LNCrawler

[เริ่มภาคที่ 5] ภารกิจล้มเหลว!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

[เริ่มภาคที่ 5] ภารกิจล้มเหลว!

ปัญญา โลกัสสะมิ ปัชโชโต
“ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”

[ ภาคที่ 5 ]
“กำเนิดกายทิพย์!”

ตอนที่ 240 ภารกิจล้มเหลว!

 

ตลอดช่วงเวลา 30 วันในความฝัน หากไม่มีอะไรให้เพียรทำ เขาก็คงจะเบื่อแย่ ด้วยจำนวนวันที่มากมายขนาดนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนการปิดเทอมเล็กก็ไม่ปาน

โชคยังดีที่มีภารกิจสวมรอยเป็นสายลับ มันคล้ายกับการละเล่นของเด็กน้อย แต่ทว่ากลับเดิมพันด้วยชีวิต ตอนนี้เขาเหมือนพวกสายลับ 007 ที่ต้องแฝงตัวเข้าไปในสถานที่ลึกลับ เพียงแต่ขาดสาวสวยมานั่งข้างกาย

นั่นเพราะเขาอยู่ลึกลงไปในชั้นใต้ดิน และกำลังทำการควบคุมสัตว์วิเศษตัวหนึ่งอยู่ นี่มันไม่ต่างอะไรไปจากการเล่นเกม เพราะว่าลุงใบบอนก็บอกว่า ถ้าหากตนถูกโจมตีอย่างมากจิตจะหวนกลับคืนสู่ร่าง ไม่มีอันตรายใด ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เพื่อความแน่ใจ ปู่ทวดก็ได้ทดลองดูแล้ว

เขาเองก็เช่นกัน เรื่องเช่นนี้จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นแผนการที่วางไว้คงจะเสียเปล่า

ในเวลาว่าง เขามักจะไปนอนแช่น้ำทิพย์ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของปู่ทวดทั้งสอง เขาจึงได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย ตอนนี้ทั้งสองท่านทิ้งตนให้อยู่กับร่างแยกของลุงใบบอน ซึ่งนั่งประกบอยู่ข้างกาย

กำลังพลส่วนใหญ่มุ่งไปที่ไข่สมบัติวิเศษ พวกเขาเห็นขั้นตอนการขนย้ายพอดี ส่วนยามเบิ้มหรือนกขมิ้น ก็ถูกลุงใบบอนป้อนความคิดให้ เนื่องจากลุงใบบอนได้คัดลอกความคิดของอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว

ทุกคนในหมู่บ้าน ทั้งในความฝันก่อนหน้าและในความฝันครั้งนี้ ก็ล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของลุงใบบอน พลังของเขาพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้เขาได้ดึงเอาวิญญาณของนกน้อยที่อยู่ในไข่ออกมา

จากนั้นลุงใบบอนก็ได้ย้ายตัวเองเข้าไปในไข่สมบัติวิเศษใบนั้น ร่างจริงของเขาได้ทำการทดลองสิ่งนี้ด้วยตัวเอง เพราะว่าเขามีคุณสมบัติที่จะทำเช่นนั้น ต่อให้เป็นปู่ทวดทั้งสองซึ่งมีฤทธิ์เดชมากมาย ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงทำ

“นี่เรียกว่าความชำนาญอะไรก็ทำอย่างนั้น มันถึงเรียกว่าความสามารถพิเศษยังไงล่ะ!” ในเรื่องนี้ปู่ทวดนกดำสอนเขา ดูเหมือนพักหลังมานี้ปู่ทวดจะเอ็นดูตนมากเป็นพิเศษ

ซึ่งตัวเขาเองไม่ได้คิดอะไรมาก มีคนรักย่อมดีกว่ามีคนเกลียด แม่กับยายก็เคยสอนไว้นี่นา ตอนนี้จึงได้แต่เรียนรู้ภาษาสัตว์และสวมบทบาทเป็นตัวประกอบชั้นเยี่ยม พอมีอะไรก็จะยกมือสนับสนุน เพราะปู่ทวดบอกว่าให้เรียนรู้ไปก่อน อย่าได้ผลีผลาม…

ถ้าหากคิดที่จะสวมบทตัวเอก ก็ต้องเรียนรู้ถึงเล่ห์กลของจิตใจมนุษย์เสียก่อน!

