ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 2
ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 2
ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 2 เสาหลักเมืองชล!
เมื่อเดินทางมาถึงท้ายภาคนี้ ผมคิดว่าคำที่เหมาะที่สุดอาจไม่ใช่คำว่า “ชนะ”
แต่น่าจะเป็นคำว่า “ยังหายใจอยู่”
ครอบครัวของเพียรหนีออกจากเมืองชลบุรีและกลับถึงกรุงเทพได้ คนที่ตามล่าพวกเขาไม่อาจเอาชีวิตทุกคนไปตามต้องการ และในช่วงเวลาหนึ่ง ทุกคนก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
แต่การรอดกลับบ้าน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งซึ่งเกิดขึ้นระหว่างทางจะจบลงตามไปด้วย…
ภาคนี้พาเรากลับมาเห็นเพียรในวันที่เขายังไม่มีสิทธิ์เลือก ไม่มีอำนาจตัดสินใจแทนผู้ใหญ่ และทำได้เพียงมองดูคนในครอบครัวพยายามรักษากันด้วยวิธีที่ตนเชื่อว่าจะช่วยได้
ก่อนจะเป็นผู้ตรวจการซึ่งรู้จักใช้ข้อมูล กฎหมาย ตำแหน่ง และผลประโยชน์ต่อรองกับโลกเร้นลับ เขาเคยเป็นเด็กที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกว่าครอบครัวควรเชื่อมือของผู้ใด
หลังอ่านมาถึงตรงนี้ ความหมายของชื่อ ‘เสาหลักเมืองชล’ น่าจะปรากฏชัดขึ้นแล้ว
ชลบุรีไม่มีศาลหลักเมือง ไม่มีศูนย์กลางของอำนาจเร้นลับที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เมื่อไม่มีผู้ใดยืนอยู่ตรงกลาง ผู้มีฤทธิ์แต่ละฝ่ายจึงสามารถตั้งตนเป็นใหญ่ แย่งชิงพื้นที่ ความศรัทธา และสิทธิ์ในการประกาศว่าตนคือผู้คุ้มครองเมืองได้
เมืองซึ่งไม่มีเสาหลักจึงไม่ได้ว่างเปล่า…
ตรงกันข้าม มันกลับเต็มไปด้วยผู้ที่อยากเข้ามายืนแทนตำแหน่งนั้น
ส่วนเสาหลักของครอบครัวนี้กลับไม่ใช่ผู้ฝึกเวท และไม่ใช่คนที่มีคำตอบอยู่ในมือตั้งแต่ต้น
‘สำเริง’ เป็นพ่อซึ่งไม่ยอมทอดทิ้งลูกสาว เป็นตาซึ่งกลับมารับภาระของหลาน และเป็นมนุษย์ธรรมดาที่รู้ว่า เมื่อเรื่องราวใหญ่เกินกำลังของคนคนเดียว การร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความรู้และมีหน้าที่รับผิดชอบ ย่อมดีกว่าการฝืนยืนรับทุกอย่างตามลำพัง
สิ่งที่สำเริงพากลับมาจึงไม่ใช่เพียงกำลังของผู้มีวิชา แต่คือเครือข่าย หน่วยงาน และคนซึ่งยอมยืนรับผลจากสิ่งที่ตนลงมือทำ
นี่คือด้านหนึ่งของสำนักช่างสิบหมู่ที่ผมอยากเปิดให้เห็นในภาคนี้
ในโลกของหออาชาไนย งานช่าง ประวัติศาสตร์ วัตถุ พิธีกรรม และอาวุธ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับของโลกแฟนตาซี แต่สามารถกลายเป็นความรู้ที่มนุษย์ใช้รับมือกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้
อย่างไรก็ตาม การพบเสาหลักซึ่งพอจะยึดถือได้ในภายหลัง ไม่อาจย้อนลบร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
พิมพ์ใจยังมีบางอย่างติดอยู่ในร่างกาย…
เมื่อเวลาผ่านไป อาการของเธอไม่ได้คลี่คลายอย่างที่ทุกคนหวัง และสิ่งซึ่งอยู่ภายในก็ไม่ได้ทำงานตามแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเคยรู้จัก
การที่พิมพ์ใจยังมีชีวิตอยู่จึงไม่ได้กลายเป็นคำตอบซึ่งทำให้ทุกคนวางใจ
ตรงกันข้าม มันกลับสร้างคำถามใหม่ว่า ภายในร่างของเธอยังมีสิ่งใดซ่อนอยู่ และเหตุใดคำสาปจึงไม่ยอมดำเนินไปตามกฎเดิมของมัน
เรื่องราวจะเดินต่อไปใน หออาชาไนย ภาคที่ 3 หมู่บ้านปริศนา!
จากเด็กซึ่งทำได้เพียงวิ่งตามการตัดสินใจของผู้ใหญ่ เพียรจะเริ่มหันกลับไปมองฝันร้ายซึ่งติดตามตนเองมาหลายปี
ครั้งนี้เขาจะไม่ได้ทำเพียงวิ่งหนี
เขาจะเริ่มสังเกต จดจำ ตั้งคำถาม และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กประถม ค่อย ๆ ตรวจสอบหมู่บ้านซึ่งคนตายยังคงปรากฏตัวซ้ำอยู่ในความฝัน
ขณะที่ผู้ใหญ่พยายามหาคำตอบให้กับสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในร่างของพิมพ์ใจ เพียรจะเริ่มค้นหาว่า ฝันร้ายเหล่านั้นเป็นเพียงบาดแผลจากอดีต หรือมีบางสิ่งกำลังทิ้งร่องรอยไว้ให้เขามองเห็นกันแน่
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเมืองชลบุรี ผ่านทั้งผู้มีฤทธิ์ งานช่าง กองทัพผี และครอบครัวซึ่งเกือบสูญเสียหลักของตนเองมาจนถึงหน้าสุดท้ายนี้ครับ
หลังอ่านจบ ผมอยากรู้ว่า ในสายตาของคุณ ใครคือเสาหลักที่สำคัญที่สุดของภาคนี้?
เพียงหนึ่งหรือสองประโยคก็พอครับ จะพูดถึงฉากที่ชอบ คำติ ข้อสงสัย หรือสิ่งที่ยังติดอยู่ในใจก็ได้ ความคิดเห็นเหล่านั้นช่วยให้ผมเห็นว่าส่วนใดของเรื่องเดินทางไปถึงผู้อ่านได้จริง และช่วยให้นักอ่านคนต่อไปตัดสินใจก้าวเข้ามาในโลกของหออาชาไนยได้ง่ายขึ้น
ตอนนี้ครอบครัวของเพียรได้กลับถึงบ้านแล้ว
แต่สิ่งซึ่งติดตามพิมพ์ใจกลับมา ยังไม่ยอมจบลงเพียงเท่านี้
และบางครั้ง การมีชีวิตรอดจากคำสาป อาจเป็นสัญญาณที่น่ากลัวยิ่งกว่าการนับถอยหลังสู่ความตาย
R. Lert (รสเลิศ)