เมฆฝนก่อตัว!
เมฆฝนก่อตัว!
ตอนที่ 112 เมฆฝนก่อตัว!
พิมพ์ใจกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น มองดูคล้ายกับคนที่กำลังจะคลอดลูก แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่เลย! เพราะว่าร่างกายของเธอ มันผ่ายผอมเกินกว่าที่จะคลอดลูกออกมาได้
ซึ่งเพียงแค่พริบตาเดียว จู่ ๆ เส้นเลือดของเธอก็กลับกลายมาเป็นสีดำ ซึ่งมันได้ลุกลามและแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มต้นก็คือบริเวณหน้าอกของเธอ หรือถ้าจะระบุให้ชัดเจนนั่นก็คือบริเวณหัวใจ!
เส้นเลือดสีดำนั้น มันยังส่องแสงวูบวาบออกมาจากทั่วทั้งเรือนร่าง พอมองดูแล้วน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้ดวงตาของเธอก็แดงก่ำเต็ม ดูคล้ายจะว่าเจ็บปวดทรมานอยู่ไม่ใช่น้อย…
ทั้งสี่คนก่อนหน้านี้ ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปใกล้อย่างเด็ดขาด เพราะว่าอาจจะเผลอโดนลูกหลงเข้าให้ หากพลอยฟ้าพลอยฝนเดือดร้อนมาถึงตัว คราวนี้มันจะยิ่งซวยไปกันใหญ่…
ดินสอได้ส่งหุ่นเชิดที่สร้างขึ้นมาเป็นการเฉพาะเข้าไป มอง ๆ ดูแล้วก็คล้ายกับพวกหุ่นกู้ระเบิดที่เคยเห็นในภาพยนตร์อยู่ไม่ใช่น้อย ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของทางหุ่นกระบอกนั้น มันได้รับการแกะสลักมาเป็นอย่างดี มีการลงอักขระไว้มากมาย
นี่ก็คือผลงานของสำเริง ในเรื่องนี้นั้นเจ้าตัวก็ให้ความร่วมมืออย่างสุดกำลัง และก็ได้ขันอาสาอย่างเต็มที่
ดินสอควบคุมหุ่นเชิด สั่งให้มันรีบเข้าไปใกล้บ้านหลังนั้นทันทีที่ได้ยินเสียง และยามเมื่อได้พบเห็นกับพิมพ์ใจ ซึ่งในตอนนี้เส้นเลือดสีดำก็ปรากฏขึ้นทั่วทั้งเรือนร่าง ผิวขาวราวกับหยวกกล้วยของเธอในตอนนี้ เสมือนกับว่ามีรอยสักปรากฏขึ้นมาเต็มไปหมด
แม้กระทั่งเส้นเลือดในดวงตาของเธอ มันก็ได้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นสีดำสนิท!
เมื่อเห็นหลานสาวเป็นเช่นนี้ ดินสอเองก็รู้สึกขนพองสยองเกล้าอยู่มิใช่น้อย แต่ทว่าเขาก็ได้เอ่ยปากถาม “ยัยหนูเป็นอย่างไรบ้างลูก…ครั้งนี้ทนไว้ได้ไหม?”
“ม…ไม่ไหวแล้วจ้ะลุง ช…ช่วยให้ฉันหลุดพ้นไปจากความทรมานนี่เสียที!” พิมพ์ใจเมื่อได้ยินเสียงลุงของเธอ เจ้าหล่อนก็พลันตะโกนร้องออกมาอย่างสุดเสียง!
เพียรที่ยืนอยู่ด้านนอกนั้น เขาได้รับรู้เหตุการณ์อยู่ตลอด แต่ก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันกรอด สองมือกำชายเสื้อเอาไว้แน่น น้ำตาก็เริ่มไหลพรากอาบไปทั่วทั้งใบหน้า
เพราะว่าการที่ได้เห็นแม่ของตน “ร้องขอความตาย!” เขาก็ไม่สามารถที่จะอดทนอดกลั้นมันได้อีกต่อไป!
