ฎีกาถึงฝ่าบาท #84
ฎีกาถึงฝ่าบาท #84
พระพักตร์ของเวินไท่เฟยกลับมาเคร่งขรึม “เรื่องนั้นข้าเป็นคนรับปากนางเอง จั้นเหิงจะเปลี่ยนใจเพราะความสงสารชั่วคราวไม่ได้ รอจือเอ๋อกลับมา ข้าจะจัดการให้ถูกต้องเสียที”
เฉียวเหวินเทาวางใจได้ในที่สุด รัชสมัยนี้ มีเซิ่งอ๋องเพียงคนเดียวที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน การเชื่อมสัมพันธ์นั้นสำคัญยิ่ง อันที่จริงสำหรับเฉียวเหวินเทาจะแต่งกับลูกคนไหนย่อมไม่สำคัญ แต่เผอิญว่าเฉียวหลันจือคือลูกสะใภ้ที่เวินไท่เฟยเลือก เขาถึงได้สนับสนุนบุตรสาวคนโต
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไข้ของจูจั้นเหิงไม่มีแล้ว แผลบนหลังไม่บวมแดงดังที่หมอกังวล แต่คนเจ็บยังขยับแขนขวาไม่ได้เต็มที่ ทุกครั้งที่หมอเปลี่ยนยา กล้ามเนื้อใต้แผลจะเกร็งจนเหงื่อซึมเต็มขมับ
อวี้หนานไม่ยอมออกจากห้องนานเกินหนึ่งชั่วยาม นางแบ่งเวลาไปดูอาอัน ตรวจบัญชีความเสียหายของหมู่บ้าน แล้วกลับมาป้อนยาให้คนเจ็บด้วยตนเอง
จูจั้นเหิงไม่เคยเป็นคนว่าง่ายกับหมอ แต่ถ้าชามยาอยู่ในมือนาง เขาจะดื่มจนหมด ไม่ต้องให้ผู้ใดสำทับ แม้รสขมทำให้สีหน้าแปลกประหลาดเพียงใดก็ไม่ปริปากบ่น
“ท่านอ๋องจะจ้องหม่อมฉันอีกนานหรือไม่เพคะ” อวี้หนานถามขณะเก็บชามยา
เขานอนตะแคงพิงหมอนหลายใบ มองนางมาตั้งแต่ก้าวเข้าห้อง “ข้ากลัวหลับแล้วเจ้าจะหายไป”
“ถ้าหม่อมฉันคิดหนี ต่อให้ท่านไม่หลับก็ลุกตามไม่ทันอยู่ดี”
“เช่นนั้นข้าจะจับมือเจ้าไว้”
อวี้หนานปรายตามอง แล้วส่ายหน้า พักนี้รู้สึกว่าเขาจะอ้อนเก่งกว่าอาอันเสียอีก
อาอันมานั่งเล่นทุกวัน เด็กน้อยฟันเพิ่งขึ้นมักขบเคี้ยวฟันตนเองอยู่บ่อย ๆ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาชอบเอามาลับฟันตนเองมากที่สุด จะเป็นนิ้วมือของบิดา จูจั้นเหิงรู้สึกคันยุบยิบไปถึงในอกในยามที่ถูกบุตรชายขบกัดปลายนิ้ว
วันที่สิบเอ็ดหลังเกิดเรื่อง ในที่สุดจดหมายจากเป่ยจิงก็มาถึง พร้อมรายงานลับจากเมืองหลวง
เฉียนกว่างนำซองมาวางบนโต๊ะ อวี้หนานเห็นผนึกตรงมุมกระดาษก็จำได้ว่าเป็นจดหมายจากน้องชาย นางให้เหอหมัวมัวอุ้มอาอันออกไป แล้วนั่งเปิดอ่านตรงหน้าต่าง
ห้องเงียบลงทีละน้อย
หลังจากกระดาษแผ่นสุดท้ายถูกปิดลง รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าของอวี้หนานก็เด่นชัดขึ้น
