เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้าย!
เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้าย!
ตอนที่ 111 เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้าย!
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ‘หมอ’ หรือผู้รู้ทั้งหลายที่เข้ามาตรวจสอบดูอาการเธอ ไม่ได้มีเพียงแค่คนสองคน แต่มีมาประมาณ 20-30 คนเห็นจะได้
ในบางครั้งพิมพ์ใจก็ยากที่จะจำหน้าได้ ถ้าหากไม่ใช่ลุงดินของเธอพามา เธอเองก็ไม่ได้อยากจะเจอใครอีกแล้ว การอยู่ด้วยความหวังบางครั้งมันก็เป็นการทำร้ายเธอเหมือนกัน
บางคนจากในกระทรวงก็พยายามที่จะใช้ ‘อาวุธวิญญาณ’ เพื่อทำการตัดคำสาปกาฝากนั่นออกไปโดยตรง
แต่ก็มีคนเอ่ยทักท้วงว่า “ถ้าหากทำเช่นนั้น คงตัดได้แต่เพียงต้น แต่ว่าไม่สามารถตัดรากของมันออกมาได้ ท้ายที่สุดก็จะขึ้นมาใหม่อยู่ดี มิหนำซ้ำไอ้ตอนที่ขึ้นมาใหม่นี่แหละ มันก็จะดูดซับสารอาหารเข้ามาหล่อเลี้ยงตัวเองอย่างเต็มกำลัง เพื่อพยายามจะชดเชยส่วนลำต้นที่ได้ขาดหายไป…”
คนที่ได้กล่าวทักท้วงเป็นผู้ชำนาญในการถอนคำสาป
ดินสอที่อยู่ในสถานการณ์ จึงเอ่ยปากถามขึ้น “แบบนี้เราควรจะทำยังไงกันดี?” เขาเองก็เริ่มหงุดหงิดใจ ไอ้โน่นก็ไม่ได้ไอ้นี่ก็ไม่ได้…
“มันจะต้องพึ่งพาคนที่มีอาวุธวิเศษเป็นการเฉพาะ เพื่อที่จะทำการแยก หรือว่าดึงรากให้ออกมาจากวิญญาณ จะหลงเหลือไว้แม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้ ซึ่งจากที่ตัวข้าได้รู้มาคนประเภทนี้ที่มีอยู่ในกระทรวงเรา มีไม่มากนัก…”
เขาเองก็ได้ส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะกล่าวแนะนำดินสอ “เอ็งจะต้องหาวิธีการไปเชื้อเชิญ คนที่เข้าลักษณะแบบนี้มา ถ้าไม่เช่นนั้นอย่าได้สุ่มเสี่ยงทำอะไรจะดีกว่า…”
“ข้าก็จะขอพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยแล้วกัน ให้ผู้โดนคำสาปฟังอย่างเข้าใจ เมื่อพบเจอคำสาปชนิดนี้เข้า ก็เป็นไปได้มากว่าจะต้องตายอย่างแน่นอน ข้าเชื่อว่าคนที่โดนคำสาปนั้นย่อมเข้าใจสภาพของตัวเองดีที่สุด!”
