บนยอดเขาเขียว!
บนยอดเขาเขียว!
ตอนที่ 174 บนยอดเขาเขียว!
เพียรได้มองเห็นหนุ่มหล่อผมสั้น ดูคล้ายพวกตัวเอกในการ์ตูนญี่ปุ่น ดวงตาของอีกฝ่ายช่างน่ามองดูเป็นอย่างมาก อีกทั้งใบหน้าของลุงใบบอนก็เรียกได้ว่า ‘งามหมดจด’ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าลุงใบบอนแกหล่อขนาดไหน เพราะมาตรฐานตนเป็นแค่เด็ก ป.4
“ถ้าแม่บอกว่าแบบไหนดีเขาก็ว่าตามนั้น…”
……
บนยอดเขาเขียว
กลุ่มวิญญาณที่ถูกกองเอาไว้ตามความหมายที่แท้จริง ก็คล้ายถูกดึงกระชากอย่างแรง ทำให้เสี้ยววิญญาณกลุ่มใหญ่นั้น จากไปด้วยความเร็วเสียง
ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบปรากฏตัวขึ้น ตัวเขานั้นมีเสน่ห์ที่ไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะเขากวางทั้งสองข้างที่ได้ยื่นออกมาจากบริเวณหน้าผาก มองดูแล้วเล็กกะทัดรัด น่ามองเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าในตอนนี้ เขากลับดูร้อนใจชอบกล
คนที่มาถึงนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น ตัวเขาคือ ‘อารักษ์ละมั่ง’ ชายผู้เป็นเจ้าของสถานที่ต่างก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก ยามเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงรีบมาปรากฏกายทันที เพียงแต่ไม่สามารถหยุดยั้งการดึงกระชากนั่นได้ ซึ่งตัวเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนทำเช่นนี้ได้
จึงพยายามจะใช้จิตสัมผัสอันลึกลับของตน เกาะติดกลุ่มก้อนวิญญาณเหล่านั้นไปด้วย แต่ไม่นานก็ต้องเก็บจิตสัมผัสกลับคืนมา เพราะไม่มีร่องรอยปรากฏให้เห็นแล้ว อารักษ์ละมั่งผู้นี้ก็เต็มไปด้วยความฉงนใจ
แต่จากทิศทางที่ไปน่าจะเป็นกรุงเทพฯ เขาไม่ได้บอกกล่าวกับหมาป่าน้อย ว่าพ่อของตนน่าจะตายไปแล้ว เนื่องจากเคยบอกให้เจ้าหมาป่าน้อยนับวันรอพ่อมาพบหน้า
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกผิดอยู่ในใจเล็กน้อย ที่ไม่ยอมปล่อยให้กลุ่มวิญญาณเหล่านั้น ได้เข้าไปในความฝันของหมาป่าน้อย
ตัวเขาย่อมรู้ถึงความสามารถของหมาป่าขย้ำฝัน โดยเฉพาะผู้เป็นพ่ออยู่บ้างเล็กน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจทั้งหมด เพราะว่าแต่ละคนก็ต่างกันออกไป เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คล้ายกับรูปร่างหน้าตาของสัตว์แต่ละตัว มันยากมาก ๆ ที่จะคล้ายกันทุกจุด
ไม่ว่าจะเป็นขนบนร่างกาย อาจจะมีสีที่ไม่เหมือนกัน ตรงไหนที่ดำมากตรงไหนที่ดำน้อย
ดังนั้นเขาจึงไม่อาจปล่อยให้วิญญาณกลุ่มก้อนนั้น เข้ามารวมอยู่ภายในตัวของลูกศิษย์ตนอย่างเด็ดขาด เพราะตนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน จะทำลายทิ้งก็ไม่ได้ จึงได้แต่ปล่อยให้มันกองอยู่ภายในห้องที่ปิดตาย พร้อมกับกางม่านอาคมที่กล้าแกร่งคลุมเอาไว้