ที่แท้ พี่สาวผู้นั้นก็วางแผนสังหารนางตั้งแต่ตอนนั้น มิหนำซ้ำ สังหารนางไม่สำเร็จ ยังทิ้งรอยด่างพร้อยเอาไว้ให้นางอีก
“ท่านอ๋องเชื่อหรือไม่ ว่าหม่อมฉันต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนทำให้พี่สาวตาย ทั้งที่ความจริง หม่อมฉันต่างหากที่เป็นผู้ถูกกระทำ”
“หนานเอ๋อ” จูจั้นเหิงเอ่ยเรียก “มานี่”
อวี้หนานเดินไปลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียง ส่งจดหมายให้เขา
จูจั้นเหิงรับด้วยมือซ้าย ค่อย ๆ อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ แผ่นหลังที่ยังมีผ้าพันแผลทำให้เขานั่งตรงไม่ได้ แต่แววตาเยียบเย็นลงทุกขณะ
พออ่านถึงตัวอักษรท้ายสุด เขาก็แค่นเสียงออกมาไม่ต่างจากนาง
“ฮึ! ดูเหมือนว่า เฉียวหลันจือยังมีเรื่องที่ทำให้พวกเราต้องเปิดหูเปิดตาอีกมากเลยทีเดียว”
อวี้หนานพยักหน้า “ใช่ แต่ที่หม่อมฉันไม่เข้าใจก็คือเพราะเหตุใดนางถึงเกลียดชังหม่อมฉันนัก พวกเราเป็นพี่น้องคลานตามกันมาแท้ ๆ”
เรื่องนี้จูจั้นเหิงเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน เพราะราชวงศ์รุ่นนี้ไม่มีศึกสายเลือด กระทั่งพี่น้องต่างมารดา ไม่ลุกมาเข่นฆ่าแย่งชิงกัน เขาจึงไม่เข้าใจความคิดของเฉียวหลันจือ
“แล้วนี่ท่านอ๋องจะจัดการอย่างไรกับนางเพคะ” อวี้หนานเอ่ยถาม
“เรื่องใหญ่เช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นโทษอุกฉกรรจ์ จะอย่างไรก็ต้องรอฝ่าบาทมีพระบัญชาลงมา ถึงนางจะบอกว่าแค่ส่งคนมาสังหารเจ้ากับลูก แต่คนที่ถูกทำร้ายคือข้า นั่นเท่ากับว่านางทำร้ายเชื้อพระวงศ์ โทษของนางถึงขั้นตัดหัวเสียบประจาน”
อวี้หนานไม่รู้สึกเห็นใจเลยสักนิด ความผูกพันฉันพี่น้องที่มีมาตลอดหลายปี มันขาดสะบั้นลงนับแต่วันที่เฉียวหลันจือส่งคนมาสังหารนางและลูกแล้ว ตอนนี้มีเรื่องเดียวที่นางอยากรู้ คือถ้าท่านพ่อท่านแม่รู้จะว่าอย่างไร
ในจวนรับรอง เสียงกรีดร้องและเสียงขว้างปาข้าวของดังฝาดไปถึงจวนข้างเคียงทุกวัน สูซื่อที่เคยคิดประจบประแจง ยามนี้ได้แต่ยืนเหยียดปาก วันนี้ฮูหยินหลายท่านมาเยี่ยมที่จวน ขณะเดินชมสวน ก็ได้ยินเสียงด่าทอหยาบคายพร้อมกับเสียงของแตก
“นั่นไม่ใช่เรือนรับรองคุณหนูใหญ่จวนจิ้งอันโหวหรือ” ฮูหยินคนหนึ่งถาม