เมื่อพูดจบชายชราคนนั้น เขาก็ได้หันไปจ้องสบตากับหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายรายนี้
ดินสอที่ยืนคู่อยู่กับสำเริงก็ได้แต่อ่อนใจ เพราะแต่ละครั้งยามเมื่อคำสาปมันเริ่มดูดกลืนพลังชีวิตและวิญญาณของพิมพ์ใจ มันก็จะทำให้เธอเจ็บปวดทรมาน เสมือนกับว่ามีใครเอามีดมากรีดตรงบริเวณหัวใจ…
พิมพ์ใจก็ได้แต่ยิ้มไหว้ขอบคุณตามมารยาท เพราะเรื่องราวมาถึงขั้นนี้เธอเองก็ได้เตรียมใจเอาไว้นานแล้ว พอได้ฟังจึงไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด…
“ถ้าหากว่ามันแก้กันได้ง่าย ๆ มันก็คงจะไม่เรียกว่า ‘คำสาป’ หรอกมั้ง?” เธอเองได้แต่คิดเช่นนี้จริง ๆ พร้อมกับยิ้มเจื่อนให้กับโชคชะตาอันแสนโหดร้าย
……
เพียงไม่นานช่วงเวลาอันแสนสั้นของชีวิตเธอก็ใกล้จะจบลง…
สิ่งที่เธอเป็นห่วงเลย นั่นก็คือลูกชายสุดที่รัก และก็รวมไปถึงพ่อแม่ของเธอ ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาลูกชายตัวแสบของเธอ ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่พูดอะไร ไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนแอออกมา แต่ทว่าภายในก็คงจะอดกลั้นเอาไว้ไม่ใช่น้อย
นับตั้งแต่ปีแรกที่เธอได้ถูกบีบให้ออกจากบริษัท ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เธอเองก็ใช้เวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวอย่างเต็มที่ แน่นอนเธอย่อมรู้ตัวเองดีว่า “เวลาที่มีมันค่อย ๆ สั้นลงทุกที…”
เพราะว่าทุกครั้งที่คำสาปมันเริ่มกลืนกิน เธอก็จะเจ็บปวดทรมานมากยิ่งขึ้น และยิ่งนานวันมันก็ยิ่งเป็นเช่นนี้ นี่จึงเป็นเสมือนนาฬิกานับถอยหลัง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกตามธรรมชาติวิถี
พิมพ์ใจเธอได้ตัดสินใจเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือไม่ต้องการให้ลุงดินสอ ตามหาใครมาช่วยเธอถอนคำสาปอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าเป็นการเสียเวลาเปล่า ๆ อีกทั้งยังเปลืองเงินเปลืองทองเสียเปล่า ๆ กับอาการที่ยากจะรักษา…
เธอจึงได้บอกกล่าวกับพ่อแม่ เพื่อให้ช่วยเรียกลุงดินให้เข้ามาพูดคุยด้วยหน่อย
ผู้เฒ่าทั้งสามคน ยามเมื่อได้ยินการตัดสินใจของพิมพ์ใจ หรือก็คือเจ้าเด็กสาวตัวน้อยในครั้งวันวาน ที่วิ่งเล่นไปมาทั้งสามย่อมสัมผัสอย่างใกล้ชิด อุ้มเล่นเจ้าหล่อนมาตั้งแต่เด็ก
ดังนั้นยามที่ได้ยินคำเอื้อนเอ่ยจากปากเจ้าตัว จู่ ๆ น้ำตามันก็พลันไหลอาบใบหน้าของทั้งสามคนอย่างไม่รู้ตัว…
โดยเฉพาะยายเต่าซึ่งอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ เธอเองก็ไม่ได้ร้องโวยวาย ไม่ได้ตีอกชกหัวเพียงแต่เข้าไปกอดลูกสาวอย่างอ่อนโยน ทั้งสามผู้เฒ่าต่างก็ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำปลอบใจใด ๆ ออกมาทั้งสิ้น
ปล่อยให้หยาดน้ำตาที่มันกำลังไหลพรากอยู่นั้น เป็นตัวแทนของคำพูดทั้งหมด…
ซึ่งเธอต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัว และคำว่า ‘ความหวัง’ นั้นในบางครั้งมันก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเธอได้เหมือนกัน เธอจึงคิดว่าควรจะอยู่กับความเป็นจริงถึงจะดีที่สุด…
สำเริงเมื่อได้เห็นท่าทีของลูกสาวที่ปลงอนิจจังแล้ว เขาก็ได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูเหมือนว่าการถอนหายใจครั้งนี้ เขาจะดูแก่ลงไปอีกหลายสิบปี
“ถ้าอย่างนั้นลุงก็จะทำตามที่เอ็งต้องการนะยัยหนู แต่อย่างน้อย ๆ ก็ต้องหาวิธีรับมือกับคำสาป เพื่อไม่ให้มันไปสร้างกรรมกับใครได้อีก…” ดินสอได้เช็ดน้ำตาก่อนจะเริ่มพูดออกมา
ทางพิมพ์ใจคลี่ยิ้มพยักหน้ารับ ทุกวันนี้เธออ่อนแรงเป็นอย่างมาก แต่ว่าในขณะเดียวกันหัวใจของเธอก็เต้นถี่ระรัว เหมือนว่าร่างกายจะเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าไม่มีสมุนไพรวิเศษที่ลุงดินมอบให้ เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่มาได้จนถึงป่านนี้ไหม?