แต่ว่าเมื่อทำเช่นนี้แล้ว วิญญาณกลุ่มนั้นมันก็ยังคงถูกกระชากออกจากห้องนี้ได้ นี่แสดงให้เห็นว่าต้องมีผู้ทรงพลังลงมือ ซึ่งตัวของเขาเองก็รู้ดีว่า ‘หมาป่าผู้เป็นพ่อ’ นั้นน่าจะตายไปจากเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นนั่น
เพียงแต่ว่าเขาเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย ที่ยังมีกลุ่มก้อนวิญญาณเหล่านี้หลงเหลืออยู่
ซึ่งมันก็พอมีความหวัง ที่จะรวบรวมดวงวิญญาณของอีกฝ่ายขึ้นมาใหม่ได้ เพราะตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากว่าเล่นส่งมาถี่ ๆ เสียขนาดนั้น ซึ่งเขาเองก็คิดว่าเจ้าตัวน่าจะมีอภิญญาพิเศษบางอย่าง แต่ก็ไม่สะดวกที่จะเอ่ยปากถาม
ดังนั้นจึงพอมีหวังที่จะรวมวิญญาณของอีกฝ่ายคืนมาได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้มนตราชนิดพิเศษมาก ๆ ถึงจะทำให้เจ้าตัวคืนชีพกลับมา ข้อได้เปรียบเช่นนี้เขาย่อมรู้ดี และอดแปลกใจอยู่ไม่น้อยจริง ๆ ซึ่งไม่ว่าจะคิดกี่ครั้งเขาก็สงสัยในความสามารถนั่น
ถ้าหากเจ้าตัวฟื้นคืนชีพกลับมาได้ เขาย่อมถามไถ่เป็นธรรมดา
ส่วนเจ้าหมาป่าน้อยก็ยังเป็นตนที่ต้องสั่งสอนต่อไป เพราะว่าบรรพบุรุษของเจ้าตัวก็เอาแต่งีบหลับจำศีล ถ้าจะไปปลุกก็ไม่ได้อีกเนื่องจากเสียมารยาท ดังนั้นภาระหน้าที่จึงตกมาสู่ตน
เมื่อเห็นทิศทางที่กลุ่มวิญญาณพุ่งไปคือกรุงเทพฯ มั่งก็คิดที่จะตามไปทันที เพราะว่าถิ่นแถวนั้นก็คือหออาชาไนย ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ไม่มีอะไรให้ต้องปกปิด
แต่ว่าตอนที่เขากำลังคิดจะทะยานลมตามไป ก็มีเสียงปรากฏขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ซึ่งได้ทิ้งคำพูดปริศนาเอาไว้
เสียงที่เบาดุจเสียงยุงบินนั้น ยามเมื่อผู้ทรงพลังได้ยินเข้า มันก็ปานประหนึ่งเสียงคำรามของสายฟ้า โดยที่มีถ้อยคำที่กระชับและได้ใจความ
“ข้าต้องการใช้งานหมาป่าตัวนี้ พอใช้งานเสร็จจะส่งมันกลับไปหาลูก และในตอนนี้พวกข้าก็กำลังรวมดวงวิญญาณให้อยู่ ซึ่งถือว่าเอ็งติดหนี้น้ำใจข้าอีกครั้งแล้ว ไอ้อารักษ์จอมปลอม!”
เมื่อได้ยินข้อความนี้ ทางอารักษ์ละมั่งก็พลันคลี่ยิ้มออกมา เพราะว่าคนที่เรียกเขาเช่นนี้ได้มีไม่กี่คน และฟังดูจากน้ำเสียงก็จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากสหายเก่า ดังนั้นเขาก็มีเรื่องที่จะไปพูดคุยกับหมาป่าตัวน้อยแล้ว แสดงว่าพ่อเจ้าตัวกำลังคืนชีพกลับมาใหม่
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อเจ้าตัวถามถึงพ่อ ตัวเขาเองก็ได้แต่บ่ายเบี่ยงไปเรื่อย แต่ว่าตอนนี้อะไร ๆ มันก็ง่ายขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องหนี้อีกหนอะไรนั่น ตัวเขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะถ้าหากอีกฝ่ายหน้าด้านกล้ามาร้องขอ เขาก็กล้าที่จะมอบคืนให้เช่นกัน!