สูซื่อยังไม่ทันตอบ ฮูหยินอีกคนก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน “ใช่หรือ ฟังจากคำด่าทอแล้ว ข้ายังนึกว่าคนวิปลาสที่ไหน”
สูซื่อเบ้ปาก “นางนั่นแหละ ข้าเห็นทีแรกก็ไม่ถูกชะตา ว่าแล้วเชียว ต้องเป็นพวกบัวขาวเน่าจอมเสแสร้ง”
“แล้วนี่เกิดอันใดขึ้นหรือ ข้าเห็นทหารคุมเข้มอย่างกับนางเป็นนักโทษ”
“ก็เป็นนักโทษน่ะสิ” สูซื่อเป็นพวกสอดรู้ ต่อให้รู้เรื่องเพียงขี้เล็บ แต่ยามเล่าออกจากปากก็กลายเป็นไข่ห่านได้ เพียงไม่ถึงชั่วยาม เรื่องคุณหนูใหญ่เฉียวเป็นเมียโจรก็แพร่สะพัดไปทั่ว
คนในเรือนยังไม่รู้เรื่องรู้ราว หลันจือยังเอาแต่ทุบทำลายข้าวของ จนเครื่องเรือนไม่มีเหลือเลยสักชิ้น แม้แต่ถ้วยชา
“พวกเจ้าทำเกินไปแล้ว แม้แต่ชาก็ไม่ยอมให้ข้าได้ดื่มหรือ!” เฉียวหลันจือแผดเสียงถามทหารหน้าประตู
ทหารทั้งสองนายหันมามองกันแล้วส่ายหน้า ทั้งสองล้วนคิดตรงกันว่า ท่านอ๋องของเขาโชคดีแล้วที่ไม่แต่งกับนาง คนหนึ่งตอบกลับไป “ทั้งชุดชาและถ้วยชา ท่านล้วนทำลายทิ้งไปหมดสิ้น ท่านก็อยู่มันไปอย่างนั้นแหละ อย่าได้ดื่มเลย!”
ลั่วเฉิงโจวมาถึงพอดี
ทันทีที่เห็นเขา เฉียวหลันจือพลันตะโกนด่าทอ “คนชั้นต่ำ! เจ้าใช้อำนาจอะไรมากักขังข้า! ยังไม่รีบปล่อยข้าไปอีกหรือ คอยดูข้าจะฟ้องไท่เฟย เอาไว้หากข้าแต่งกับท่านอ๋องเมื่อใด คนแรกที่จะตายคือเจ้า!”
“เกรงว่าชาตินี้ ท่านจะไม่มีวันนั้น ตอนนี้ท่านอ๋องกับหวางเฟยทรงคืนดีกันแล้ว ท่านอ๋องน้อยก็มีชื่ออยู่ในแผนผังราชสกุลเรียบร้อยแล้ว ส่วนท่านก็รอรับโทษเถิด”
“ไม่จริง! จั้นเหิงรักข้า เขาไม่ได้รักน้องสาวตัวดีนั่น!”
ลั่วเฉิงโจวมองท่าทีที่เหมือนจะคลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อของเฉียวหลันจือแล้วรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง ไม่รู้ว่าเมื่อก่อน นางปกปิดนิสัยแท้จริงมาได้อย่างไรตั้งนาน เขาคร้านจะพูดกับนางจึงเอ่ยเพียงว่า “ท่านอ๋องรักเพียงเฉียวหวางเฟยอวี้หนานคนเดียว” พูดจบเขาก็หมุนตัวเตรียมจะจากไป
ขณะที่หลันจือกำลังยกนิ้วค้างกลางอากาศเตรียมสบถด่า
ลั่วเฉิงโจวก็หันกลับมา “อ้อ เกือบลืม ที่ข้ามาวันนี้ เพราะตั้งใจมาบอกท่าน ว่าฎีกาเอาผิดท่านไปถึงมือฝ่าบาทแล้ว เฉียวหลันจือ คราวนี้ท่านไม่รอดแน่”