[เริ่มภาคที่ 3] คำสาปกลายพันธุ์
[เริ่มภาคที่ 3] คำสาปกลายพันธุ์
ขันติ ตะโป ตะปัสสิโน
“ความอดทน เป็นตบะของผู้พากเพียร”
[ ภาคที่ 3 ]
“หมู่บ้านปริศนา!”
ตอนที่ 110 คำสาปกลายพันธุ์
หลังจากเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาตินั่น เวลาก็ได้ล่วงเลยมาสองสามปีโดยประมาณ
ชีวิตครอบครัวของพิมพ์ใจกับปกป้อง ดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี หากมีใคร ๆ มองเข้ามา แต่ทว่าลึก ๆ ภายในจิตใจของคนในบ้านแล้ว กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
หน้าที่การงานของปกป้องเป็นไปได้ด้วยดี เขากำลังเจริญในอาชีพการงานของตัวเองในแบบที่มันควรจะเป็น ด้วยเพราะเสียสละตัวไปก่อร่างสร้างตัวอยู่ที่ ชลบุรีตั้งหลายปี
ส่วนทางพิมพ์ใจนั้น ทางบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ที่เธอได้ทำงานให้ก็เริ่มวางแผนที่จะปลดเธอออกจากตำแหน่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะด้วยสุขภาพของเธอ ที่ดูผ่ายผอมลงไปมาก
คล้ายจะเป็นหนังที่หุ้มกระดูก หลายต่อหลายคนในบริษัท ต่างก็มีทั้งความเป็นห่วงเป็นใยให้กับเธอ แน่นอนว่าในกลุ่มคนนี้ย่อมเป็นพวก ‘ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ’ พยายามจะเข้ามาถามไถ่ถึงอาการที่เธอเป็นอยู่
พิมพ์ใจดูเหมือนจะรู้จัก ‘สันดาน’ ของผู้คนมากขึ้นยามเมื่อเจ็บไข้ หรือว่าเกิดตกทุกข์ได้ยาก แต่เมื่อมาถึงจุดจุดนี้ เธอก็พอจะเข้าใจสัจธรรมในโลกหล้า ว่ามันก็เป็นเช่นนี้เอง…
ตำแหน่งของเธอ ย่อมต้องมีคนอยากจะเข้ามาแทนที่ นั่นเป็นเพราะปกตินิสัยของมนุษย์ย่อมใฝ่หาความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แม้เธอจะไม่ใส่ใจมากนัก แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะหน่ายใจ เนื่องจากเธอถูกกลุ้มรุมจากทั่วทุกแผนก
ความเป็นห่วงเป็นใย กับการอยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน มันมีเส้นบาง ๆ ที่ได้กั้นขวางเอาไว้ สำหรับคนที่เข้ามาถาม ก็ไม่ได้มีเฉพาะพวกเพื่อน ๆ ร่วมงาน แต่ว่าพวกผู้บริหารในระดับสูงก็เรียกไปสอบถามเช่นกัน
เธอเองก็ได้แต่ยืนกรานบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่ช่วงนี้นั้นน้ำหนักลดเยอะไปหน่อย หลายต่อหลายคนก็ยังไม่วางใจ เธอก็ได้ไปตรวจสุขภาพ นอกจากน้ำหนักที่ลดหายไปมากแล้วส่วนที่เหลือก็ไม่ค้นพบความผิดปกติใด ๆ
