บริษัทรับออกแบบความตาย!
บริษัทรับออกแบบความตาย!
ตอนที่ 19 บริษัทรับออกแบบความตาย!
เช้าวันรุ่งขึ้นเพียรได้ไปเช่าร้านค้าแห่งหนึ่งในตลาดชุมชน
และขณะเดียวกันวันนี้เขาก็กำลังรอของที่ตนสั่งให้คนนำมาให้ เพียรปัดกวาดเช็ดถูอย่างขยันขันแข็ง
ส่วนทองทับยืนคาบหญ้าชนิดหนึ่งที่ไปเด็ดมาตอนไหนไม่รู้ สายตาจ้องมองสารเลวน้อยคนนี้อย่างเหยียดหยาม เขาไม่เพียงไม่ช่วย แต่ยังผิวปากส่งเสียงก่อกวน ไม่ก็กดมือถือเปิดเพลงลูกทุ่งให้อีกฝ่ายฟัง
แต่เพียรหายี่หระไม่ เขาปล่อยเฒ่าทารกทำตามใจ ทั้งยังเอ่ยพูดหยอก “ไม่สู้มาเต้นหน้าเวทีเรียกแขกให้หน่อยดีมั้ย?”
ส่วนทางด้านของบุญกองซึ่งนั่งอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่ เขาคอยติดต่อประสานงานกับลูกน้องที่จะมาส่งของ ถึงแม้ว่าอายุเขาจะไม่เยอะพึ่งเรียนจบมาได้สองปี และในปีนี้ก็สอบได้เนติบัณฑิต แต่ว่าเขากลับมีตำแหน่งสูงไม่น้อยภายในบริษัท
เนื่องจากเป็นคนที่ขยันขันแข็งมือเท้าคล่องแคล่ว อีกทั้งยังประสานงานเรื่องต่าง ๆ ได้ดี ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้ทองทับ ที่เสี้ยมสอนเขามากับมือ
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ไปยืนรออยู่ที่ทางเข้าหน้าหมู่บ้าน จนพวกรถขนของชุดแรกมาถึง บุญกองก็รีบนำทางไปยังบริเวณร้านค้าชุมชน ซึ่งก็เป็นของใช้ทั่วไปที่ใช้ในการออกงานหรือตั้งร้าน
กลุ่มคนที่มาถึงก็ช่วยเพียรจัดแจงตั้งร้านค้า โดยเฉพาะป้ายไวนิลของบริษัท และก็ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการทำธุรกิจการค้าขาย เรียกได้ว่าของมันจำเป็นต้องมี!
ซึ่งเพียงแค่ ‘ชื่อ’ ก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยแล้ว เพราะบนป้ายเขียนระบุชัดว่า “บริษัทรับออกแบบความตาย” ยังไม่ต้องออกไปตะโกนเรียกแขก เพียงแค่คนที่อ่านหนังสือออกก็ย่อมเกิดความสงสัยใคร่รู้เป็นแน่
หลังจากที่ติดป้ายทำอะไรเสร็จเรียบร้อย คนที่มามุงดูก็มีมากมาย เพียรจึงสะพายโทรโข่งออกไปคลายความสงสัยใคร่รู้ “สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องหมู่บ้านสิบวิถี…” เขาเริ่มเกริ่นนำด้วยน้ำเสียงเรียกแขก
“ผมชื่อทนายเพียร เป็นเจ้าของบริษัทในป้ายโฆษณาที่ทุกท่านกำลังงุนงงสงสัยอยู่…” เขาเริ่มชี้ไปที่ป้ายซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คนมามุงดู
“หลายคนคงคิดว่าผมบ้าไปแล้วหรือเปล่า…ที่มาเปิดบริษัทแบบนี้?” เขานิ่งเงียบจ้องมองคนที่อยู่โดยรอบผ่านสายตา จากประสบการณ์อันมากล้นในการค้าขายของเขามีหรือจะมองไม่ออกว่าลูกค้ากำลังสนใจใคร่รู้
และนี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะจูงใจหรือมัดใจลูกค้า ด้วยเพราะว่าสองสามนาทีแรกที่ฟัง จะกลายเป็นตัวตัดสินของคน ผ่านเนื้อหาที่ได้ยินได้ฟัง
เขาพูดต่อ “พูดตามจริงแล้ว…ในเมื่อทุกคนต้องตาย พวกคุณคิดว่าตัวเองจะตายยังไง?” ชายหนุ่มใช้คำถามโยนกลับใส่ผู้คน
“มันคงจะเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่ท่านทั้งหลายจะจินตนาการออก เพราะด้วยยังไม่คิดถึงเรื่องดังกล่าว ดังนั้นบริษัทของเราจึงเปิดให้คำปรึกษาทางด้านนี้โดยตรง และผมเปิดบริษัทนี้มานานกว่าสิบปีแล้ว! ที่ด้านล่างถ้วนทั่วทุกจังหวัดมีสาขาและสำนักงานของผมตั้งอยู่”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างพูดต่อ “ส่วนค่าบริการการปรึกษานั้นอยู่ที่ 9 บาท และหากท่านตกลงที่จะให้บริษัทของเราช่วยจัดการวางแผนให้ ราคานั้นสูงสุดไม่เกิน 100 บาท…และจะบอกข่าวที่ทุกท่านสงสัยอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือผู้ใหญ่บ้านเป็นลูกค้าของผมแล้ว!”
