ประตูสู่หออาชาไนย ภาคที่ 5
ประตูสู่หออาชาไนย ภาคที่ 5
ประตูสู่หออาชาไนย ภาคที่ 5
ปัญญา โลกัสมิ ปัชโชโต
“ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”
คืนเดือนดับยังคงมาถึงตรงเวลา
เพียรรู้จักการมาเยือนของมันดีเกินไป รู้ว่าความเจ็บปวดจะเริ่มจากตรงไหน และรู้ว่าท้ายที่สุดตนจะเหลือสติอยู่มากเพียงใด บางคืนเขาไม่อาจแยกได้อีกต่อไปว่า สิ่งใดคือความโกรธของตน และสิ่งใดคือแรงผลักจากคำสาป
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ของวิเศษ เวทมนตร์ และผู้พิทักษ์ช่วยยื้อชีวิตเขาไว้จากความตาย ทว่ายังไม่มีผู้ใดถอนสิ่งที่ฝังอยู่ภายในออกจากเขาได้ ทุกวิธีทำได้เพียงพาเพียรผ่านคืนหนึ่ง เพื่อรอรับความทรมานเดิมในคืนถัดไป
แล้วเครื่องมือที่เขาเคยพึ่งพาก็หายไป
เมื่อถึงเวลาชำระค่าตอบแทนตามสัญญา ผู้พิทักษ์ขอพลังเวททั้งหมดของเพียร เด็กชายรู้ว่าตนกำลังสูญเสียอะไร และยอมรับการแลกเปลี่ยนนั้นด้วยความสมัครใจ
พลังเวทเงียบหาย แต่คำสาปยังอยู่
เพียรจึงต้องเผชิญภัยเดิมในวันที่ไม่อาจใช้วิธีเดิมได้อีก ของวิเศษทำได้เพียงประคอง ผู้มีฤทธิ์ช่วยชี้ทางได้เพียงบางช่วง และไม่มีใครรับความเจ็บปวดในคืนเดือนดับหรือกำจัดต้นตอของมันแทนเขาได้
พระภิกษุผู้ชำนาญการฝึกจิตรูปหนึ่งจึงก้าวเข้ามา โดยไม่มีคาถาถอนคำสาป ไม่มีวัตถุศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีคำรับรองว่าความทุกข์จะสิ้นสุดลงในทันที
สิ่งที่ท่านให้เพียรเริ่มต้นเรียนรู้ เป็นสิ่งซึ่งติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด
ลมหายใจ
เพียรต้องรู้ทันลมก่อนจะกำกับมัน ต้องเห็นความโกรธก่อนจะปล่อยให้มันออกคำสั่ง และต้องรักษาสติไว้ในขณะที่ความเจ็บปวดพยายามแย่งชิงการควบคุม
ขลุ่ยไม่ช่วยปกปิดความผิดพลาด กระแสลมที่สั่นไหวย่อมเปิดเผยจิตซึ่งยังไม่นิ่งออกมาตามจริง เมื่อเพียรเริ่มประคองลมหายใจด้วยสติ ลมซึ่งเคยไหลผ่านร่างไปตามอารมณ์จึงค่อย ๆ มีจังหวะ มีทิศทาง และกลายเป็นปราณซึ่งเปิดทางภายในร่างกาย
เป้าหมายของเขาไม่ใช่เพียงอดทนให้ผ่านคืนเดือนดับอีกครั้ง
เพียรต้องเรียนรู้การสร้างกายทิพย์ เพื่อเข้าไปยังพื้นที่ซึ่งคำสาปหยั่งราก และไม่มีผู้พิทักษ์คนใดต่อสู้แทนเขาได้
ปัญญาจึงไม่ใช่ถ้อยคำสำหรับท่องจำอีกต่อไป หากเป็นแสงที่เพียรต้องจุดขึ้นด้วยตนเอง ในสถานที่ซึ่งเวทมนตร์จากภายนอกส่องไปไม่ถึง
คืนเดือนดับครั้งต่อไปยังคงรออยู่
แต่ครั้งนี้ เพียรไม่ได้เตรียมเพียงร่างกายไว้รับความทรมาน เขากำลังฝึกใช้ลมหายใจเพื่อเปิดทางเข้าไปหาสิ่งที่ทำร้ายเขา
เพราะประตูสู่ต้นตอของคำสาปบานนั้น
เปิดได้จากด้านในเท่านั้น…