“ใช่แล้ว!” ในใบรับรองแพทย์จำนวนหลายหน้า ที่เธอได้ไปให้หมอตรวจมาอย่างละเอียด ตัวเธอไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไรเลย แต่ถ้าจะบอกว่าเธอเป็น ‘โรคผอม’ อันนั้นก็คงใช่เพราะว่าดูจากรูปร่าง ถ้าจะให้ปฏิเสธมันก็กระไรอยู่…
ยิ่งนานวันปฏิบัติการ ‘เลื่อยขาเก้าอี้’ ของเธอก็ยิ่งมีมากขึ้น บางคนไปสุมไฟถึงขนาดที่ว่าเธอเป็น ‘เอดส์’ แต่ไม่ยอมไปรักษา และไม่ยอมบอกกล่าวคนที่ทำงาน รวมไปถึงยังปลอมแปลงใบรับรองแพทย์
บางคนก็เล่าลือไปถึงขนาดที่ว่าเธอเป็น ‘วัณโรค’ จึงทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เธอมากนัก กระทั่งภาชนะที่ต้องใช้ร่วมกันก็พยายามแสดงท่าทีว่าอย่าเข้ามาใกล้
ดูเหมือนยิ่งนานวัน สถานที่ทำงานอันแสนอบอุ่นของพิมพ์ใจ มันได้พลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ รอยยิ้มที่เคยมีให้กันในวันวาน ตอนนี้มันก็กลับเลือนหายไปหมดสิ้นแล้ว
ลำพังเพียงแค่ ‘สิ่งที่เธอเป็นอยู่’ ก็ทำให้สภาพจิตใจเธอย่ำแย่มากแล้ว ยังจะต้องมาเจอะเจอกับคนร่วมงานที่คอยปั่นประสาทเธออีก แต่มันมีเหตุผลในการที่ทำทนทำงานอยู่…
เธอจำเป็นต้องอดทนเอาไว้ก่อน เหตุผลนั่นก็คือ “ถ้าหากว่าเธอเริ่มลาออกไปตอนนี้ แล้วลูกชายของเธอจะทำยังไงล่ะ? อย่างน้อย ๆ ตอนที่มีชีวิตอยู่ เธอก็อยากจะเก็บหอมรอมริบ เก็บเงินทุนไว้ให้ลูกชาย…”
“ใช่…เธอยอมรับว่าความตาย มันเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ!”
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว บริษัทเองก็มีทางเลือกไม่มากนัก เมื่อเห็นเธอทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ ซึ่งจุดหมายปลายทางก็คือ ‘การเลิกจ้าง’ เนื่องจากว่าบริษัทเองก็ออกจะใหญ่โตถึงเพียงนี้ ‘ค่าชดเชย’ ที่ได้ย่อมมากพอที่จะทำให้พิมพ์ใจพึงพอใจ
และนี่ก็คือเหตุผลที่เธอทนอยู่ เพื่อรอให้ถูก ‘เลิกจ้าง’ เนื่องจากว่าค่าชดเชยหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ควรได้ มันแตกต่างกันไปไกลลิบ
และนับตั้งแต่วันที่เธอถูก ‘เลิกจ้างอย่างกะทันหัน’ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็เป็นวันเวลาที่เธอได้ใช้ร่วมกันกับลูกชาย โดยที่มีเวลาไปรับไปส่งเจ้าตัวมากยิ่งขึ้น และก็ยังมีเวลาไปเข้าวัดทำบุญมากยิ่งขึ้น…
……
คำสาปกาฝากที่เธอได้รับมานั้น หลังจากที่ลุงดินได้ตามหาพวกผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เข้ามาช่วยตรวจดูอาการ
หลายต่อหลายคน ต่างก็มีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกัน ทุกคนก็ค้นพบว่าคำสาปนี้ มันถอนได้ยากมาก ๆ และก็ให้ข้อสรุปตรงกันว่า “เธอมีเวลาเหลืออยู่อีกไม่ถึงหนึ่งปี!”