ในตอนที่ทั้งสี่คนพูดคุยกันอยู่นั้น เพียรเองก็มายืนแอบฟังอยู่ที่ด้านนอก เขาได้ยินชัดทุกถ้อยคำ จึงได้แต่พยายามฝืนทนเอาไว้ เขาไม่อยากร้องไห้งอแงออกมาในตอนนี้ ด้วยเพราะกลัวว่าแม่จะคิดมาก หรือว่าแม่จะเครียดยิ่งกว่าเก่า…
เนื่องจากว่าที่เป็นอยู่มันก็แย่มากพอแล้ว! ซึ่งตัวเขาก็ไม่ต้องการที่จะบั่นทอนจิตใจของแม่ตน ทำให้สถานการณ์มันย่ำแย่มากไปกว่านี้อีก
เด็กหนุ่มจึงได้แต่แสร้งทำเป็นว่า “ตนไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ฟังเรื่องเหล่านี้มาก่อน”
เขาพยายามเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ เพียรในตอนนี้ไม่ใช่เด็กที่ไร้เดียงสาถึงขนาดที่จะไม่รู้ว่า ความตายนั้นเป็นอย่างไร และการพลัดพรากนั้นมันเป็นอย่างไร!
เนื่องจากว่าเขาเองก็เคยเห็นคนที่พึ่งจะตายหมาด ๆ มาเยอะมาก โดยเฉพาะในหมู่บ้านแห่งนั้น ซึ่งยังเป็นการตายที่ไม่ปกติ เป็นการตายที่น่าสยดสยองเป็นอย่างมาก!
กระทั่งพิธีศพ ตัวเขาเองก็ได้พบเห็นอยู่บ่อย ๆ
เพราะว่าช่วงนี้แม่มักจะไปนั่งวิปัสสนาที่วัดอยู่บ่อย ๆ เขาเองก็มักจะไปอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นั่งทำสมาธิกับแม่ แต่ก็ไปช่วยคนในวัดหยิบจับข้าวของเพื่อช่วยในงานบุญ และนั่นก็ยังรวมถึงพวกงานศพ
ตนจึงได้เห็นพิธีตอกมะพร้าว เพื่อใช้ล้างหน้าศพอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่า ‘ความตาย’ มันเป็นอะไรที่ใกล้ตัวเขามาก ๆ
และแน่นอนเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาย่อมเคยเห็นใบหน้าของศพอย่างใกล้ชิด ซึ่งนี่ก็ยังรวมถึงการจากไปของแม่แมวอีกต่างหาก
……
ดินสอเมื่อได้รับรู้ความต้องการของพิมพ์ใจ เขาเองก็ไม่ต้องการขัดศรัทธาของยัยหนูนั่น จึงได้ติดต่อบอกกล่าวแก่ผู้มาให้การช่วยเหลือ หลายต่อหลายคนก็แสดงท่าทีอย่างกระตือรือร้น ว่าอยากจะให้การช่วยเหลือต่อ แต่ก็ถูกเขาบอกปัดไป…
และด้วยเป็นเพราะว่าตัวเขาเอง เคยได้เห็นฤทธิ์เดชของคำสาปนั่นมาก่อนแล้ว จึงได้คิดทบทวนหาวิธีจัดการ หรือว่าวิธีการปิดผนึกคำสาปนั่น!
