LNCrawler

[เริ่มภาคที่ 4] อารักษ์ละมั่ง!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

[เริ่มภาคที่ 4] อารักษ์ละมั่ง!

วิริเยนะ ทุกขะมัด เจติ
“คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร”

[ ภาคที่ 4 ]
“บันทึกเปื้อนน้ำตา”

ตอนที่ 172 อารักษ์ละมั่ง!

 

นกยูงไม่ได้สนใจ เสียงร้องอุทานของอีกฝ่ายเลย เขาพูดต่อไป 

“นี่ก็คือข้อแตกต่างของคนที่มีความรู้ กับคนที่ไม่มีความรู้ ซึ่งเอ็งก็มีใจที่คิดระแวงคนอื่นมากเกินไป คิดว่าเขาจะมาทำร้ายเอง แต่หารู้ไม่มันมีกฎบางอย่างดำรงอยู่ ถ้าหากเฉลียวใจสักนิดและไปเปิดเผยกับผู้นำเผ่า สถานการณ์ของเอ็งย่อมแปรเปลี่ยนไป…”

“บนยอดเขาเขียวนั้นเป็นที่รวมตัวกันของสัตว์ป่านานาพันธุ์ ทุกผู้ทุกคนที่ย้ายถิ่นอาศัยมาอยู่ด้านล่าง ต่างปรารถนาที่จะขึ้นไปอยู่ด้านบน พวกเขาได้ไล่คนลงมาเพราะว่าพื้นที่บริเวณนั้นไม่เพียงพอแล้ว จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่…” 

“ถ้าหากว่าเผ่าพันธุ์ใด มีผู้สูงศักดิ์หรือผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ก็จะถูกรับขึ้นไปเลี้ยงที่ด้านบนเขาเขียวแทน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจังหวัดโดยรอบถึงได้มีสัตว์ป่า หรือพวกชุมชนสัตว์ป่าตั้งอาศัยอยู่มากมาย เพราะพวกผู้เฒ่าผู้แก่ต่างอยากจะส่งคนขึ้นไปด้านบนกันทั้งนั้น…” 

“เมื่อได้ขึ้นไปด้านบน ‘สถานะ’ ย่อมแปรเปลี่ยน ซึ่งรวมไปถึงตัวของเอ็งก็ด้วย ถ้าหากว่ายอมที่จะบอกกล่าวกับผู้มีอำนาจไปตามตรง พวกผู้นำชนเผ่าเหล่านั้น มันก็ย่อมส่งเอ็งขึ้นไปบนยอดเขาเขียวตั้งนานแล้ว และก็คงได้เข้าร่วมกับพวกหออาชาไนย จนกระทั่งกลายเป็นคนมีสถานะสำคัญคนหนึ่ง…” 

“ข้าก็ไม่รู้หรอก ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในเผ่าของเอ็ง แต่ให้เดาก็มีไม่กี่อย่าง เช่นแย่งชิงกันขึ้นเป็นใหญ่ หรือปัญหาระหว่างการแบ่งสันปันส่วนอำนาจ แต่ว่าเรื่องพวกนี้ อันที่จริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับเอ็งเลยใบบอนเอ๊ย กฎที่พวกผู้เฒ่าผู้แก่ทุกรุ่นสืบทอดกันมาจะไม่จางหาย…” 

“เพราะว่าถ้าหากหายไป อีกเดี๋ยวพวก ‘เขาเขียว’ มันก็คงจะส่งคนไปจัดการให้เองแหละ ซึ่งนี่ก็คือสัญญาที่ได้ทำไว้กับหออาชาไนย เอ็งไม่คิดบ้างเหรอในเมื่อคนยังมีสำนักสังกัดอยู่ แล้วพวกสัตว์ทำไมจะมีบ้างไม่ได้ ดูตัวอย่างง่าย ๆ พวกฉลามบูรพานั่น หรือไม่ก็เกาะแก้วพิสดาร…” 

“ถ้าหากเอ็งไปออกลูกออกหลานแถว ๆ เกาะแก้วพิสดาร มีความเป็นไปได้มากที่จะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอีกฝ่าย ส่วนสำนักฉลามบูรพามันไม่มีสิทธิ์ เพียงแค่สอดรู้สอดเห็นก็เท่านั้น เพราะนี่เท่ากับละเมิดกฎที่หออาชาไนยได้ตั้งเอาไว้…” 

