หออาชาไนย
หออาชาไนย
ตอนที่ 17 หออาชาไนย
ศาสนาผีคือศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และพบได้ในทุกประเทศทุกวัฒนธรรม การบูชาผีบรรพบุรุษจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ไทยเองก็เป็นเช่นเดียวกัน…นับตั้งแต่ครั้งโบราณมาปรากฏหลักฐานในจารึกมากมาย โดยให้บูชาศาสนาพุทธ พราหมณ์ และผี ร่วมกัน
ดังนั้นศาสนาผีจึงฝังรากลึกอยู่ภายในวัฒนธรรมและสังคมไทย จึงทำให้ผู้คนคุ้นชินไปอย่างไม่รู้ตัว เฉกเช่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีทำขวัญข้าว หรือกระทั่งพิธีแรกนาขวัญ
คำว่าผีและเทพนั้นก่อนหน้านี้มีความหมายเดียวกัน แต่ครั้งเมื่อศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ได้เจริญรุ่งเรือง จึงได้เผยแผ่เอาคำสอนพร้อมกับภาษาเข้ามายังอุษาคเนย์ ถึงได้เริ่มมีการแบ่งแยกคำจำกัดความเสียใหม่
ทั้งที่ความจริงแล้ว ทั้งสองคำความหมายแทบจะใกล้เคียงกันเอามาก ๆ ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะเรียกหรือนิยาม
คนไทยทั่วไปก็ยังคงกราบไหว้ผีบ้านผีเรือน ซึ่งถือเป็น ‘ผีดี’ ที่คอยปกป้องดูแลบ้านเรือน มักเป็นผีบรรพบุรุษที่คอยปกป้องลูกหลาน จึงมีการตั้งศาลเจ้าที่หรือศาลพระภูมิ เรียกรวมกันว่า ‘พระภูมิเจ้าที่’ เพื่อให้ผีบ้านผีเรือนได้มีที่สถิต
ซึ่งหากเป็นผีที่ดี…ผู้คนก็มักจะเรียกว่าเทพ
……
กลุ่มของเพียรมาถึงที่นี่ก่อนหน้าโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สามวัน
หลังจากที่มาถึงในวันแรกพวกเขาก็ได้เข้าพักอาศัยอยู่ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน จึงได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในหมู่บ้านอยู่ไม่น้อย และใคร่จะเห็นหน้าค่าตาของแขกผู้มีเกียรติ ที่ได้เข้าพักในบ้านหลังนั้น
ครั้นเมื่อเข้าหมู่บ้านเพียรก็สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดในทันที และยามเมื่อเท้าได้สัมผัสกับพื้นดิน…เขาก็ค้นพบว่าหมู่บ้านนี้มีพลังวิญญาณมากล้น หากแต่ว่ามันอยู่รวมกันแบบกระจุกตัวเป็นจุด ๆ
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้จึงทำให้เพียรจำเป็นต้องเก็บงำพลังเวท โดยที่เขาได้ใช้ยันต์แผ่นหนึ่งตบลงที่กายตนอย่างเงียบเชียบ หากแต่มันไม่อาจหลุดรอด ‘จากสายตา’ ของทองทับไปได้
เมื่อเขาสัมผัสได้ถึง ‘การกระเพื่อมของพลังเวท’ จากชายหนุ่มข้างกาย เขาจึงเก็บงำพลังของตนตามไปด้วย ทั้งสองต่างมีวิชาปิดบังกายเป็นของตนเอง
อันที่จริงแล้วก่อนจะใช้วิชานี้ทั้งสองก็ปิดบังอำพรางได้อย่างมิดชิดอยู่แล้ว แต่เมื่อลงมือใช้มนตราเสริมอีกชั้นหนึ่ง ก็แทบจะถูกมองเป็นคนปกติไปโดยปริยาย กระทั่งผู้มีตาทิพย์เองหากระดับขั้นไม่เพียงพอก็ยากที่จะมองออก
ในระหว่างที่นั่งรอกับข้าว ทองทับก็หันไปพูดกับเพียรว่า “นี่ไอ้หนูพวก ‘ม้าพิธีการ’ ในหอมันก็ช่างเลือก ช่างสรรหาสถานที่ให้เอ็งเสียจริงนะ…” ทองทับเอ่ยสัพยอก หากแต่สายตาเขากับจับจ้องมองดูเจ้าหนูเพียรไปพลาง ๆ
“ถ้าหากเป็นเรื่องพวกนี้จะไปดูถูก ‘ตาเฒ่า’ เหล่านี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะว่าแต่ละคน ‘ไม่ได้แก่เพราะกินข้าว’ อย่างแน่นอน พอจวนตัวเกิดเรื่องขึ้นมา คนพวกนี้นี่แหละที่สมองไวกว่าใครเพื่อน ทั้งวิธีการพลิกแพลงรับมือมีมากมาย…”
เขาจำต้องยอมรับว่าคนเหล่านี้ต่างก็มีดีในตน หากไม่เช่นนั้นคงไม่มีตำแหน่งอำนาจอยู่ในกระทรวงได้เป็นแน่
เพียรพูดอย่างไม่ยี่หระ “แต่อย่างน้อยก็ยังส่งมาสถานที่ที่วิวทิวทัศน์งดงาม อากาศก็เย็นสบายน่าพักผ่อนหย่อนใจเป็นพิเศษ…”
ทองทับหัวเราะร่วน เขาตบเข่าดังฉาด “มันกะให้เอ็งมาพักร้อนอยู่ที่นี่เลยล่ะสิ ห่างไปไม่ไกลก็มีดอยวาวี ดอยกาดผี รวมไปถึงดอยช้าง…แหมะมันช่างสรรหาเสียจริง!” พูดจบเขาก็หยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น
“ดูนี่สิสถานที่ท่องเที่ยวบานเบอะเลย ข้าล่ะอยากกิน ‘ชาพันปี’ ของที่นี่เสียจริง ไม่รู้ว่าจะมีให้กินหรือเปล่า?” ทองทับพูดจาไปเรื่อย
ตั้งแต่บุญกองสอนเล่นมือถือเขาก็ติดงอมแงม เหมือนเด็กติดขนมหวาน
บุญกองที่ตั้งใจฟังทั้งสองคนสนทนากันไม่ได้เอ่ยปากขัดจังหวะ และพอสบโอกาสเขาก็เอ่ยปากถามถึงเรื่องที่สงสัย “นี่ลุงจ๊ะ…ไอ้ม้าพิธีการที่พูดมามันหมายถึงอะไรหรือ?”
