LNCrawler

มองดูพอแล้วหรือยัง?

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

มองดูพอแล้วหรือยัง?

ตอนที่ 8 มองดูพอแล้วหรือยัง?

 

จากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปที่ประเด็นอื่น “พวกเราทำการปิดสนามฝึกซ้อมเด็กใหม่อยู่…คุณเพียรอยากไปดูสักหน่อยมั้ยล่ะ?” ชายวัยกลางคนทอดสะพานชักชวน

“เอาไว้มีเวลาผมจะแวะเข้าไปดู…ถึงอย่างไรก็อยู่ในขอบเขตอำนาจผมนี่นะ” ชายหนุ่มพูดดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ แต่แฝงความนัยเอาไว้

“เฮ้อ…โบราณว่าไว้คนเก่งมักจะลำบากกว่าผู้อื่นก็เป็นเช่นนี้” ทศทำท่าถอนหายใจเอื้อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา

“แต่อย่าลืมว่า คนโบราณยังสอนไว้อีกว่า…ไม้ที่เด่นเกินไพรมักจะล้มได้ง่าย ด้วยเพราะต้องต้านทานแรงลมมากกว่าคนอื่น” ชายหนุ่มตอบกลับไปแบบยิ้ม ๆ

“คุณเพียรอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เห็นทีจะเป็นต้นไม้ที่รากฐานแข็งแรงล่ะสิไม่ว่า…”

“ผมไม่อยากเป็นไม้ใหญ่ ถ้าเลือกได้เป็นแค่เพียงไม้ไผ่ที่คอยลู่ลมได้ก็พอ…กลัวเสียแต่ว่าลมมันจะแรงเกินไปน่ะสิ”

ชายหนุ่มมองบรรยากาศโดยรอบ พร้อมเอื้อนเอ่ยว่า “การเก็บกวาดสถานที่คงไม่รบกวนเวลาของลุงแล้ว” ประโยคนี้ของเขาเหมือนส่งแขกผู้มาเยือนกลาย ๆ

“ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้เดินทางโดยสุขสวัสดิ์ปลอดภัย ถ้าหากมีอะไรจะเรียกใช้ล่ะก็ แค่เพียงกดโทรศัพท์มาหาฉัน” จากนั้นชายวัยกลางคนเอามือทาบอกทำความเคารพ พร้อมพูดว่า “ฉันขอตัวก่อนท่านผู้ตรวจการ” และก็เริ่มหมุนกายจากไป

ชายหนุ่มยืนตรงรับการคำนับ เฝ้ามองดูอีกฝ่ายใช้วิชาอภินิหารหายตัวไป

เขาพูดพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า “หวังแค่เพียงครั้งต่อไปที่เราเจอกัน เราจะไม่กลายเป็นศัตรูที่หันคมดาบเข้าหากันก็พอแล้ว”

……

พอทศหายลับสายตาไปแล้ว เพียรก็เอ่ยประโยคเดิมซ้ำขึ้นอีกว่า “มองดูพอแล้วหรือยัง?”

เพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏเรือนกายของสองผู้เฒ่า ที่ใบหน้าอวบอิ่มดูคล้ายพวกเศรษฐีมีอันจะกิน หนึ่งชายหนึ่งหญิง ทั้งสองสวมใส่ชุดพื้นเมืองของภาคเหนือ พร้อมกล่าวทักทายบุรุษที่อยู่เบื้องหน้าอย่างนอบน้อม “สวัสดีท่านผู้ตรวจการ”

“สวัสดีครับ…ท่านเจ้าป่าเจ้าเขา” เขายิ้มมองดูทั้งสองคน ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งทำเอาสองผู้เฒ่าลุกลี้ลุกลน หลังจากเห็นท่าทีของอีกฝ่ายจึงได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ลอบแอบใช้วิชามองผมอยู่เนิ่นนาน ใจกล้าไม่เบาเลยนะท่านผู้เฒ่า…รู้หรือไม่ว่ามันละเมิดข้อห้ามอย่างใหญ่หลวง?”

“ท…ท่านผู้ตรวจการ พวกข้าสองตายายเป็นเพียงเจ้าป่าเจ้าเขาบ้านนอกคอกนา อาศัยอยู่ในถิ่นฐานทุรกันดาร ไฉนเลยจะรู้ซึ้งถึงกฎระเบียบยิบย่อยเหล่านั้นได้เล่า? กระดูกแก่ ๆ ของพวกฉันสองคนแบกรับคำท่านกล่าวมาไม่ได้จริง ๆ” ชายวัยชราตอบกลับอย่างนอบน้อม

ชายหนุ่มพูดพึมพำให้ทั้งสองได้ยิน “ช่างพูดช่างเจรจาเหลือเกินนะ” เขาหัวเราะเบา ๆ พร้อมจ้องมองไปที่สองผู้เฒ่าซึ่งกำลังค้อมศีรษะอยู่