“สำนักอื่น ๆ ก็เป็นเช่นกัน มันมีกฎบางอย่างที่คนระดับสูงถึงจะรู้ แต่ถึงจะไม่สูงถ้าหากขวนขวายก็ย่อมรู้ได้ เอ็งเป็นสัตว์วิเศษทั้งที จุดไฟแห่งปัญญาได้แล้ว แต่ใจที่หวาดระแวงนั้นมันกลับเพิ่มยิ่งขึ้น ในกรณีของเอ็งนี่เรียกว่าจนแต้มเพราะว่าเล่ห์เหลี่ยมของตน…” 

“หรือจนแต้มก็เพราะกลยุทธ์ของเอ็ง มันมีมากจนเกินไป จนเอ็งได้หลงลืมคำว่าจิตใจอันบริสุทธิ์ไป ความหวาดระแวงก็พอกพูนขึ้นตามจิตที่เอ็งปรุงแต่ง ตัวข้าก็ได้แต่พูดว่าบุญนำกรรมแต่งก็แล้วกัน และนี่จึงทำให้เอ็งกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้!” 

นกยูงถอนหายใจออกมาอย่างปลงอนิจจัง เขาได้กล่าวตำหนิอีกฝ่าย และสอนสั่งไปในครั้งเดียวเลย 

ใบบอนเมื่อรู้ความจริง สถานการณ์ก็ย่อมแปรเปลี่ยนไป “ล…แล้วทำไมคนที่มารับ ถึงไม่ยอมบอกอะไรกับผมเลยล่ะ?”

นกยูงก็ไขฉงนให้กับอีกฝ่าย “มันก็คงจะบอกนั่นแหละ แต่ท่าทีของเอ็งนั้นกลับแสดงถึงความเนรคุณออกมา มันก็อุตส่าห์บอกแล้วว่าเผ่าเอ็งติดหนี้เขาอยู่ คำใบ้ก็อยู่ตรงนี้แล้วแท้ ๆ ลองคิดสิว่ามันจะเอาลูกเอ็งไปต้มยำทำแกงหรืออย่างไร…” 

“ไอ้คนที่ออกมารับลูกชายเอ็ง มันมีชื่อฉายาว่า ‘อารักษ์ละมั่ง’ ชื่อธรรมดาคือ ‘มั่ง’ สั้น ๆ คำเดียว หรือเอ็งจะเรียกมันว่า ‘ไอ้มั่ง’ ก็ได้ตามแต่ใจอยาก!” 

ใบบอนรู้ว่าต้นเสียงท่าทางจะรู้จักท่านผู้นั้น จึงเอ่ยปากถามด้วยความนอบน้อม “ท่านผู้สูงส่ง ข้าขอถามได้ไหมว่า ‘อารักษ์ละมั่ง’ ที่ท่านว่ามานั้นอยู่เผ่าใดกัน?” 

นกยูงได้เวลาอวดภูมิ ก็พูดอยู่ยกใหญ่ “เผ่าของมันก็คือ ‘กวางเขาสุ่ม’ มีฤทธิ์มาก ปกติแล้วมันชอบอวดอ้างตัวเองมากเป็นพิเศษ โดยชื่นชอบการอวยยศเป็น ‘อารักษ์’ เพราะพวกมันเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์แห่งผืนป่า ข้าก็ไม่รู้ว่ามันไปเอาความมั่นใจมาจากไหน…” 

“แต่ด้วยฤทธิ์ของมัน อาจจะทำให้มีความมั่นใจเช่นนั้น เอาล่ะพวกเรามาพูดถึงลูกชายเอ็งกันหน่อยเถอะ มีความเป็นไปได้สูงว่าไอ้อารักษ์ละมั่งนั่น จะกลายมาเป็นอาจารย์ผู้สอนสั่งลูกชายของเอ็งในตอนนี้…” 

“เพราะว่าขนบธรรมเนียมของที่นั่น เป็นใครเจอหรือพาขึ้นเขามา ก็อาจจะต้องสั่งสอนกันเองดูก่อน ถ้าหากไม่เหมาะก็ค่อยเลือกครูฝึกให้อีกทีหนึ่ง แน่นอนว่านี่ย่อมไม่ทำอย่างขอไปทีอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นเกียรติที่สั่งสมก็จะมลายหายไป…” 

“มันน่ะชอบคุยข่มคนอื่นเป็นที่สุด ส่วนเขาเขียวของพวกมัน ก็เป็นแค่เทือกเขาเล็ก ๆ แต่ดันไปตั้งอยู่บนทำเลทองก็เท่านั้น และเรื่องการที่เอ็งลอบส่งวิญญาณขึ้นไป ดูท่าทางก็คงจะอยู่ในสายตาของมันนั่นแหละ ไอ้นี่มันเหลี่ยมจัดนัก…” 