ทางด้านสำเริง เต่า และปกป้องเองก็ไม่ต่างกัน เพราะนี่มันไม่ใช่การตายแบบธรรมดา ๆ แต่เป็นการตายแบบทรมาน!
ดินสอเองก็คิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้เอาไว้แล้ว แต่ทว่าเขาก็ไม่สามารถตัดสินใจที่จะลงมือ ‘ทำสิ่งนั้นได้’ สถานการณ์ที่บีบบังคับเช่นนี้ ย่อมส่งผลทำให้เขาลนลานทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
“อ…ไอ้เริง! ข้าควรจะทำยังไงดีวะ?” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ฟังดูคล้ายสัตว์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บ
“ผ…ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่!” สำเริงตะโกนกลับไป
“อ้าก! ฉันทรมานเหลือเกิน…ล…ลุง พ่อจ๋าแม่จ๋า ช…ช่วยพิมพ์ด้วย!” เธอได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ว่าความช่วยเหลือในครั้งนี้ มันย่อมหมายถึง ‘การพรากเอาชีวิต’ ของเธอไปด้วย…
เสียงที่ได้ตะโกนออกมานี้ กลับเป็นคำร้องขอความเมตตาเสียมากกว่า เธออยากจะตายให้มันหลุดพ้น ไม่อยากต้องทนทุกข์ทรมานเพราะคำสาปบ้านี่อีกต่อไป!
แม่เต่าได้ตะโกนขึ้น “พี่ดิน…ไม่มีวิธีที่จะทำให้ยัยหนูมันสลบไปเหรอพี่ ถ้าเกิดว่ามีพี่ก็ทำไปเลยอย่าได้ลังเลอยู่เลย มันดีกว่าปล่อยให้ยัยหนูมันทรมานแบบนี้นะจ๊ะพี่!”
ดินสอพยักหน้ารับ มาถึงขั้นนี้วิธีการไหนใช้ได้ก็ควรจะลองดูสักหน่อยแล้ว เขาได้ทำการเรียกเอาสมุนไพรจำพวกยาสลบออกมา หลังจากนั้นเขาก็ได้ใช้ฝ่ามือประกบกันเพื่อที่จะทำการบดขยี้สมุนไพรให้แหลกละเอียด
พร้อมกับเริ่มควบคุมให้มันลอยเข้าไปในปาก และก็ในรูจมูกของพิมพ์ใจ…
แต่ทว่ามันกลับไม่ได้ผล เพราะเพียงแค่เข้าไปใกล้ ๆ คำสาปร้ายนั่น มันก็ได้พลันดูดกลืนเอาพลังของสมุนไพรวิเศษไปจนหมดสิ้น!
แต่ว่าดินสอไม่ได้ละความพยายาม เขาเตรียมมาเป็นกระบุง มีหรือแค่นี้ตนจะยอมถอดใจ เขาจึงได้ใช้สมุนไพรมากมาย บดขยี้แล้วก็ส่งเข้าไป ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกือบสามสิบกว่าครั้งเห็นจะได้
แต่ว่ามันก็ยังไม่เพียงพอ! แต่ผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้นั่นก็คือ เสียงโหยหวนปานจะขาดใจของพิมพ์ใจได้เลือนหายไปแล้ว ดูท่าแล้วไอ้คำสาปนั่น มันคงสนใจที่จะดูดกลืนสิ่งแปลกใหม่เสียมากกว่า
เมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่ได้กรีดร้องออกมา ดินสอก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาได้ตะโกนบอกกับคนที่อยู่ด้านนอกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น…
แต่ว่าในขณะเดียวกัน มือไม้ก็หยิบเอาสมุนไพรวิเศษต่าง ๆ ออกมาไม่หยุด เขาเริ่มทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกครา ตอนนี้ก็ได้โยนสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ไปให้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งตอนนี้ดินสอก็ได้ให้หุ่นเชิดอีกตัวหนึ่งนำของมาส่งเพิ่ม ถึงแม้ว่ามันจะดูคล้ายกับหลุมที่ถมอย่างไรก็ไม่มีทางเต็ม
แต่ทว่าอย่างน้อย ๆ มันก็ยังสามารถช่วยชะลอความเจ็บปวดของหลานสาวตนได้บ้าง!