……

วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ส่วนนกยูงก็ยืนนิ่งสมกับเป็นรูปปั้น เขายืนจ้องมองความเคลื่อนไหวภายในไข่อย่างละเอียดยิบ ดวงตานับร้อยบนปีกสองข้างต่างจับจ้องสิ่งต่าง ๆ แทบทุกวินาที 

เพียรยอมรับว่าถ้าให้ตนไปทำเช่นนั้นคงไม่ไหว เมื่อไม่มีอะไรจะให้ทำ เขาจึงวิ่งไปหามีดหาไม้มาแกะสลักอะไรไปเรื่อยเปื่อย เพราะตัวละครที่เขาสวมบทบาทจำเป็นต้องพักผ่อน ซึ่งเขาเองก็เช่นกัน หากจะให้วิ่งกุลีกุจอตลอดทั้งวันก็คงเป็นไปไม่ได้!

เนื่องจากตาสำเริงได้วางขั้นตอนในการสอนแกะสลักเอาไว้หมดแล้ว ตัวเขานั้นก็มีหน้าที่ทำไปตามลำดับ พอติดอยู่ในความฝันนานถึงสามสิบวัน งานฝีมือของเขาก็ยิ่งรุดหน้ามากขึ้นไปอีก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฤทธิ์ของน้ำทิพย์ด้วย

ปู่ทวดนกยูงอนุญาตให้ใช้วันละครั้งเท่านั้น เจ้าตัวบอกว่าอะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ดี!

พอถึงวันสุดท้ายที่เป็นเส้นตาย ใบบอนพยายามเลียนแบบการกำเนิดของนกน้อย ทำให้เขาเริ่มสร้างสายลมไร้รูปขึ้นมา พยายามพัดพาเอาพลังชีวิตอันมหาศาลเข้ามายังไข่สมบัติวิเศษ

นกยูงส่งเสียงออกมา “ไม่ได้! ดูท่าแล้วเราจะเลียนแบบนกน้อยตัวนั้นไม่ได้ทั้งหมด อันที่จริงไข่วิเศษใบนี้สามารถดูดซับพลังงานต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ยิ่งถูกหนุนเสริมด้วยพิธีกรรมเช่นนี้ มันก็ยิ่งทำให้ไข่สามารถดูดซับสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วยิ่งขึ้น…”

“สายลมไร้รูปเป็นพลังพิเศษเฉพาะตัวของนกน้อยตัวนั้น พวกเรามิอาจฝืนธรรมชาติได้ ลองดูจนถึงตอนสุดท้ายว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ไหน ๆ ก็ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ลองให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย!”

เพียงไม่นานผลลัพธ์ก็ปรากฏ ในขณะที่ลุงใบบอนกำลังจะถือกำเนิด จู่ ๆ ไข่สมบัติวิเศษก็พลันระเบิดขึ้น ทำเอาเศษเสี้ยววิญญาณของลุงใบบอนกระจัดกระจายออกไปคนละทิศคนละทาง ร่างแยกของใบบอนซึ่งควบคุมสถานการณ์อยู่ รีบเข้ามารวบรวมดวงวิญญาณในทันที

และนั่นเป็นเพราะภาพบรรยากาศรอบ ๆ ตัว มันค่อย ๆ สลายหายไป ซึ่งนี่เป็นสัญญาณของการสิ้นสุดความฝันในครั้งนี้แล้ว

ใบบอนกัดฟันทน เขารีบเรียกร่างแยกวิญญาณที่กระจัดกระจายอยู่บริเวณแหล่งน้ำต่าง ๆ ให้กลับคืนมา เพื่อหนุนเสริมพลังวิญญาณให้กับตน เพราะว่าน้ำทิพย์นี้สามารถช่วยเพิ่มพลังให้ใบบอนได้แทบจะทันตาเห็น

เขาได้กลายร่างเป็นหมาป่าควันดำ หอบหิ้วเอานกวิเศษทั้งสอง และพุ่งทะลุเข้าไปในม่านพลังเพชรตาแมว ซึ่งไม่ได้ปิดกั้นเจ้าตัวแต่อย่างใด