ทองทับขยับตัวไปใกล้ ๆ ก่อนจะเบิร์ดกะโหลกชายหนุ่มไปทีหนึ่ง “บอกกี่ครั้งแล้วให้เรียกพี่…เรียกพี่!”
ชายหนุ่มเกาหัวแก้เขิน “ฉันลืมจ้ะพี่…พี่ทองทับ!” จากนั้นก็ประจบเอาใจอีกฝ่ายโดยการนวดคอบ่าไหล่
“มันเป็นคำเรียกของคนในวงการโดยเฉพาะน่ะ อย่าง ‘ม้าพิธีการ’ จะพูดให้ง่าย ๆ เลยก็คือพวกที่ทำเรื่องพิธีกรรมพิธีการ ดูแลพวกธุรการอะไรเทือกนั้นแหละ”
“คนโบราณมักจะชอบเปรียบเทียบ เปรียบเปรยอะไรอยู่เสมอ ซึ่งคำเรียกพวกนี้ก็มาจากชื่อดั้งเดิมของกระทรวงนั่นก็คือ ‘หออาชาไนย’ เป็นชื่อที่คนภายในรู้จักกันเป็นอย่างดี ส่วนคำว่าอาชาไนย แปลได้สองอย่าง…” ทองทับตบเบา ๆ ที่ต้นคอส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายนวดต่อ
“อาชาไนยในความหมายแรกแปลว่า ‘ม้าที่ฝึกมาดีแล้ว’ และในส่วนความหมายที่สองก็หมายถึง ‘คนที่ฝึกหัดมาดีแล้ว’ ชื่อก็ชื่อม้า…ตราก็ตราม้า”
เขายื่นมือชี้ไปที่บนหน้าอกของเพียรที่ปักดิ้นสีทองรูปม้า
บุญกองที่อยากได้ยินความลึกลับและความหมายมากขึ้นไปอีกจึง นวดประจบสอพลอไม่หยุด
“ส่วนม้าพิธีการก็หมายถึง พวกที่วัน ๆ ทำงานงก ๆ อยู่แต่ในที่ใดที่หนึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นงานเกี่ยวกับเอกสาร หรือแต่งตั้ง ฯลฯ นานทีปีหนถึงจะได้ออกไปข้างนอก และเวลาเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้นมาส่วนใหญ่มักจะทำอะไรไม่เป็น หรือหากจะบอกว่าสู้ไม่ค่อยเก่งนักก็ได้…”
“อีกอย่างเอ็งลองนึกภาพตามดูนะ ม้าที่มันเอาแต่อยู่ภายในคอก วัน ๆ ก็เอาแต่กินหญ้า พอถึงเวลาก็ถูกคนจูงจมูกเอาไปนำขบวนไปทำพิธีกรรม หากจะวิ่งก็ได้แต่ซ้อมวิ่งเหยาะ ๆ อยู่ในสถานที่ที่กำหนดไว้ ถึงแม้รูปร่างจะดูดี แต่พอเอาไปวิ่งเข้าจริงกลับวิ่งไม่เป็น…”
ทองทับเล่าขำ ๆ ต่อว่า “เป็นม้าแต่วิ่งไม่สมกับเป็นม้า อย่าว่าแต่สามรอบสนามแข่งเลย เกรงว่าสองรอบก็หอบแฮ่ก ๆ แล้ว ดังนั้นคำว่า ‘ม้าพิธีการ’ ในบางครั้งก็เป็นคำเสียดสีแดกดัน”
“เอ่อลุง…เอ๊ยพี่ทองทับ!” บุญกองรู้ว่าเผลอหลุดปาก จึงได้แต่ตบปากตัวเองเบา ๆ ทีหนึ่ง ก่อนถามต่อ “แบบนี้ก็แสดงว่าคำเรียกม้าอื่น ๆ ก็มีเยอะแยะเลยน่ะสิ?”
“ก็เออสิวะ…เอาอย่างง่าย ๆ คำว่า ‘ม้าสนาม’ เอ็งคงเคยได้ยินพวกข้าหลุดปากเรียกมาบ้างใช่มั้ย ม้าสนามก็คือพวกม้าที่วิ่งแข่งกันอยู่แค่ภายในสนาม คำนี้ใช้เรียกพวก ‘นักเรียน’ ที่ฝึกอยู่ในหออาชาไนย”
แววตาของบุญกองลุกโชนเป็นพิเศษ เพราะว่าปกติอยู่กับพี่เพียร แกไม่ค่อยเล่าเรื่องราวภายในกระทรวงให้รู้มากนัก และส่วนตัวเขาเองก็ชื่นชอบเรื่องราวลี้ลับจำพวกนี้มากเป็นทุนเดิม กับลุงใจป้ำผู้นี้เขาจึงประจบเอาใจมากเป็นพิเศษ
“แล้วไงต่อจ๊ะลุง…”