“เช่นนี้เถิด…เราจะไม่ซักไซ้เอาผิดท่าน ขอเพียงท่านช่วยเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับชายผู้ถูกวิญญาณสิงสู่รายนี้ให้ฟังหน่อย ว่าเขามาปรากฏอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วก็อาศัยอยู่แถวนี้มานานแค่ไหน ทั้งสองจงช่วยกันเล่ามาเถิด”

“แต่ฟังคำแนะนำที่แสลงหูของผมสักคำเถอะท่านผู้เฒ่า หากว่าเกิดพูดโป้ปดมดเท็จแล้วผมตรวจสอบย้อนหลังขึ้นมาได้ล่ะก็ ฮึฮึ ตำแหน่งศาลเจ้าของท่านทั้งสองคงต้องได้ย้ายที่อยู่แล้ว…ส่วนจุดจบมันจะเป็นอย่างไรใครเล่าจะทราบ?”

แรกเริ่มเพียรพูดด้วยประโยคที่อ่อนน้อมถ่อมตนในฐานะผู้อ่อนวัยวุฒิ ส่วนประโยคหลังเขาพูดในฐานะผู้สูงคุณวุฒิ กล่าวถึงผลที่จะตามมาอย่างชัดแจ้ง

จนสองผู้เฒ่าผลัดกันพูดรับส่งอย่างมีจังหวะ บางส่วนที่ลืมเลือนก็ช่วยกันท้วงติง…โดยที่เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน

เพียรที่นั่งฟังสองผู้เฒ่ารายงานอยู่บนโขดหินใหญ่ จึงสรุปออกมาได้คร่าว ๆ ว่า ชายวัยสี่สิบปีเศษพบว่าตัวเอง เริ่มที่จะควบคุมความคลุ้มคลั่งของวิชาที่ตนเองฝึกไม่ได้

ในระหว่างที่ยังประคับประคองสติเอาไว้ได้ เขาเริ่มปลีกตัวออกจากตัวเมือง ขึ้นมาปลูกกระท่อมมุงจากทำเป็นเพิงหมาแหงน พักพิงอยู่อาศัยบนยอดเขาลูกนี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองออกไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่คนอื่น

ชายผู้โชคร้ายได้จุดธูปไหว้ขอร้องให้เจ้าป่าเจ้าเขาให้ช่วยดูแล นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สองผู้เฒ่าท่านนี้ทราบเรื่องราว

พอเล่ามาถึงจุดนี้เพียรพูดขึ้นว่า “ประเสริฐจริงนะ…” เขายิ้มหรี่ตาก่อนจะบอกให้สองผู้เฒ่าเล่าเรื่องต่อไป

“ชายผู้นี้ยังได้กล่าวออกไปอีกว่า…หากจำเป็นต้องหยุดตนจะใช้วิธีใดก็ได้…” สองผู้เฒ่าผลัดกันบรรยาย ช่วยกันทบทวนด้วยกลัวว่าจะผิดพลาด ตกหล่นอะไรไปหรือเปล่า

ส่วนเรื่องโดนของย้อนเล่นงานผู้ฝึกวิชา มันไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด อีกทั้งยังเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ

จนกระทั่งชายผู้ที่โดนของย้อนเข้าตัว ก็ได้บังเอิญมาเจอกับตนเข้าพอดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อีกฝ่ายเริ่มกลายร่างคลุ้มคลั่งและเริ่มอาละวาด

โดยปลดปล่อยอารมณ์โมโหร้าย ทำลายทุกสิ่งในที่พักอาศัยจนแหลกสลาย จากนั้นก็ไประบายใส่ต้นไม้ พื้นดินบนภูเขาโดยรอบจนเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อ

ยิ่งนานพอพลังเวทเพิ่มมากขึ้น คล้ายมีอะไรอัดแน่นอยู่กลางทรวงอกจึงได้เริ่มแผดเสียงกู่ร้องออกมา ซึ่งมันดังลั่นไปทั่วทั้งอาณาเขตภูเขาลูกนี้ เสียงคำรามนี้แฝงไปด้วยพลังมนตรา จึงทำเอาบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ล้มระเนระนาด บ้างก็หมดสติ ส่วนที่หนักหน่อยก็ถึงกับสิ้นชีพ

ซึ่งเสียงแผดร้องที่ดังสนั่นนั่นจึงทำให้ตนมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ณ ตอนนี้

“ฟังดูสวยหรู เรื่องราวเรียบเรียงอย่างกับในนิยายแน่ะ…” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม


ระดับขั้นพลังการฝึกฝน ระดับอาวุธเวท วิชา จะอยู่ในตอนถัด ๆ ไป (แต่โดยมากแล้วจะอยู่ในช่วงภาคเด็ก)