“และบุญคุณที่เผ่าหมาป่าจันทราขย้ำฝันของเอ็งติดมัน ก็เป็นเพราะว่าเหตุการณ์ในอดีตที่เจ้าตัวเผลอผ่านไปแถวนั้น และยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากพวกเอ็งไปมีเรื่องกระทบกระทั่งกับพวกสำนักจันทร์ส่องหล้า พอจวนตัวก็สู้คนอื่นเขาไม่ได้ เลยเริ่มวิ่งหาพวกแทน…” 

“ซึ่งที่แรกและเป็นที่เดียว ก็หนีไม่พ้นเขาเขียว พวกผู้เฒ่าผู้แก่เผ่าเองวิ่งกุลีกุจอมาร้องขอความช่วยเหลือถึงตีนเขาเขียว และไอ้กวางบ้านั่นมันก็ดันอยู่พิทักษ์เขาพอดี จึงได้ออกหน้าไกล่เกลี่ยให้ก็เท่านั้น…” 

“ดังนั้นจึงถือว่าเผ่าพันธุ์เองติดหนี้มันจริง ๆ ถึงแม้จะน้อยนิดก็อย่าได้คิดปฏิเสธ พ่อสร้างอะไรไว้ ลูกย่อมต้องรับผล เรื่องนี้ไม่อาจหนีพ้น คล้ายดั่งข้อตกลงที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์ทำสัญญากันไว้ ถึงแม้ว่าจะผลัดเปลี่ยนผู้นำ แต่สัญญานั้นยังคงอยู่…” 

“และนี่ยิ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกบุญคุณด้วยแล้ว ซึ่งพวกเผ่าหมาป่าของเอ็งถือสัตย์เรื่องนี้มาแต่โบราณ ที่มันหยิบยกเรื่องนี้มาพูดก็ไม่มีอะไรมากหรอก มันก็แค่จะทดสอบเอ็งว่าเป็นคนเช่นไรควรพาขึ้นเขาไปด้วยไหม จะให้เอ็งสอนเด็กได้หรือเปล่า…” 

“แต่เมื่อมันเห็นเอ็งทำท่าทีจะปฏิเสธเรื่องพวกนี้ จึงคิดเล่นงานเอ็งคืน มันหยอกล้อเอ็งด้วยคำพูด และพร้อมจะเล่นกับเอ็งแบบถึงไหนถึงกัน ลำพังแค่มันเอ่ยปากพูดถึงคุณงามความดีในการรบ ทางหออาชาไนยก็ย่อมเห็นแก่หน้ามันอยู่หลายส่วน…” 

“ส่วนการที่ลงมารับเด็กอ่อนนั้น ก็คือหน้าที่ของมันอยู่แล้ว ต่อให้เมียเอ็งจะคลอดที่จันทบุรีตัวมันก็ต้องรับอยู่ดี ใครที่คิดจะมาแย่งตัวเด็ก มันก็จะต้องออกหน้าให้ เอ็งพอจะเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของมันแล้วหรือยัง?” 

ใบบอนเมื่อได้ฟังก็รู้สึกละอายใจ เขาจำภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ ที่อีกฝ่ายหลุบตามามองตนด้วยสายตาเหยียดหยาม เพราะว่านั่นคือการหมิ่นเกียรติเผ่าพันธุ์ตัวเอง ซึ่งในตอนนี้ตัวเขาอยากจะตบหน้าตัวเองสักทีอยู่เหมือนกัน 

พอเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป นกยูงจึงพูดชี้ทางออกให้ และบอกถึงข้อดีที่จะตามมา… 

“เอ็งน่ะพาเมียไปคลอดลูกได้ถูกที่ถูกเวลา แล้วก็โชคดีมาเจอกับมัน ส่วนไอ้พวกสำนักที่เหลือถ้าคิดจะเล่นแง่ หรืองัดข้อไม่ยอมล่ะก็ ตัวมันก็คงได้โต้กลับคืนหนักเป็นแน่ และก็อีกอย่างหนึ่งพวกมันน่ะ เข้ากันได้ดีกับหออาชาไนยเป็นอย่างมาก…” 

“เพราะพวกเขาเขียวนั้น จะไม่เก็บพวกผู้สูงศักดิ์เอาไว้เลยแม้แต่คนเดียว ส่วนลูกชายเอ็งในอนาคตก็เป็นเช่นกันนี่คือกฎที่ตราเอาไว้ ไม่มีผู้สูงศักดิ์คนใดหนีพ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม จะต้องปฏิบัติในข้อนี้อย่างเคร่งครัด เรื่องอื่นพูดง่ายเรื่องนี้หออาชาไนยไม่ยอม…”