……
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
กลุ่มคนมากมาย ต่างก็พากันซุ่มซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียง พวกเขาไม่ใช่ใครที่ไหนอื่น กลับเป็นคนที่ดินสอกับพิมพ์ใจได้พบหน้าอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งพวกคนเหล่านี้ก็คือพวกผู้เชี่ยวชาญ พวกคนที่ได้มาตรวจสอบดูอาการของพิมพ์ใจ…
พวกเขาได้มาซุ่มซ่อนอยู่ที่นี่นานหลายวันแล้ว แต่ละคนก็พยายามปิดบังอำพรางตัวตน เพื่อไม่ให้ใครได้รับรู้ หลายต่อหลายคนต่างก็งัดของก้นกรุออกมาใช้งานกันอย่างเต็มที่
ทุกคนมาที่นี่ ก็เพื่อจุดประสงค์เดียวกันนั่นก็คือ…ต้องการคำสาปกาฝาก!
เดิมทีกาฝากนั้น ก็นับได้ว่าเป็นวัตถุที่ใช้ทำของขลังชนิดหนึ่งอยู่แล้ว แต่ทว่าในครั้งนี้มันกลับไม่เหมือนกัน เพราะว่านี่คือ ‘คำสาป’ ซึ่งนับได้ว่าเป็น ‘อาวุธชั้นเยี่ยม’ ที่สามารถใช้งานมันในการทำร้ายผู้อื่นได้
ในกรณีที่สามารถควบคุมคำสาปได้ ระดับความอันตรายนั้น มันจะเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นทบเท่าทวีคูณ และรวมไปถึงราคาค่างวดของมันก็จะยิ่งแพงมากขึ้นไปอีก
สิ่งต่าง ๆ ในโลกหล้า ล้วนแล้วแต่มีสองด้านอยู่เสมอ ๆ เฉกเช่นดาบที่สามารถใช้ทำลายผู้อื่นได้ มันก็สามารถใช้ป้องกันตัวเองได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองและก็วิธีการคิด
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้คนมักจะเปรียบเปรยเป็นเหรียญที่มักมีสองด้าน!
ในขณะที่เสียงกรีดร้องจากภายในบ้านหลังนั้น ได้พลันจางหาย…
บนท้องฟ้าในละแวกนั้น จู่ ๆ ก็ได้ปรากฏเรือนกายของชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจแห่งความเผด็จการ เขาได้เหยียบย่ำอยู่บนกลุ่มเมฆา และลอยคว้างอยู่กลางอากาศ!
หลังจากนั้นทุกคน ก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทมหาศาลที่มันได้กระเพื่อมออกมา จากชายชราผู้มาเยือนใหม่ แต่ละคนที่ซุ่มซ่อนอยู่ก็พลันหรี่ตาลง และเริ่มดีดลูกคิดรางแก้วอยู่ภายในใจ
แน่นอนว่าคำสาปมีเพียงกลุ่มก้อนเดียว หากคิดจะแบ่งไปก็คงทำได้ยาก ดังนั้นย่อมต้องเกิดการช่วงชิงขึ้นเป็นแน่!
