LNCrawler

เพลงขวัญ

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

เพลงขวัญ

ตอนที่ 16 เพลงขวัญ

 

หมอผู้ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ครั้นเมื่อเห็นสายตาคู่นั้นของหมอสาวรุ่นน้อง ซึ่งแลดูคล้ายคาดหวังว่าตนจะได้เจอแบบนั้นบ้าง จึงพูดขึ้นว่า “แต่ว่าเราจะเอาที่นี่ไปเทียบที่อื่น ๆ ไม่ได้ เพราะความยากของแต่ละที่มันไม่เหมือนกัน…”

ปิ่นแก้วพยักหน้ารับ “ใช่เหมือนที่พี่หมอตุลาพูดเลย เจอแบบนั้นนะทั้งเหนื่อยทั้งท้อเลยแหละแก…แต่ละที่มันไม่เหมือนกัน เช่น การสื่อสารก็เป็นปัญหา เพราะชาวเขาส่วนใหญ่ บางคนก็พูดภาษาไทยไม่ได้…”

“แต่จากที่เคย ๆ ไปมานะ ‘ครั้งนี้ภายนอกเหมือนจะดูดี’ แต่แกคงได้เจอความเหนื่อยล้าในรูปแบบอื่นต่างหาก เพราะเมื่อเป็นโรงพยาบาลเอกชน ความคาดหวังในตัวหมอมันก็ย่อมมีมากกว่าเป็นธรรมดา”

หมอตุลาพูดเสริมด้วยท่าทีของผู้เปี่ยมประสบการณ์ “ถูกต้องที่สุด…ครั้งนี้พวกเราแบกเอาชื่อของโรงพยาบาลมาด้วย หมอเพลงขวัญไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ประสบการณ์ ประเดี๋ยวพอได้ขึ้นดอยไปนั่นต่างหากล่ะของจริง!”

คุณหมอสาวสวยพยักหน้ารับคำแนะนำของรุ่นพี่ ขณะเดียวกันเธอก็ตั้งตารอและอยากที่จะสัมผัสกับบรรยากาศแบบนั้นบ้าง ด้วยเพราะกว่าจะเรียนจบแพทย์เฉพาะทางเต็มตัวก็อายุสามสิบแล้ว ซึ่งก็เป็นมาตรฐานของหมอ

ตอนนี้เธอทำงานมาได้ปีกว่า ๆ ในฐานะแพทย์เฉพาะทาง การเดินทางครั้งนี้อาจถือเป็นครั้งแรกที่ได้ออกตรวจต่างจังหวัดในฐานะ ‘แพทย์เฉพาะทาง’ และยังเป็นการออกตรวจไปกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเธอ

ที่รถด้านหลังที่ขับตามมาติด ๆ ผู้กองเจ้าขุนชะเง้อมอง คุณหมอคันข้างหน้าไปพลาง ๆ เขาบ่นกับลูกสมุนตัวเองว่า “เฮ้ย…พวกมึงครั้งนี้อย่าทำให้กูขายหน้านะ อุตส่าห์ออกหน้าบอกกับหมอเพลงขวัญไว้อย่างดิบดี”

“ไม่เป็นไรหรอกน่าพี่…อาหารการกินที่พัก พวกเราก็จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีแล้ว” ชายหนุ่มด้านหลังพูดขึ้น

อีกเสียงหนึ่งพูดแซว “กูว่านะไอ้ขุน มึงเลิกชะเง้อมองแม่ยอดดวงใจของมึงได้แล้ว ไอ้ห่าจะคอหักตายแล้วมั้งนั่น” หลังพูดจบเสียงหัวเราะก็ดังลั่นรถ

……

ที่ยอดดอยชาพันปี

ชายหนุ่มสามคนกำลังเดินเข้าไปภายในหมู่บ้าน สายตาพวกเขาเหลือบมองบรรยากาศโดยรอบอย่างสนอกสนใจ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านสิบวิถี’

ก่อนจะขึ้นมาเขาได้โทรศัพท์ติดต่อหาพวกคนในหมู่บ้านไว้ก่อนแล้ว เพราะจำเป็นที่ต้องพักอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านนี้อีกหลายวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นส่วนใหญ่…ว่ามันจะไปในทิศทางใดอาจเป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือนก็ได้?

เด็กหนุ่มวัย 17-18 ปีเดินเข้ามาทักทายทั้งสามคน ดูเหมือนว่าเขากำลังรอคนทั้งสามอยู่ หนุ่มวัยละอ่อนถามขึ้นว่า “ใช่พวกคุณบุญกองหรือเปล่าครับ?” เขาพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ

บุญกองที่รับหน้าที่ติดต่อประสานก็ตอบกลับ “ใช่แล้วพวกพี่เอง ว่าแต่เอ็งชื่ออะไรล่ะไอ้น้องชาย?” สายตาเขาจ้องมองเด็กหนุ่มที่ท่าทางดูคล่องแคล่วว่องไว