“ตอนนี้ถ้าเอ็งจะถามว่าลูกชายเอ็งปลอดภัยไหม ข้าก็คิดว่าคงจะปลอดภัยกว่าการเที่ยวตะลอน ๆ อยู่กับเอ็งอย่างแน่นอน โดยยืนยันได้จากสภาพของเอ็งในตอนนี้ ที่กลายมาเป็นเศษวิญญาณ ส่วนไอ้เจ้าตัวดีลูกชายเอ็ง คงกำลังตั้งใจเรียนเขียนอ่านอยู่…” 

“เพราะว่าไอ้หนูลูกของเอ็ง มันก็ได้ครูดีมาสั่งสอนตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งไม่ใช่ว่าใครจะมีครูเป็นระดับพบสมุทรสอนหรอกนะ เอ็งคิดว่าระดับขั้นนี้เป็นกะหล่ำปลีหาได้ตามหัวถนนงั้นเหรอ ผู้คนมากมายต่างอยากจะเสนอตัวแทบจะขาด เพื่อให้ลูกมีอนาคตที่ดี…” 

“แต่ว่าเอ็งกลับดีนัก ในเมื่อสู้มันไม่ได้แทนที่จะฝากลูกฝากตัวกับมันดี ๆ ดันไปต่อล่อต่อเถียง ถ้าหากเป็นคนที่มีใจคิดอกุศล ลูกชายเอ็งไม่ลำบากแย่เหรอ คำพูดและจิตใจของเอ็งต่างหากเล่าเจ้าใบบอนเอ๋ย ที่มันจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง…” 

“แล้วเอ็งก็เลิกคิดเป็นห่วงลูกชายเอ็งได้แล้ว เพราะว่ามันน่ะกินดีอยู่สบายกว่าเอ็งยิ่งนัก แล้วก็กลับมานอนคิดทบทวนดีกว่า ว่าเอ็งควรจะทำอย่างไรถึงจะได้ไปอยู่กับลูกชาย เพื่อเฝ้าดูการเติบโตของเจ้าตัว เพราะมีเวลาอีกไม่มากหรอกนะ เดี๋ยวมันก็โตแล้ว…” 

“เรื่องที่เอ็งกังวล ข้าก็คิดว่าที่มันไม่ยอมรับเอ็งขึ้นไปในตอนนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ข้าบอกมา เพราะถ้าหากว่า ‘หมา’ เลิกยึดถือความซื่อสัตย์แล้วล่ะก็ นั่นมันก็เป็นการหลู่เกียรติของเผ่าพันธุ์เอ็ง หรือว่าหลู่เกียรติบรรพชนของตน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใด ก็ไม่ควรลืมรากเหง้า…” 

“ให้ข้าทายนะ ไอ้กวางเจ้าเล่ห์นั่น มันก็กำลังรอให้เอ็งไปยอมรับผิดอยู่ เพียงแต่ว่าเอ็งจะคิดได้ตอนไหนก็เท่านั้น ถ้าหากเอ็งคิดได้เมื่อไหร่ว่าศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์ของตนคืออะไร ก็จงเดินขึ้นยอดเขาเขียวอย่างสบายใจเถอะ…” 

“ส่วนกลุ่มก้อนวิญญาณที่เอ็งฝากเอาไว้นั่น คงถูกมันเห็นแล้วตอนค่อย ๆ ส่งมอบขึ้นไป จึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ มันคงไม่ยอมให้เอ็งสอนลูกชาย โดยที่ไม่ยอมสำนึกผิดก่อนเป็นแน่ และไอ้กลุ่มก้อนวิญญาณของเอ็งก็คงถูกกอง ๆ รวมกันไว้ที่ไหนสักแห่งบนเขานั่นแหละ…” 

“ลูกชายเอ็งก็คือลูกศิษย์ของมัน มันไม่ยอมปล่อยเพชรเม็ดงามไปแน่ มันไม่คิดจะพรากพ่อพรากลูกออกจากกันหรอก แต่ด้วยนิสัยเช่นนี้ของเอ็งถ้าหากปรับปรุงไม่ได้ เอ็งก็อย่าได้ไปให้มันเห็นหน้าจะดีกว่า เดี๋ยวพ่อกับครูตีกันเด็กมันจะทำหน้าไม่ถูก…”