พอคิดได้เช่นนี้เขาจึงรู้สึกดีเป็นอย่างมาก ความกลัดกลุ้มที่มีอยู่พลันจางหายไป
ชายหนุ่มรูปร่างสง่างาม ก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มให้เห็น มันเป็นรอยยิ้มที่ดูเรียบง่ายธรรมดา ๆ แต่พอได้นำไปรวมเข้ากับใบหน้าและก็ท่าทีอันสุขุมนุ่มลึกนั่น มันกลับน่าชวนมองเป็นอย่างยิ่ง
ในบางแง่เขาก็ดูหล่อเหลาไม่แพ้กับทางด้านหมาป่าใบบอนเลย แต่ทว่าทั้งสองก็กลับมีดีคนละด้าน ซึ่งพอเห็นว่าทุก ๆ อย่างเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งตัวเขาเองก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นกลุ่มแสงจางหายไปจากบริเวณห้องเก็บของ
……
สองสามวันหลังจากนั้น
ใบบอนได้กลับเข้าไปอยู่ในขวดโหลเหมือนเดิม จนกว่าจะมีร่างมาเปลี่ยนใหม่ เขาถึงจะสามารถออกไปอยู่ข้างนอกได้ ซึ่งแต่อันที่จริงแล้ววิญญาณของเขาสมบูรณ์ดี แต่ว่าไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นผีเร่ร่อน ความรู้สึกของการไม่มีร่างกายมันไม่น่าพิสมัยเลย
และวันนี้ทางเจ้าสำนักช่างสิบหมู่ อย่างดินสอก็จะเอาร่างต่าง ๆ มาให้เขาได้เลือก
ดูเหมือนว่าเขาจะถูกผู้สูงส่งที่ตนเรียกด้วยความเคารพ สั่งให้เข้าไปอยู่ภายในขวดโหล และก็ให้ตนกลายร่างไปเป็นวิญญาณหมาป่าดังเดิม เพราะไม่ให้มันกระทบต่อผู้อื่น
ซึ่งตัวเขาก็มารู้เอาทีหลังว่าท่านผู้นั้นก็คือนกยูง ที่ตอนนี้อยู่ภายในรูปปั้นบนซุ้มประตู
ตนก็ได้ฟังว่ารูปปั้นนกยูง ได้ไปบอกกับกวางละองละมั่งตัวนั้นแล้วว่าตนอยู่ที่นี่ ในตอนที่ได้ไปนำเอากลุ่มวิญญาณบนเขาเขียวมา เขาย่อมไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโกหกเลย เพราะว่าเรื่องพวกนี้พูดมาแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใด
ส่วนนกอีกตัวหนึ่งที่ช่วยเขารวบรวมดวงวิญญาณ ก็คือนกเหยี่ยวดำเขาคิดว่าอีกฝ่ายน่ากลัวเป็นอย่างมาก อิทธิฤทธิ์ก็ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ สามารถทำการรวบรวมเอาดวงวิญญาณ ที่แหลกสลายเช่นนี้มาได้ จะให้พูดว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าก็ยังไม่เกินเลย
“แต่ใบบอนหารู้ไม่ คนอื่น ๆ ต่างก็ยกย่องพลังพิเศษของเจ้าตัวมากยิ่งกว่าใครอื่น…”
พอตกกลางคืน ดินสอไม่ได้รบกวนการนอนของทุกคน วันนี้เขาแค่บอกสำเริงเอาไว้ว่าจะมาที่นี่ และก็ไม่ต้องอยู่รอ ยกเว้นก็แต่เพียรคนเดียวที่ได้บอกเอาไว้ ว่าให้ออกมาเปิดหูเปิดตาได้ เขาต้องการให้หลานชายได้เห็นโลกกว้าง สิ่งที่กำลังทำอยู่มันย่อมเหนือสามัญสำนึกไปไกล
วันนี้เขาสะบัดมือเรียกเอาศพที่ถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งออกมา กองรวมกันเต็มชานเรือนเห็นจะได้ แต่ศพก็มีขนาดไม่เหมือนกัน ทั้งเป็นรูปร่างคนทั้งเป็นรูปร่างของหมาป่า และก็แน่นอนว่ามันมีมูลค่าไม่เท่ากัน
