รับบาปแทนนาย #87
รับบาปแทนนาย #87
ตอนที่ 43 รับบาปแทนนาย
ลั่วเฉิงโจวกระโจนข้ามคูน้ำ วิ่งฝ่าดงข้าวฟ่างไปตามทิศของลูกศร องครักษ์สี่นายตามหลัง คนร้ายเตรียมทางหนีไว้แล้ว ใต้ดินอ่อนมีแผ่นไม้ปูเป็นช่วงจึงไม่ทิ้งรอยเท้าชัดเจน พอพวกเขาผ่านทุ่งออกไปก็พบเพียงม้าตัวหนึ่งถูกปล่อยให้วิ่งเข้าป่า กับคันหน้าไม้ที่ถูกหักทิ้งอยู่ในพงหญ้า
ลั่วเฉิงโจวไม่เสียเวลาตามม้าลวง เขาหมุนตัวกลับไปยังถนน
หมอประจำขบวนขึ้นไปบนรถกรงแล้ว นิ้วสองข้างแตะตรงชีพจรเหลียงคุนอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า
“ลูกศรตัดหลอดลมกับเส้นเลือดใหญ่ ต่อให้หมอเทวดาอยู่ที่นี่ก็ช่วยไม่ทันขอรับ”
เหลียงคุนยังลืมตา ดวงตาที่เคยดุดันเบิกค้าง มองไปยังท้องฟ้าสีเทานอกซี่กรง เลือดไหลลงมาตามลำคอ หยดผ่านพื้นรถทีละหยด
ลั่วเฉิงโจวขึ้นไปนั่งยองตรงหน้าเขา
เรียวปากของเหลียงคุนขยับ เลือดกลับท่วมปากจนไม่มีเสียงหลุดออกมา มือที่ถูกล่ามยกขึ้นได้เพียงครึ่ง ก่อนจะตกลงกระแทกพื้นไม้
ลมหายใจท้ายที่สุดขาดหายตรงนั้น เหลียงคุนตายก่อนถึงเป่ยจิงเกือบหกร้อยลี้
ข่าวการตายแพร่ไปทั่วขบวนแม้ลั่วเฉิงโจวพยายามปิดไว้ รถกรงศรที่มุ่งเอาชีวิตอย่างแม่นยำ
ซ่งเปียวเงียบลงตั้งแต่เย็นวันนั้น
ในจุดพักม้าถัดมา เขาพบลูกปัดดินเผาสีแดงเม็ดหนึ่งอยู่ใต้ชามข้าว เป็นลูกปัดแบบเดียวกับที่บุตรสาวขาเจ็บของเขาร้อยไว้ตรงข้อเท้า เด็กน้อยทำหล่นหายไปหนึ่งเม็ดก่อนแยกพักอยู่เรือนคุ้มกันในฝูโจว ไม่มีคนนอกควรรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของผู้ใด
ใต้ลูกปัดมีกระดาษแผ่นเล็กเท่านิ้วก้อย เขียนเพียงว่า
คนตายพูดไม่ได้ คนเป็นต้องรู้ว่าควรทำอย่างไร
ซ่งเปียวอ่านข้อความจบก็ฉีกกระดาษใส่ปาก เคี้ยวแล้วกลืนลงไปทั้งน้ำตา
พยานอีกหลายคนได้รับสิ่งของคล้ายกัน บางคนได้เศษผ้าจากเสื้อของภรรยา บางคนได้ชื่อหมู่บ้านกับตำแหน่งบ้านเขียนไว้อย่างละเอียด คนที่เคยมีใจมุ่งมั่น เริ่มหลบสายตาเจ้าหน้าที่และไม่ยอมพูดยอมจา
ครบหนึ่งเดือน หมอจึงอนุญาตให้จูจั้นเหิงเดินทาง แผลบนหลังสมานเป็นรอยยาวสีแดง แขนขวายังยกเหนือไหล่ไม่ได้ เขาต้องนั่งรถม้าที่รองฟูกหนากว่าปกติ และหยุดพักทุกครึ่งวัน
อวี้หนานพาลูกกลับเป่ยจิงพร้อมเขา ส่วนงานในฝูโจวมอบให้เหอชุนกับผู้เฒ่าเฉินดูแล
คืนก่อนออกเดินทาง ซิ่วอิงมาคุกเข่าอยู่หน้าห้องนาง
“บ่าวไม่อยากกลับจวนเฉียวเจ้าค่ะ” เสียงของหญิงสาวเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงจิ้งหรีด
อวี้หนานลุกจากโต๊ะ เข้าไปประคองให้นางยืน “ถ้าไม่อยากกลับก็อยู่รับใช้ข้า ประเดี๋ยวข้าไปขอสัญญาขายตัวของเจ้ามาจากท่านแม่เอง”
“ขอบคุณ คุณหนูรองเจ้าค่ะ”
