ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 4
ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 4
ท้ายเล่มกับผู้เขียน
ภาคที่ 4 บันทึกเปื้อนน้ำตา
เมื่อเดินทางมาถึงท้ายภาคนี้ ผมคิดว่าคำว่า “จบ” อาจยังไม่ใช่คำที่ตรงนัก
เพียรได้พบคำตอบเกี่ยวกับหมู่บ้านมุกแก้วธารามากกว่าที่เคย เขาได้เห็นสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน เดินทางผ่านเขตแดนที่อยู่ไกลเกินโลกมนุษย์ และเริ่มมองเห็นว่า โศกนาฏกรรมของหมู่บ้านไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียวหรือการกระทำเพียงครั้งเดียว
สิ่งที่เคยดูเหมือนฝันร้ายของเด็กคนหนึ่ง จึงเปิดออกไปเชื่อมกับเผ่าพันธุ์ อำนาจ ผลประโยชน์ ความเชื่อ และความปรารถนาของผู้คนหลายฝ่าย
ยิ่งโลกของเรื่องขยายกว้างขึ้น คำตอบก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น...
ผู้ลงมืออาจไม่ใช่ต้นเหตุ ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนก็อาจรู้ความจริงไม่เท่ากัน และตัดสินใจด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
การเข้าใจเหตุผลของใครบางคนไม่ได้ทำให้ความผิดของเขาหายไป แต่การตัดสินจากข้อมูลเพียงด้านเดียว ก็อาจทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำนั้น
เพียรจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงค้นว่าใครทำอะไร หากต้องค่อย ๆ แยกสาเหตุออกจากต้นเหตุ แยกความเข้าใจออกจากการให้อภัย และแยกความสงสัยออกจากคำพิพากษา
ในภาคก่อน เพียรเริ่มเปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับตั้งคำถาม ทดลอง และสะสมหลักฐาน
แต่ในภาคนี้ สิ่งที่เขาค้นพบไม่ได้อยู่เงียบ ๆ ภายในสมุด
ร่องรอยจากหมู่บ้านเริ่มแตะถึงงานในอดีต การตัดสินใจของผู้ใหญ่ และคนในครอบครัวของเขาเอง จนเส้นแบ่งระหว่างคดีกับชีวิตภายในบ้านเริ่มเลือนหายไป
ชื่อ บันทึกเปื้อนน้ำตา จึงไม่ได้หมายถึงเพียงความเศร้า หรือหยดน้ำตาในฉากใดฉากหนึ่ง
สมุดบันทึกของเพียรเคยมีไว้เก็บวันเดือนปี แผนที่ สมมติฐาน และรายละเอียดจากความฝัน
แต่เมื่อการสืบสวนเดินลึกลงไป สิ่งที่ถูกเขียนลงในแต่ละหน้าก็เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าข้อมูล
บางหน้าทำให้เหตุการณ์เดิมเปลี่ยนความหมาย
และบางหน้าก็เก็บความจริงซึ่งหนักเกินกว่าหัวใจของเด็กวัยเก้าขวบจะอ่านผ่านไปโดยไม่เจ็บปวด
พุทธสุภาษิตประจำภาคนี้คือ
“คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร”
แต่เมื่อภาคนี้จบลง เพียรยังช่วยแม่ไม่ได้ ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด และไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว
ความเพียรในภาคนี้จึงไม่ได้หมายถึงชัยชนะซึ่งทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย หากหมายถึงความสามารถในการเดินต่อ แม้คำตอบจะไม่ได้ทำให้หัวใจเบาลง
เพียรพยายามกลั้นน้ำตา เพราะคิดว่าการเข้มแข็งหมายถึงการต้องรับทุกอย่างให้ไหว
แต่เมื่อความเจ็บปวดหนักเกินกำลัง สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ไม่ใช่วิธีทำให้ตนเองไม่รู้สึก หากเป็นการยอมรับว่าตนกำลังเจ็บ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา และค่อยกลับไปทำหน้าที่ของตนเมื่อหัวใจเริ่มสงบลง
เขายังไม่หายเจ็บ
แต่ยังเลือกกลับเข้าสู่ความฝันอีกครั้ง
ภาคนี้ยังเปิดคำถามอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับชีวิต ความตาย และการถือกำเนิด
เราได้เห็นพลังซึ่งสามารถสร้างร่าง เห็นชีวิตซึ่งถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม และเห็นว่าการถือกำเนิดของสิ่งหนึ่ง อาจเกิดขึ้นบนความสูญเสียของอีกหลายชีวิต
เมื่อพลังซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมกำลังจะถูกนำไปใช้ในทิศทางใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการค้นหาความจริงของอดีต
เรื่องราวจะเดินต่อไปใน หออาชาไนย ภาคที่ 5 กำเนิดกายทิพย์!
เมื่อช่วงเวลาในความฝันเปิดกว้างกว่าเดิม เพียรและผู้ร่วมทางกำลังจะก้าวเข้าสู่การทดลองครั้งใหม่
สิ่งที่รออยู่เกี่ยวข้องกับร่างกาย วิญญาณ และตัวตนซึ่งอาจไม่ได้ถูกกำหนดไว้ด้วยชาติกำเนิดเพียงอย่างเดียว
แต่สิ่งใดกำลังจะถือกำเนิด และการถือกำเนิดครั้งนั้นจะนำมาซึ่งสิ่งใด...
ต้องติดตามกันต่อไปในภาคหน้าครับ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางจากหมู่บ้านมุกแก้วธารา ผ่านเส้นทางใต้ดิน เขตแดนของโลกเร้นลับ และความทรงจำซึ่งถูกเปิดออกทีละชั้น มาจนถึงท้ายภาคนี้
หลังอ่านจบ ผมอยากทราบว่า ความจริงหรือการค้นพบใดในภาคนี้ ทำให้คุณมองตัวละครหรือเหตุการณ์เดิมเปลี่ยนไปมากที่สุด?
เพียงหนึ่งหรือสองประโยคก็พอครับ จะกล่าวถึงฉากที่ชอบ ตัวละครซึ่งยังไม่แน่ใจ หรือปมที่ยังสงสัยก็ได้ ความคิดเห็นของคุณช่วยทั้งผู้เขียนและนักอ่านคนถัดไปอย่างมาก
สมุดบันทึกของเพียรยังไม่ปิดลง
หน้าที่ผ่านมาเต็มไปด้วยคำตอบซึ่งแลกมาด้วยน้ำตา
ส่วนหน้าถัดไป...
กำลังรอบันทึกสิ่งซึ่งจะถือกำเนิดขึ้น
R. Lert (รสเลิศ)