โดยคำบอกกล่าวนี้ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ตัวเธอ พึ่งจะกลับมาจากชลบุรีได้ไม่นานนัก และนั่นมันย่อมสร้างความหนักใจ ให้กับคนในครอบครัวที่ได้รับรู้เรื่องราว เพราะแต่ละคนต่างก็วิ่งไปหาของดีของเด็ด ที่คิดว่ามันจะช่วยเธอได้
และอย่างน้อย ๆ ก็จำเป็นต้องให้ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ระดับ ‘บรรจบแม่น้ำ’ ขึ้นไป ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย และคนผู้นั้นก็จำเป็นต้องชำนาญในการถอนคำสาป การที่จะเชื้อเชิญผู้คนระดับนั้นมาได้ มันไม่ใช่เรื่อยง่าย ๆ เลย
แถมยังจะต้องนำคนที่ตรงตามเงื่อนไขมาอีก ซึ่งประเด็นนี้คือจุดสำคัญ! ที่ทำให้ตามหาตัวได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก
แต่ทว่าในตอนนี้นั้น เวลามันก็ได้ล่วงเลยผ่านมาเป็นปีแล้ว ซึ่งมันมากกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความคิดเห็นเอาไว้ และนั่นเป็นความเห็นพ้องต้องกันของหลาย ๆ คน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง
นั่นจึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ หลายต่อหลายคนต่างก็มีท่าทีแปลกใจเป็นอย่างมาก พยายามเข้ามาตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำอีก
เนื่องจากเรื่องพวกนี้นั้น ‘ควรค่าแก่การศึกษา’ ดินสอเองก็ได้บากหน้าไปร้องขอพวกคนสำนักฝ่ายในให้มาช่วยสนับสนุนอีกแรง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร…
ในตอนนั้นพ่อของเธอ ย่อมต้องสงสัยว่า “เหตุใดจึงมีผู้คนมาให้การช่วยเหลือ มากมายถึงขนาดนี้…”
ลุงดินก็ได้ตอบกลับมาตามตรง นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาได้เอาของวิเศษระดับขั้นสูงมาก ๆ มาทำการเชื้อเชิญคนเก่งมีวิชา มิเช่นนั้นใครมันจะยอมยื่นมือเข้ามาช่วย…
อีกทั้งยังได้บอกกล่าวความจริงในอีกแง่มุมหนึ่ง เช่น สำเริงผู้เป็นพ่อของเธอ ก็เป็นหนึ่งในคนมากฝีมือ ซึ่งได้ช่วย ‘สร้างวัตถุตั้งต้น’ เฉกเช่นพวกชิ้นงานต่าง ๆ หรือว่าวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักฝ่ายใน
ตั้งแต่แรกพ่อของเธอทำงาน ‘เพราะว่าใจรัก’ จึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก และก็ไม่คิดว่าใครมาเอาเปรียบตนแต่อย่างใด ยามเมื่อมีคนมาไหว้วานร้องขอให้ช่วยทำอะไร เขาเองก็มักจะตอบตกลงแต่โดยง่าย
สำเริงคิดเพียงแค่สองอย่าง อย่างแรกนั้นก็เพื่อเป็นการฝึกปรือฝีมือของตน เพื่อนำเอาไปใช้ต่อยอด ส่วนอย่างที่สองนั้นก็เพื่อรับค่าจ้าง หลังจากที่ทำชิ้นงานนั้น ๆ เสร็จสิ้น
ด้วยนิสัยที่เป็นเช่นนี้ มิได้คาดหวังสิ่งอื่นใดมากนัก หลายต่อหลายคนจึงติดหนี้น้ำใจพ่อของเธออยู่มิใช่น้อย นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่พ่อเธอทำ แท้ที่จริงแล้วก็ควรจะเป็นงานที่พวกเขาต้องทำ แต่ทว่าหลาย ๆ คนรู้ตัวดีว่า “ฝีมือไม่ถึงขึ้น!”
ดังนั้นการว่าจ้างจึงเกิดผลสัมฤทธิ์มากกว่า
และนี่ก็คือ ‘การทำดี’ โดยที่ไม่ได้หวังผลอะไรตอบแทนมากมาย เพียงแค่ต้องการจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ฝึกปรือฝีมือ และนี่จึงทำให้เขากลายมาเป็น ‘รองเจ้าสำนักช่างสิบหมู่’ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่เพราะว่าเขาทำงานที่เกี่ยวข้องกับช่างสิบหมู่เป็นแทบจะทั้งหมด และเมื่อเป็นเช่นนั้น หลายต่อหลายคนต่างพากันมาฝากเนื้อฝากตัวถึงที่…
ยามเมื่อพ่อของเธอได้รับรู้ความจริง ว่าการทำงานของตัวเองสามารถที่จะช่วยลูกสาวได้ หรือก็คือการทำงานของตน สามารถจะเชิญผู้รู้มีวิชามารักษาลูกสาวได้!