การเดินทางกลับใช้เวลานานกว่าขามาเกือบเท่าตัว จูจั้นเหิงยอมให้หมอตรวจทุกจุดพักตามที่อวี้หนานสั่ง เขาไม่เร่งขบวนแม้ข่าวจากเมืองหลวงแจ้งว่าศาลต้าหลี่เริ่มสอบพยานแล้ว
ขณะที่เซิ่งอ๋องกำลังเดินทาง ศาลต้าหลี่ก็กำลังสอบพยานจริง
หลังจากขบวนคุมนักโทษมาถึง อวิ๋นเซวี่ยออกมารับสารภาพ การสอบสวนนางกินเวลาตั้งแต่ยามเฉินถึงยามเซิน
นางไม่เพียงยอมรับว่าเป็นผู้ติดต่อเหลียงคุน ยังเล่ารายละเอียดตั้งแต่เหตุการณ์บนหน้าผาเมื่อสามปีก่อน เรื่องการใช้สายประคำล่ออวี้หนาน ตลอดจนชีวิตในค่ายซานเฟิงได้อย่างต่อเนื่องแทบไม่ต้องหยุดคิด
“บ่าวเกลียดคุณหนูรองเจ้าค่ะ” นางนั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องสอบสวน ศีรษะก้มต่ำ “วันตกเขา หากคุณหนูรองไม่ขัดขืน คุณหนูใหญ่ก็คงไม่ต้องตกเขาตามบ่าว พวกเราถูกโจรจับไป คุณหนูใหญ่ใช้ความสามารถอ่านเขียนตำราได้ เป็นการทำข้อแลกเปลี่ยน เหลียงคุนหลงรักคุณหนูใหญ่มันจึงไม่กล้าลงมือ ยิ่งเห็นคุณหนูป่วยมันยิ่งไม่กล้าแตะต้อง ส่วนบ่าวถูกพวกโจรย่ำยี ชีวิตบ่าวพังเพราะคุณหนูรองคนเดียว!”
ต้าหลี่ซือพลิกดูคำให้การจากฝูโจว “เจ้าหมายความว่า เฉียวหลันจือไม่เคยคิดทำร้ายน้องสาว แต่เป็นเจ้าวางแผนทั้งหมดเพราะเกลียดชังเฉียวอวี้หนานอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ เป็นบ่าววางแผนทั้งหมด”
“แต่เฉียวจื้ออวี้เห็นตรงกันข้าม”
ร่างกายของอวิ๋นเซวี่ยแข็งเกร็งขึ้นเล็กน้อย “คุณชายอยู่ไกล เห็นไม่ชัดเจ้าค่ะ อีกทั้งเวลาผ่านมาสามปีแล้ว ความทรงจำอาจคลาดเคลื่อน”
“แล้วเรื่องปล้นหมู่บ้านเล่า!”
“เป็นฝีมือบ่าวเองทั้งหมด”
นางบอกว่าหลังพบเหลียงคุนที่ฝูโจว นางแอบติดต่อเขาลับหลังเจ้านาย ใช้ความแค้นเก่าหลอกให้เหลียงคุนเชื่อว่าเฉียวหลันจือมีใจ หลอกเอาชื่อเจ้านายไปแอบอ้าง สั่งให้โจรบุกหมู่บ้านและฆ่าอวี้หนานกับเด็ก
“เหตุใดเหลียงคุนถึงยอมเชื่อคำของสาวใช้เช่นเจ้า” ต้าหลี่ซือถาม
“ตอนอยู่ค่ายซานเฟิง บ่าวเคยรับใช้ใกล้ชิดเขา รู้จักลายมือกับคำพูดที่คุณหนูใหญ่ใช้ บ่าวปลอมข้อความและนำถุงหอมของคุณหนูไปให้ เหลียงคุนจึงเชื่อเจ้าค่ะ”
“ข้อความอยู่ที่ใด”
“เผาทิ้งไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ถุงหอมเล่า”
“คงถูกเผาในคืนปล้นหมู่บ้านเจ้าค่ะ”
หลักฐานถูกทำลายไปหมดแล้ว แต่รายละเอียดส่วนอื่นของคำสารภาพกลับสอดคล้องกับเหตุการณ์แทบทุกข้อ
เรื่องท่าเรือร้าง อวิ๋นเซวี่ยอธิบายว่าเฉียวหลันจือเพิ่งรู้ว่าตนถูกอ้างชื่อภายหลัง จึงยอมร่วมมือเพื่อล่อเหลียงคุนออกมา คำพูดที่ว่าต้องอาศัยคนโง่ไปฆ่าน้องสาว เป็นคำที่นางสอนให้เจ้านายใช้ยั่วยุให้เขายอมรับผิด ส่วนมีดพกไว้ป้องกันตัวเพราะเกรงว่าโจรชั่วจะทำร้าย