“ฉันชื่อโก้จ้ะพี่…แล้วพี่ ๆ อีกสองคนล่ะจ้ะชื่ออะไรกันบ้าง?” เด็กหนุ่มชำเลืองมองไปยังอีกสองคน สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า นั่นเป็นเพราะว่าทั้งสามจะต้องมาพักอาศัย ‘อยู่ในบ้านของตน’ ซึ่งหาได้ยากมาก ๆ ที่พ่อตนจะรับคนเข้ามาพัก

ในหมู่บ้านแห่งนี้เนื่องจากทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมด้วย จึงไม่แปลกหากจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาขอพักอาศัยอยู่ แต่นั่นเป็นบ้านของคนอื่นเสียส่วนใหญ่ที่เปิดเป็นโฮมสเตย์ ไม่ใช่กับบ้านของตน

ทองทับเห็นท่าของอีกฝ่ายที่มองจากหัวจรดปลายเท้า จึงกวักมือเรียกเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนจะตบกบาลเบา ๆ ไปทีหนึ่ง “ไอ้หนู…ใครเขาสั่งเขาสอนให้มองคนแบบนี้ฮะ!”

เพียรไม่สนใจท่าทีหรือคำถามของทั้งสองคน ตั้งแต่เมื่อนั่งรถเข้ามาในหมู่บ้านนี้เขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ส่วนตาเฒ่าทองทับนั่นจะรู้หรือเปล่าเขาไม่แน่ใจนัก เพราะว่าเจ้าตัวมีความลับเยอะเสียเหลือเกิน

ทองทับลากไอ้หนูวัยละอ่อนเข้ามาคล้องคอ ก่อนจะถามอย่างอารมณ์ดีว่า “เมื่อกี้เอ็งถามว่าไงนะ…”

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเสียมารยาทไปมากจึงได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อน พอได้ยินคำถามใหม่เขาจึงตอบไปว่า “ฉันถามว่าแล้วพี่ ๆ อีกสองคนชื่ออะไรจ๊ะ?”

“อีกทีสิ?”

เด็กหนุ่มหางคิ้วกระตุก แต่ก็เน้นย้ำ “พี่ ๆ อีกสองคนชื่ออะไรจ๊ะ?”

พอได้ยินคำตอบทองทับหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนที่จะตบบ่าเด็กหนุ่มอย่างแรง “ตัวข้าน่ะชื่อ ‘พี่ทองทับ’ ส่วนไอ้คนที่อยู่ข้าง ๆ เนี่ยชื่อไอ้เพียร เอ็งนี่มันพูดจาเข้าหูข้าถือว่าชะตาต้องกัน!” ตัวเขาอัดอั้นตันใจมานานแล้ว ที่ไม่ได้มีคนเรียกว่า ‘พี่’

เพราะอยู่กับไอ้เด็กเปรตนี่ มันก็เรียกแต่ ‘ผีเฒ่า ๆ’ พอถึงเวลาที่จะจิกหัวถึงใช้ค่อยเรียกลุงเรียกน้า…

ดังนั้นทองทับตบไหล่หัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนจะเอ่ยปากสอบถามเรื่องราวของหมู่บ้าน

เมื่อเห็นตาเฒ่าพูดเข้าเรื่องนี้ เพียรจึงเอ่ยปากถามแทรกขึ้นมาเอง “โก้ไหนลองเล่าเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ให้ฟังหน่อย เอาเป็นเรื่องราวคร่าว ๆ ก็ได้…”

โก้ที่ถูกโอบไหล่อยู่จึงได้พูดขึ้น “ได้เลยจ้ะพี่ หมู่บ้านเราเนี่ยแต่ก่อนเป็นปู่ของฉันที่เข้ามาแผ้วถางตั้งที่อยู่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน…” เด็กหนุ่มอธิบายพูดเรื่องราวไปตามเนื้อผ้า

ส่วนสายตาของเพียรก็มองไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เดินสวนไปมาอยู่รอบกาย หากมองให้ดีจะสังเกตเห็นได้ว่าแต่ละคนแต่งกายไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ครั้นเมื่อเดินสวนกับเพื่อน ๆ ในหมู่บ้าน โก้ก็เล่าถึงเรื่องชนเผ่า “แต่หลังจากที่พ่อของฉันได้ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ ก็ได้เริ่มชักชวนคนจากชนเผ่าอื่น ๆ ให้ค่อย ๆ มาอยู่ร่วมกัน ซึ่งกว่าจะขยายใหญ่เท่านี้ได้ก็ยากไม่น้อยเลยจ้ะ”

เขาเล่าต่อไปว่า “โดยเริ่มแรกก็ชวน ‘ไทใหญ่’ มาก่อน จากนั้นก็เริ่มชวนเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่กันแบบกระจัดกระจายในละแวกนี้อำเภอนี้ให้มาอยู่ร่วมกัน จนในสุดท้ายก็เกิดเป็นเจ็ดชนเผ่าใหญ่ มีเผ่าไทใหญ่ ละหู่ ม้ง กะเหรียง เย้า ลีซู และอาข่า…จ้ะพี่เพียร”

พอเล่ามาถึงตรงนี้เพียรก็ถึงบางอ้อทันที “มิน่าล่ะถึงเลือกที่นี่…สรรหากันเสียจริงนะ!”