LNCrawler

ข้อมูลจักรวาล ชุดที่ 3

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

ข้อมูลจักรวาล ชุดที่ 3

ข้อมูลจักรวาลหออาชาไนย ชุดที่ 3

 

ในจักรวาลหออาชาไนย มนุษย์ไม่ใช่ขั้วอำนาจเดียวที่เจริญรุ่งเรือง สัตว์วิเศษเองก็มีอำนาจและอิทธิฤทธิ์ไม่แพ้กัน ทั้งยังมีพลังแข็งแกร่งจนยากจะต่อกร

ในภาคที่ 3 นี้ เราจะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปเจาะลึกถึง ‘แก่นแท้ของเหล่าสัตว์วิเศษ’ กฎเกณฑ์ที่พวกมันต้องแลกมา และสังคมจำแลงที่อาจกำลังแฝงตัวอยู่รอบกายคุณ!

1. ไฟแห่งปัญญา!

สัตว์วิเศษมีจุดเริ่มต้นแตกต่างจากมนุษย์ วิธีการฝึกเวทมนตร์ของพวกเขามิใช่การนั่งสมาธิเพื่อสร้างภาชนะ หากแต่ต้องเริ่มต้นจากการจุดไฟแห่งปัญญา!

ทว่าข้อจำกัดสำคัญคือ สรรพสัตว์ถูกจองจำเอาไว้ด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งเดรัจฉาน หากปราศจากปัญญา ย่อมไม่อาจพัฒนาตนให้รุดหน้าได้

มีสัตว์เพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถทะลวงกรงขังนี้ และจุดไฟแห่งปัญญาขึ้นมาได้สำเร็จ

แต่เมื่อใดที่ไฟแห่งปัญญาถูกจุดติด สัตว์วิเศษตนนั้นจะหลุดพ้นจากกรอบเดิม ๆ และมีสติปัญญา ความนึกคิด ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งทัดเทียมกับมนุษย์ในทันที!

ยิ่งเมื่อผนวกรวมเข้ากับข้อได้เปรียบทางกายภาพดั้งเดิมของเผ่าพันธุ์ ย่อมทำให้พวกเขามีพละกำลังและอิทธิฤทธิ์เหนือล้ำกว่าผู้ใด…

2. จำแลงกายเป็นมนุษย์!

เมื่อสัตว์วิเศษจุดไฟแห่งปัญญาสำเร็จ พวกเขาส่วนใหญ่มักเลือกที่จะ ‘จำแลงกายเป็นมนุษย์’

เหตุผลนั้นเรียบง่ายและเป็นสัจธรรม เพราะมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกจัดว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ มีรูปร่างสมบูรณ์พร้อมที่สุด เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิต การเข้าสังคม และเหนือสิ่งอื่นใดคือเหมาะสมต่อการฝึกฝนเวทมนตร์ในระดับสูง

แต่ก็ใช่ว่าสัตว์วิเศษทุกตนที่จุดไฟแห่งปัญญาได้ จะปรารถนากลายร่างเป็นมนุษย์เสมอไป พวกเขาอาจเลือกคงรูปลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ ด้วยเหตุผลบางประการ…

เมื่อมนุษย์มีวิธีฝึกสมาธิเพื่อสร้างและขยายภาชนะ สัตว์วิเศษเองก็ย่อมมีวิถีการฝึกฝนในแบบฉบับของตนเช่นเดียวกัน…

3. มิใช่แค่สัตว์ที่เป็นเช่นนี้

สรรพสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิต ล้วนต้องอาศัยเวลา โชคชะตา และปัจจัยมหาศาลมาเกื้อหนุนกัน จึงจะสามารถจุดไฟแห่งปัญญาขึ้นมาได้

เฉกเช่นต้นไม้ใบหญ้า หรือแม้แต่ก้อนหินดินทราย ล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้ทั้งสิ้น

และยิ่งหนทางนั้นเป็นไปได้ยากเย็นแสนเข็ญมากเท่าไร พลังอำนาจที่จะได้รับก็ยิ่งมหาศาลมากขึ้นตามไปด้วย!

และนี่ก็คือความยุติธรรมภายใต้…

‘กฎการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม!’