……

ไม่นานนักเขาก็สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาบนที่นอน เพียรยังคงเจ็บปวดทรมานเหมือนเช่นเคย ดูเหมือนว่าในเรื่องนี้ยาวิเศษใด ๆ ก็ยากจะช่วยได้

ส่วนลุงใบบอนกำลังนอนหอบหายใจแฮก ๆ อยู่ด้านข้าง เขากุมศีรษะของตนเองและเริ่มดิ้นไปมา ความรู้สึกของเขาราวกับว่าสมองกำลังจะระเบิดออก

เมื่อเพียรพอจะประคองสติได้ เขาจึงตะเกียกตะกายไปหยิบขวดยาน้ำเทพลำจวน ที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง ก่อนที่จะจับกรอกปากลุงใบบอนไปทั้งอย่างนั้น เนื่องจากมันมีสรรพคุณช่วยลดความเจ็บปวดได้อย่างมหาศาล

ครู่ต่อมาใบบอนก็สงบนิ่งไป เขาจึงกลับไปนั่งประจำที่บนเตียง ก่อนจะดิ้นไปมารับความเจ็บปวดราว ๆ สามสิบนาทีเต็ม!

นกยูงได้ส่งเสียงมาหา “ครั้งนี้ถือว่าภารกิจล้มเหลว แต่อย่าได้เสียกำลังใจไป พวกเรายังเหลือโอกาสอีกมาก ให้ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ไปในตัว ข้าได้ฟังมาว่าตอนที่พวกนักวิทยาศาสตร์จะประดิษฐ์หลอดไฟ ก็ใช้เวลาเป็นหมื่น ๆ ครั้งเลยนี่…”

“ถ้าทดลองแค่นี้แล้วท้อแท้ ก็ให้ล้มเลิกไปเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ นั่นแหละ แต่ถ้าอยากจะสู้ต่อก็ให้มาช่วยคิดหาสาเหตุของผลลัพธ์ที่เป็นเช่นนี้ ในแต่ละครั้งที่พวกเราเข้าไปนั้น มีก็จุดสำคัญที่แตกต่างกันอยู่บ้าง และนี่เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันค้นหาคำตอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์…”

นกยูงกับนกดำทำได้เพียงมองดูอยู่ด้านข้าง เพราะพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มากนัก ถึงแม้ว่าจะช่วยได้ แต่การปล่อยให้ทั้งสอง จำต้องเผชิญกับความลำบาก มันย่อมดีกว่าการยื่นมือเข้าแทรกแซงทุกเรื่องไป

พอสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ พวกเขาก็พลันหายตัวกลับไปอยู่ตำแหน่งเดิม…

ส่วนเพียรที่หายจากความทรมานแล้ว เขาก็ปล่อยให้ลุงใบบอนนอนหมอบอยู่กับพื้น และหันไปนั่งประจำที่ ก่อนจะเขียนบันทึกว่า “ภารกิจล้มเหลว!” ด้วยปากกาสีแดงเข้ม

สำหรับพวกผู้ใหญ่ ตายายพ่อแม่ที่อยู่นอกห้อง เพียรก็ออกไปบอกกล่าวถึงสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เตรียมการไว้แล้ว โดยเล่าแต่เรื่องดี ๆ เช่น ตอนนี้ฝีมือในการแกะสลักรุดหน้าไปมาก เพราะที่นั่นมีเวลาเหลือเฟือให้ทำอะไรมากมาย

ซึ่งเขาเองไม่ปฏิเสธว่าตนได้ฝึกประสบการณ์โดยสวมรอยเป็นคนอื่น ๆ เช่นพวกลูกสมุนปลายแถว ที่พากันร้องเฮโลโดยพวกลูกพี่ว่าอย่างไร โดยที่เขามีหน้าที่พยักหน้าสนับสนุน วันนี้ปู่ดินสอไม่ว่าง เห็นว่าท่านมีภารกิจต่างจังหวัด

ปู่ทวดนกดำบอกเอาไว้ว่า “เจ้าตัวไปจัดการพวกสำนักฉลามบูรพา ที่มันกล้ามารังแกแม่ของเอ็ง!”