ทางหออาชาไนย ย่อมให้สิทธิพิเศษสำหรับเจ้าสำนักอยู่แล้ว การที่เขาเอาออกมาเลือกเช่นนี้ได้ มันก็คือหนึ่งในข้อดีในการเลือกร่างภาชนะของดวงวิญญาณ เพราะว่ามันจะได้ถูกใจวิญญาณที่สิงสู่
การเลือกร่างสำหรับวิญญาณบางดวงแล้ว มันเป็นเรื่องที่ยากเอามาก ๆ จำเป็นที่จะต้องตั้งใจเลือกหน่อยให้มาก ๆ หน่อย เพราะในบางครั้งความเข้ากันได้ของดวงวิญญาณกับร่างกาย ก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
“เอาล่ะท่านใบบอน นี่คือร่างกายต่าง ๆ ที่ทางหออาชาไนยได้เก็บเอาไว้ แต่ก่อนอื่นท่านควรรู้ว่าเมื่อท่านเลือกร่างเหล่านี้แล้ว ความสามารถพิเศษของท่านนั้น ย่อมไม่อาจจะปิดบังจากคนระดับสูงได้อีกต่อไป พวกเขาจะต้องจดเรื่องพวกนี้ลงไปในบันทึก ตามข้อปฏิบัติ…”
“ซึ่งแน่นอนว่า ตัวท่านยังคงอยู่ภายใต้สังกัดเดิม นั่นก็คือเผ่าจันทราขย้ำฝัน โดยมีกลุ่มที่ดูแลและควบคุมซึ่งนั่นก็คือเขาเขียว และท่านก็จะต้องขึ้นทะเบียนให้ชัดเจน ยามเมื่อถึงเวลาหออาชาไนยจะต้องเรียกใช้งานท่านได้โดยไม่หนีหาย อันที่จริงแล้วต่อให้ท่านไม่รับร่างพวกนี้ ทางหออาชาไนยก็ยังเรียกใช้ท่านได้อยู่ดี…”
“คนที่อยู่ในราชอาณาจักรเรา สำหรับผู้ฝึกเวทมนตร์หออาชาไนยรับหน้าที่ทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นให้ ดังนั้นไม่ต้องกังวลใจไป สุดท้ายแล้วการที่ท่านจะขึ้นไปบนยอดเขาเขียวได้ ก็ต้องลงทะเบียนกับฝั่งนั้นอยู่ดี ไม่อาจบ่ายเบี่ยงปฏิเสธได้เลย…”
“มีความเป็นไปได้มาก ที่ท่านจะกลายมาเป็นหัวหน้าเผ่าจันทราขย้ำฝันคนต่อไป หรือไม่ก็เจริญรอยตามหัวหน้าเผ่ารุ่นก่อน ๆ ของท่าน โดยขึ้นไปอยู่บนยอดเขาเขียวแห่งนั้น บรรพบุรุษท่านบางคน ก็ยังคงจำศีลอยู่ที่นั่น เงื่อนไขเหล่านี้ท่านพึงทราบเอาไว้ให้ดี…”
“การที่จะได้อะไรบางอย่างมานั้น มันก็ต้องแลกอะไรบางอย่างไปด้วย หลักการพื้นฐานเช่นนี้ข้าคิดว่าท่านก็น่าจะเข้าใจอยู่แล้ว” ดินสอค่อย ๆ พูดวันนี้ไม่เหมือนกับวันวาน เบื้องหลังของเขาคือรูปปั้นทั้งสองที่อยู่บนยอดซุ้ม
แถมยังเป็นนกวิเศษทั้งคู่ ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าทั้งสองก็คือระดับพบสมุทรอย่างแน่นอน
“มาเถอะ! ออกมาแล้วก็ลองใช้จิตสัมผัสมองดู ว่าร่างแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับท่านมากกว่า” เขาเอื้อมมือไปเปิดขวดโหลใบนั้น
วิญญาณสีดำนัยน์ตาสีทองก็พลันปรากฏ ใบบอนเริ่มใช้จิตสัมผัสกวาดมองไปก่อนรอบหนึ่ง โดยเขาได้มองพวกร่างไร้วิญญาณทั้งหลาย ซึ่งยังถูกเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นร่างใด ๆ ก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้เลือกมาแบบชุ่ย ๆ ให้กับตนเลย