ะย่ะค่ะ”

“ในเมื่อฝ่าบาทให้สอบ ก็ต้องสอบไปตามหลักฐาน” เวินไท่เฟยกล่าว “จือเอ๋อบริสุทธิ์ย่อมไม่มีผู้ใดทำร้ายนางได้ ข้าจะให้คนไปกำชับศาลต้าหลี่ว่าห้ามใช้ทัณฑ์กับสตรี และต้องตรวจคำให้การของพวกโจรให้ละเอียด”

เฉียวเหวินเทาได้ยินแล้วโล่งใจขึ้นเล็กน้อย เขาโขกศีรษะขอบพระทัย ก่อนเอ่ยเรื่องที่เป็นกังวลอยู่ในตอนนี้

“ยังมีเรื่องสมรสของหลันจือกับท่านอ๋อง...”