ดังนั้นนับตั้งแต่ที่กลับมาจากเมืองชล พ่อของเธอก็เริ่มทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ก็ยังแบ่งเวลามาดูแลเธออยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะปีแรก ๆ แทบจะให้เธอไปนอนค้างที่บ้านเลย…
ส่วนงานที่ส่งมอบไป ก็ใช่ว่าจะส่งไปอย่างชุ่ย ๆ เพราะว่ามันเกี่ยวพันไปถึงชื่อเสียง และที่สำคัญนั่นก็คือมันเกี่ยวพันไปถึงความปลอดภัยของตัวเธอ
ยามเมื่อเธอได้ยืนมองดูแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อ ก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตารื้นออกมา เพราะเขานั่นทุ่มเทให้กับเธอมากมายจริง ๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะไปเอ่ยปากห้าม เนื่องจากว่ามันคงไม่เป็นผล เธอรู้จักพ่อของเธอดี…
……
‘คำสาปกาฝาก’ มันได้หยั่งรากเข้าไปภายในดวงวิญญาณของพิมพ์ใจ และยังสามารถดูดกลืนสารอาหารจากร่างกายและวิญญาณของเธอ เพื่อมาหล่อเลี้ยงตัวมันเองให้เจริญเติบโต
ตอนนี้ตัวเธอก็เปรียบเสมือนต้นไม้ ที่มีแต่เปลือกห่อหุ้ม หากแต่ภายในกับค่อย ๆ เหี่ยวเฉาลงเรื่อย ๆ แล้ว จนในท้ายที่สุดจากคำบอกเล่าของคนในหออาชาไนย คำสาปนี้มันจะทำให้เธอเหมือนต้นไม้ ที่ต้องยืนต้นตายจากภายใน…
ซึ่งตั้งแต่แรกหลายต่อหลายคนก็คิดไปในทำนองเดียวกัน นั่นก็คือเวลาของเธอมีไม่มากนัก อีกทั้งการที่บำรุงด้วย ‘อาหารเสริม’ เฉกเช่นพวกสมุนไพรเวทมนตร์ มันก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน
เพราะถ้าหากว่า ‘ให้มากเกินไป’ เธอก็อาจจะตายเร็วยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่า ‘ให้น้อยเกินไป’ แล้วดันไม่เพียงพอต่อความต้องการของคำสาป บางทีมันก็อาจจะดูดกลืนพลังชีวิต และก็พลังวิญญาณของเธอ ให้หมดไปในคราวเดียวเลยก็เป็นไปได้…
ดังนั้นสุดท้ายดินสอผู้เป็นที่ปรึกษาของครอบครัว จึงได้อาศัยวิธีเดินทางสายกลางเข้าสู้
โดยให้กินอย่างพอดี ค่อย ๆ ป้อนให้คำสาปนั่นมันรู้จักว่า เมื่อไหร่ควรกินและเมื่อไหร่ไม่ควรกิน คล้ายกับสอนเด็กน้อยให้มันรับรู้ว่า ถ้าเกิดกินมื้อนี้หมด มื้อหน้าจะไม่มีให้กินอีกแล้วนะ
พอผ่านมาหลายปีเข้า มันเกินกว่าที่บรรดาผู้รู้ทั้งหลายได้บอกกล่าวเอาไว้ พวกเขาจึงได้เข้ามาตรวจสอบอาการดูอีกครั้ง
หลายคนที่เห็นสภาพร่างกายเธอ และยามเมื่อได้สัมผัสเข้าไปในส่วนลึกของวิญญาณ ก็ค้นพบว่า “หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า คำสาปมันจะกลายพันธุ์?”
อย่าลืมอ่านท้ายเล่มกับผู้เขียนด้วยนะฮร๊าฟ (ตอนที่แล้ว)