ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 3
ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 3
ท้ายเล่มกับผู้เขียน
ภาคที่ 3 หมู่บ้านปริศนา!
เมื่อเดินทางมาถึงท้ายภาคนี้ เพียรยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ทำลายหมู่บ้านมุกแก้วธารา
เขายังไม่มีคำตอบสำหรับสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ใต้หมู่บ้าน และยังไม่เข้าใจแน่ชัดด้วยซ้ำว่า สถานที่ซึ่งตนกลับเข้าไปทุกคืนเดือนดับนั้นคือความฝัน ความทรงจำ หรือโลกอีกชั้นหนึ่งกันแน่
แต่ครั้งนี้ เพียรไม่ได้กลับออกมามือเปล่า
จากเด็กซึ่งเคยทำได้เพียงเห็นความตายเกิดซ้ำ เขาเริ่มจดบันทึก สังเกตวันเวลา เตรียมคำถาม และนำสิ่งที่พบในแต่ละรอบมาเปรียบเทียบกัน
ฝันร้ายจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากสิ่งที่ทำร้ายเขาฝ่ายเดียว กลายเป็นปริศนาซึ่งมีร่องรอย มีเงื่อนไข และอาจถูกตรวจสอบได้
พุทธสุภาษิตประจำภาคนี้คือ
“ความอดทน เป็นตบะของผู้พากเพียร”
ความอดทนของเพียรไม่ใช่การก้มหน้ารับความเจ็บปวด แต่คือการยอมรับว่า บางคำตอบไม่อาจเร่งให้มาถึงได้
เขามีโอกาสกลับเข้าไปเพียงเดือนละครั้ง เมื่อพลาดก็ต้องรอ เมื่อถูกหลอกก็ต้องจดจำ และเมื่อพบว่าความคิดเดิมใช้ไม่ได้ เขาต้องกลับไปพร้อมวิธีที่ดีกว่าเดิม
เพียรยังเป็นเด็ก ยังใจร้อน และยังเชื่อคนง่ายกว่าที่ควร
ใบบอนจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของภาคนี้
คนคุ้นหน้าอาจโกหก ผู้ให้ข้อมูลอาจมีผลประโยชน์ และความช่วยเหลือบางอย่างย่อมมาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย
แต่ในท้ายที่สุด เพียรก็ไม่ได้เพียงรับบทเรียนจากใบบอน เขาสามารถเปลี่ยนผู้ที่เคยหลอกใช้ตนให้กลายเป็นคู่สัญญาและผู้ช่วยได้
นี่คือผลสำเร็จสำคัญของภาคนี้
เพียรยังไม่สามารถนำคำตอบทั้งหมดออกจากหมู่บ้าน แต่เขาสามารถนำพยานคนแรกออกมาจากความฝัน
ตั้งแต่วินาทีนั้น สิ่งซึ่งเคยมีเพียงเด็กคนหนึ่งมองเห็นก็ไม่อาจถูกปัดทิ้งว่าเป็นเพียงฝันร้ายได้อีกต่อไป
สมุดบันทึกจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับจำรายละเอียด
พิมพ์ใจเป็นคนสอนให้เพียรเขียนเรื่องราวของแต่ละวัน เพื่อไม่ให้สิ่งซึ่งเกิดขึ้นสูญหายไปตามเวลา
ในตอนแรก บันทึกอาจมีไว้เพียงจดว่าเขาเห็นอะไรและลองทำสิ่งใด
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป แต่ละหน้ากลับต้องรองรับสิ่งที่หนักขึ้น ทั้งความเจ็บปวดจากคำสาป ความตายซึ่งเกิดซ้ำ และภาพของแม่ซึ่งกำลังทรุดลงต่อหน้าต่อตา
เพียรไม่ได้เขียนเพราะเขาไม่เจ็บ
เขาเขียนเพราะบางเรื่องเจ็บเกินกว่าจะปล่อยให้เลือนหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย
เรื่องราวจะเดินต่อไปใน หออาชาไนย ภาคที่ 4 บันทึกเปื้อนน้ำตา
ใบบอนได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ในฐานะผู้ช่วยของเพียรแล้ว แต่เขาไม่ได้นำออกมาจากความฝันเพียงข้อมูลของหมู่บ้าน
เขานำอดีต ความปรารถนาจะกลับไปหาลูก และเรื่องของผู้สูงศักดิ์ซึ่งแม้แต่ตนเองยังไม่เข้าใจทั้งหมดติดออกมาด้วย
ทันทีที่นกยูงเอ่ยคำว่า “เขาเขียว” ปริศนาซึ่งเคยดูเหมือนถูกขังอยู่ในหมู่บ้านแห่งเดียวก็เริ่มเปิดออกไปสู่โลกที่กว้างกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน เพียรยังต้องกลับเข้าไปในฝัน รับความเจ็บปวดจากคำสาป และเฝ้ามองพิมพ์ใจต่อสู้กับสิ่งซึ่งกัดกินเธอจากภายใน
ยิ่งเขาบันทึกความจริงได้มากเท่าไร บางหน้าก็ยิ่งยากที่จะเขียนต่อโดยไม่เปื้อนน้ำตา
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมกลับเข้าไปในหมู่บ้านทุกคืนเดือนดับ และร่วมค้นหาร่องรอยมาจนถึงหน้าสุดท้ายนี้ครับ
หลังอ่านจบ ผมอยากรู้ว่า ร่องรอยหรือการค้นพบใดทำให้คุณเริ่มมองหมู่บ้านมุกแก้วธาราเปลี่ยนไปมากที่สุด?
เพียงหนึ่งหรือสองประโยคก็พอครับ จะพูดถึงฉากที่ชอบ ตัวละครซึ่งยังไม่ไว้วางใจ คำติ หรือข้อสงสัยก็ได้ ความคิดเห็นเหล่านั้นช่วยให้ผมเห็นว่า ส่วนใดของเรื่องเดินทางไปถึงผู้อ่านได้จริง และช่วยให้นักอ่านคนต่อไปตัดสินใจก้าวเข้ามาในโลกของหออาชาไนยได้ง่ายขึ้น
ตอนนี้สมุดของเพียรมีทั้งวันเดือนปี แผนที่ และร่องรอยของผู้ซึ่งถูกนำออกมาจากความฝันแล้ว
แต่บนหน้าถัดไป ยังมีชื่อหนึ่งรอให้เขาเขียนลงไป
“เขาเขียว!”
และบันทึกเล่มนี้กำลังจะต้องรองรับสิ่งที่หนักกว่าน้ำหมึก
R. Lert (รสเลิศ)