พอเพียรได้ยินดังนั้น เส้นเลือดที่ขมับก็เต้นตุบ ๆ เพราะเหตุใดคนที่มีพลังอำนาจเยอะถึงชอบรังแกผู้อื่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้ตัวเขาไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับไอ้กลุ่มสำนักที่อยู่ชลบุรี

ดวงตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความชิงชัง แต่พยายามกลบเกลื่อนไม่ให้คนในครอบครัวได้เห็น เขาเริ่มรู้สึกถึงความอ่อนแอและความโกรธเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตนเองนั้นไร้ซึ่งพละกำลังใด ๆ ในตอนนี้จึงได้แต่เก็บงำความโกรธนั้นไว้ในใจ…

ชีวิตประจำวันของเขาก็ดำเนินไปตามปกติ ไม่ทุกข์แต่ก็ไม่ถึงกับสุข เพราะอาการป่วยของแม่ที่ต้องเผชิญอยู่ ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดที่หัวใจ ยามที่ได้เห็นภาพของผู้หญิงที่สวยงามดั่งนางฟ้าในใจตน ผ่ายผอมลงไปเรื่อย ๆ

กิจวัตรประจำวันของเขาก็แทบไม่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่ความรู้ต่าง ๆ ทั้งงานแกะสลัก การชกมวย รวมไปถึงเรื่องการเรียน กลับก้าวหน้าขึ้นทุกวัน เขาเริ่มหลอมรวมสิ่งต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

……

เด็กน้อยในชุดสีดำเปิดบันทึกไปทีละหน้า ช่วงระหว่างความฝันครั้งที่ 7 และ 8 ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนัก บันทึกจึงค่อนข้างสั้น ยกเว้นก็แต่ความรู้สึกที่เขาได้นั่งเล่นเกมกับแม่หรืออยู่ใกล้ชิดกัน เขาก็มักจะบรรยายไว้ยาวเป็นพิเศษ

เพียงแค่ชั่วพริบตาเวลาก็ผันผ่านไปอีกหนึ่งเดือน ความฝันครั้งที่ 8 ก็มาถึง!

“วันที่ 17 กันยายน 2544 วันเดือนดับครั้งที่ 8” ในวันนี้ทุกคนต่างมีภารกิจเดิม นั่นคือหาวิธีถือกำเนิดจากไข่สมบัติวิเศษภายในโลกแห่งฝัน ส่วนขีดจำกัดตอนนี้ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 30 วันก่อนเกิดเหตุการณ์ลี้ลับ

ส่วนตัวของเขาแล้วยังมีหน้าที่เดิม คือเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ แน่นอนว่าในครั้งนี้เตรียมตัวมาค่อนข้างพร้อม และพอตาสำเริงรู้ว่าเด็กน้อยเช่นตน จะต้องติดอยู่ภายในนั้นอย่างต่ำสิบวัน หรืออย่างมากอาจเป็นเดือนเลยก็ได้

ดังนั้นจึงเริ่มมอบหมายงานแกะสลักขั้นที่มันสูงกว่าเดิม เนื่องจากตัวเขาพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว โดยตาสำเริงจำต้องปรับหลักสูตรการสอนแกะสลักใหม่ ซึ่งได้ใช้เวลาวางแผนอยู่นานหลายวัน โดยในอนาคตอาจจะเพิ่มงานช่างประเภทอื่น ๆ เข้ามาด้วย

งานฝีมือที่รุดหน้าเช่นนี้ นี่เป็นเพราะจดจ่ออยู่กับงานแกะสลักได้ถึงสามสิบวัน แถมยังมีน้ำทิพย์วิเศษคอยสนับสนุนอีกต่างหาก ทางด้านของตาสำเริงเองนั้น ก็เริ่มคาดหวังกับผลลัพธ์อยู่ไม่น้อย!


หลังจากนี้ไปความฝันจะเริ่มสลาย แต่คำสาปยังคงอยู่ อีกไม่กี่ตอนต้อนรับสมาชิกใหม่