เพราะแค่เพียง ‘เศษเสี้ยวของคำสาป’ มันก็มีฤทธิ์เดชมากถึงเพียงนั้นแล้ว สามารถทำให้หุ่นเชิดที่ตนได้แยกจิตใส่เอาไว้ สะท้านเข้าไปถึงทรวง ยามเมื่อกลับมารวมกับร่างหลัก…
พอแผนการเปลี่ยนไป เขาก็ย่อมต้องหาวิธีการรับมือ ที่มันรอบคอบมากกว่าเดิมไปด้วย ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย แต่ว่ายังโชคดีที่มีเวลาให้เตรียมการ ในตอนนี้ดวงตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความแน่วแน่
ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยชีวิตหลานสาวได้ แต่ว่าอย่างน้อย ๆ เรื่องนี้เขาก็ควรที่จะทำมันได้ เพื่อที่จะไม่ให้มันไปก่อภัยแก่ผู้อื่นอีก ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงคนที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับยัยหนูมันด้วย…
และอันที่จริงแล้ว ตัวเธอเองก็เปรียบเสมือนกับระเบิดเวลา ระเบิดซึ่งมันเคลื่อนที่ได้ ไม่รู้ว่าคำสาปนั้นมันจะกำเริบจนถึงขั้นคร่าเอาชีวิตเธอไปเมื่อไหร่ และหลังจากนี้ไปก็ต้องระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ
แต่ครั้นจะให้ไปบอกกับสำเริงและเต่าว่า “อย่าไปเข้าใกล้ลูกนะ” ตัวเขาจะสามารถทำแบบนั้นได้เหรอ ยัยหนูคือลูกสาวของทั้งคู่นะ ซึ่งนี่ก็ยังรวมไปถึงปกป้องและเจ้าเพียรมันด้วย!
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทางดินสอก็มัวแต่ง่วนอยู่กับการหาวิธีปิดผนึกคำสาป และยังรวมไปถึงการจัดเตรียมของวิเศษที่ใช้ปิดผนึก
แน่นอนทั้งสองที่กล่าวมา มันย่อมง่ายกว่าการเชิญคนมารักษามากนัก หนึ่งคือรักษาให้หาย อีกหนึ่งคือปิดผนึกหรือทำลายทิ้ง!
……
หลังจากการเตรียมใจตายของพิมพ์ใจ ที่ได้บอกกล่าวกับครอบครัวไป ก็ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนดี คำสาปก็ได้เริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรง!
เสียงกรีดร้องก็พลันดังขึ้นจากบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างไกลจากหมู่บ้าน หรือว่าแหล่งชุมชน นี่ก็คือการเตรียมการของดินสอ ซึ่งตัวเขาก็ได้สอบถามถึงอาการของพิมพ์ใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
จึงพอที่จะคาดคะเนได้ว่า คำสาปจะเริ่มปะทุในเวลาอันใกล้นี้ และสถานที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้ มันย่อมยากที่คำสาปจะหาภาชนะดำรงอยู่…
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่พรากพ่อพรากแม่ หรือว่าพรากลูกออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ จึงได้เตรียมการรับมือไว้อย่างคราว ๆ แล้ว
สำเริง เต่า ปกป้อง รวมไปถึงเพียร ทั้งสี่คนต่างก็มาอาศัยอยู่บริเวณใกล้ ๆ บ้านหลังนั้น เพราะว่าดินสอได้ก็พูดถึงสถานการณ์ที่มันกำลังจะเกิดขึ้น และก็รวมไปถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างชัดเจน
ดังนั้นยามเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของพิมพ์ใจ จึงทำให้ทั้งสี่คนตกใจอยู่ไม่ใช่น้อย
“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องโหยหวน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดังมากยิ่งขึ้น ภายในบ้านหลังนั้น พิมพ์ใจกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น มองดูคล้ายกับคนที่กำลังจะคลอดลูก แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่เลย!
เพราะว่าตอนนี้เธอกำลังทุกทรมานอย่างแสนสาหัส…