เพียรชี้ไปยังผู้ใหญ่บ้านที่นั่งอยู่ในซุ้ม จุดประสงค์ของเขาก็เพื่อที่จะบอกเป็นนัยว่า ขนาดผู้ใหญ่บ้านเองก็ยังยินยอมพร้อมใจที่จะทำสัญญาจ้าง
เขาเริ่มใช้บารมีจากชื่อเสียงอันดีงามของผู้ใหญ่เป็นตัวปิดท้าย ซึ่งเป็นคนที่รวบรวมเอาชนเผ่าต่าง ๆ มาอยู่ด้วยกัน คนในหมู่บ้านจึงให้ความเคารพเป็นอย่างมาก
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ การเปิดหัวที่ชวนสงสัย พร้อมกับราคาที่เป็นมิตรจับต้องได้ อีกทั้งยังมีผู้ใหญ่บ้านเข้าร่วม นั่นจึงทำให้ผู้คนสนใจเป็นอย่างมาก
“เอาล่ะทุกท่านไม่ต้องรีบร้อนไปครับ ตัวผมเองยังอยู่ที่นี่อีกหลายวัน อีกทั้งการพูดจาปรึกษาหารือบางครั้งก็ใช้เวลานาน เออใช่แล้วผมลืมบอกไป ราคา 9 บาทที่ว่านี่ยังรวมไปถึงการปรึกษาเรื่องกฎหมาย หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านสนใจอีกด้วย…” เขาเน้นย้ำประโยคสุดท้าย
หลังจากพูดจบเขาก็กลับเข้าไปนั่งยังบริเวณซุ้ม ส่วนบุญกองก็ทำหน้าที่จัดคิวอย่างเช่นที่เคยเป็น ด้านหน้าจึงชุลมุนอยู่ไม่น้อยกว่าจะจัดคิวได้…
เพียรที่นั่งอยู่ในซุ้มเอ่ยปากบอกผู้ใหญ่บ้านไปว่า “ขอบคุณมากนะครับผู้ใหญ่ ที่ช่วยกันทำมาหากิน…” เมื่อวานหลังกินข้าวเสร็จเขาก็ได้จัดการเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายเซ็นสัญญากันทั้งครอบครัว ด้วยราคามิตรภาพ
ทองทับที่เอนหลังพิงเสาไม้อยู่ไม่ไกล เขาพูดขึ้นอย่างดูแคลน “มันเริ่มต้อนแกะไปเชือดแล้ว!” ซึ่งจะพูดไปแล้วตัวของเขาเองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของเจ้าเพียรมัน ที่ได้ทำสัญญากันและได้รับร่างกายนี้มา
ถึงไม่อยากจะเอ่ยปากชม แต่ก็จำต้องยอมรับว่าไอ้หมอนี่ถ้าเกิดรับปากอะไรไปแล้วมันจะพยายามทำให้สำเร็จอย่างเต็มที่ เหมือนอย่างร่างกายตนในตอนนี้มันหาได้ง่าย ๆ เสียที่ไหน
ครั้นเมื่อย้อนนึกถึงตัวเขาเองระหว่างทางกว่าจะได้ร่างกายนี้มา ก็โดนมันเชือดไปอยู่ไม่น้อย เพราะมีสิ่งของที่เขาต้องการ ซึ่งโดยมากมักเป็นการแลกเปลี่ยนแบบ…ยื่นหมูยื่นแมว
พอลูกค้ารายแรกเดินเข้ามา เพียรก็ลุกให้การต้อนรับพูดจาทักทาย สอบถามประวัติชนเผ่าอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงจริงจังขึ้นมายามเมื่อพูดเข้าเรื่อง “คุณอยากตายแบบไหน…?” เมื่อเขาพูดจบบรรยากาศระหว่างทั้งสองคนดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ฉ…ฉันอยากตายแบบไม่ต้องกลายเป็นผีอยู่ในหมู่บ้าน” หญิงสาววัยกลางคนพูดขึ้นมา เธอแลดูคล้ายกับจะต้องมนต์สะกดก็ไม่ปาน
หากแต่แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นเพราะกิริยาท่าทางพร้อมกับน้ำเสียงของชายหนุ่มที่ดูจริงจัง ผ่านการพูดเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตัวเขาเองยังไม่ตกต่ำถึงขนาดใช้มนต์สะกดให้คนมาทำสัญญาจ้างด้วย
เพียรนึกอะไรขึ้นมาได้ เมื่อได้ยินสิ่งที่เจ้าหล่อนพูดมา “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก…” หลังจากนั้นเขาก็พูดเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายอยู่นาทีกว่า ๆ เพราะว่าการตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย
“สรุปก็คือความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับคุณสินะ…แต่กลัวว่าตายแล้วจะกลายเป็นผีวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้?” นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเพียร เพราะโดยปกติแล้วหากพูดถึงความตายคนจะปฏิเสธที่จะพูดถึง หรือกระทั่งยอมรับมัน
ตัวอย่างเช่นคนในเมืองที่เขาพบเจอและทำการค้าด้วย บางคนไม่ต้องการที่จะพูดถึงมันเลยด้วยซ้ำ ซึ่งกว่าที่เขาจะเกลี้ยกล่อมได้ก็ใช้เวลาอยู่นานสองนาน
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะวางแผนการตายของตนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น งานศพไม่ต้องการให้จัดแบบโศกเศร้า ต้องการคนมาร่วมพิธีเยอะ ๆ ใส่ชุดสีแดง หรือกระทั่งให้เพื่อนมาก๊งเหล้าที่หน้าโรงศพ จวบจนไปถึงเปิดวงไพ่ในงานศพของตน