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บรรดาพวกเสือเฒ่าเจ้าเล่ห์ ก็ได้ให้คนไปเฝ้าสะกดรอยตาม ‘ผู้ต้องคำสาป’ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนหลายคนย่อมแปลกใจ กับการที่เจ้าหล่อนสามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงวันนี้…
ซึ่งอันที่จริงแล้ว เธอก็ควรจะอยู่ได้เพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น ในเรื่องนี้พวกเขาไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เพราะหลักฐานมันก็ปรากฏอยู่ทนโท่ และหลายคนที่ได้ถูกเชิญมา บางคนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ แต่ให้ข้อสันนิษฐานไปในทำนองเดียวกัน
พวกผู้เชี่ยวชาญที่ถูกเชิญมานั้น นับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากหนึ่งก็กลายเป็นสอง จากสองก็กลายเป็นสาม…
ยามเมื่อใช้พลังจิตไปสัมผัสกับคำสาปนั่น ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำสาปชนิดนี้อยู่ไม่ใช่น้อย ที่พวกตนถูกเชิญมา นั่นก็เพราะเคยสัมผัสกับคำสาปมาก่อน หรือว่ากระทั่งครอบครองคำสาปอยู่ด้วย
บางคนถึงขั้นเคยเล่นกับคำสาปมานักต่อนักแล้ว แต่ทว่ามันเป็นเพียงคำสาประดับต่ำก็เท่านั้นเอง ยามเมื่อเจอของดีเข้าจริง ๆ หลายต่อหลายคนต่างก็อดใจไม่ไหว นั่นก็เพราะว่าพวกเขารู้ซึ้งดีถึงอิทธิฤทธิ์ของคำสาป…
ซึ่งคำสาปชนิดนี้ มันมีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็น ‘คำสาประดับสูง’ หรือไม่ก็อาจจะเป็น ‘คำสาปพิเศษ’ ที่มันหาได้ยากมาก ๆ เพียงแค่คำว่าระดับสูงหรือคำว่าพิเศษนี้ มูลค่าของมันก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว
โดยเฉพาะบางคนภายในหออาชาไนย ซึ่งก็มีบางคนชื่นชอบ หลงใหล หรือว่าต้องการที่จะเก็บสะสม มีคนจำพวกนี้อยู่มิใช่น้อย ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ปล่อยเลย
การที่ลงทุนเสี่ยงตายครั้งหนึ่ง แต่ว่ากลับสบายไปทั้งชีวิต แบบนี้มันย่อมท้าทายพวกตนเป็นอย่างยิ่ง
คนเหล่านี้โดยมากแล้ว ถ้าหากว่าไม่เก็บไว้เก็งกำไร ก็จะนำไปใช้เป็นศัสตราวุธหรือว่าไม้ตายก้นกรุ ยามเมื่อเข้าห้ำหั่นกับผู้อื่น!
ถ้าหากว่าสามารถนำไปขายให้กับคนประเภทนี้ได้ ย่อมสามารถผูกบุญสัมพันธ์ เผื่อฝากผีฝากไข้ได้ ยามเมื่อพวกตนมีเรื่องเดือดร้อน
ซึ่งบางคนก็ได้ไปติดต่อบรรดานักสะสมของเก่า ที่ตลาดผีมาบ้างแล้ว แต่ละคนที่มาย่อมคาดหวังว่าจะมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้างเล็กน้อย…
หลายคนในที่นี้ ต่างได้รับข่าววงในมาจากตลาดผี ‘ผ่านการซื้อขาย’ เพราะมีเงินจ้างผีให้โม้แป้งได้ฉันใดคนก็เป็นฉันนั้น พวกเขาจึงได้คิดที่จะมาดูสถานการณ์ ถ้าหากฟ้าฝนมันเกิดเป็นใจ หรือว่าสถานการณ์มันเข้าทาง ย่อมไม่ปล่อยโอกาสให้มันหลุดลอยไปแน่!
ผู้คนที่มาถึงเป็นคนแรก ๆ ก็ได้พยายามติดต่อชักชวน ‘เพื่อนร่วมอาชีพ’ ให้มาจัดตั้งกลุ่ม อย่างน้อย ๆ ถ้ารวมกลุ่มกันก็พอจะมีกำรี้กำไรบ้าง เรียกได้ว่ากำขี้ดีกว่ากำตด
เพราะถ้าหากขืนคิดจะกินอยู่คนเดียว นอกจากจะไม่มีหวังแล้ว เผลอ ๆ อาจจะได้สิ้นชีพ ณ ที่แห่งนี้ก็เป็นได้!
……
ชายชราผู้มาเยือนใหม่เหยียบเมฆ ลอยอยู่สูงเด่นกลางฟากฟ้า เขาไม่ได้พยายามปิดบังอำพรางตัวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพยายามแสดงให้คนอื่นเห็นด้วยซ้ำไป
แลดูคล้ายกับว่าต้องการให้คนหันมาจ้องมองตน เป็นเชิงว่า “เฮ้ย…ข้าอยู่ที่นี่นะโว้ย!”