LNCrawler

ความฝันครั้งที่ 8!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

ความฝันครั้งที่ 8!

ตอนที่ 241 ความฝันครั้งที่ 8!

 

เพียรได้ใช้โลกแห่งความฝัน เป็นที่ระบายความเก็บกดและก็ความขุ่นเคืองที่มีทั้งหมด…

เพราะที่นี่อยู่ภายใต้การควบคุมของลุงใบบอน การปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้สอดคล้องกับความต้องการจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ทุกการทดลองกับจิตใจของผู้คนต้องผ่านความเห็นชอบจากปู่ทวดนกทั้งสองเสียก่อน โจทย์ที่ได้รับก็ใช่ว่าจะธรรมดา เขาจึงต้องใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า

จิตใจของคนนั้นปรวนแปรไม่ต่างจากระดับน้ำ คนที่เคยยึดมั่นในความคิดหนึ่ง ยามเมื่อสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความคิดนั้นก็ผันแปรตาม เมื่ออยู่กับกลุ่มที่ไร้อำนาจก็คิดอย่างหนึ่ง

พอได้เข้าร่วมกับกลุ่มของผู้มีอิทธิพลก็คิดอีกอย่างหนึ่ง อาจจะเรียกว่า ‘การปรับตัว’ เพื่อเรียนรู้สถานการณ์โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนเดิมไปทั้งหมด แต่อีกนัยหนึ่ง เราอาจเรียกได้ว่า ‘ไหลตามน้ำ’ เป็นการคล้อยตามผู้มีอำนาจไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดยืน

ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางจิตใจ ที่พร้อมจะตีตัวออกห่างทันทีที่หมดผลประโยชน์!

เรื่องราวเหล่านี้เป็นปู่ทวดนกดำที่ยืนสอนอยู่ข้าง ๆ ส่วนของปู่ทวดนกยูงยังคงตรวจสอบไข่สมบัติวิเศษอยู่เป็นระยะ ๆ เขาไม่ได้จ้องเขม็งทุกวินาทีเหมือนเคย แต่จะตรวจสอบทุกชั่วโมง หรือเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเท่านั้น

เพียรเอ่ยถามข้อสงสัยที่ค้างคาใจ “ปู่ทวดนกดำจ้ะ แม่ของฉันได้กลายมาเป็น ‘ศิลาฤกษ์’ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

เขาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ไม่น้อย เพราะจู่ ๆ แม่พิมพ์ใจก็กลายเป็นศิลาฤกษ์ศูนย์กลางได้อย่างน่าฉงน หลายวันที่ผ่านมาเขาแอบกลับไปดูแม่ที่บ้าน ก็ไม่เห็นว่าจะมีศิลาฤกษ์ใด ๆ ติดตัว สร้อยคอหรือเครื่องประดับก็ไม่ใช่กรวดหินดินทราย

เขาจึงนำเอาความสงสัยนี้มาถามกับผู้มากประสบการณ์โดยตรง และก็คาดหวังคำตอบอยู่ไม่ใช่น้อย

นกดำก็เริ่มอธิบาย “อันที่จริง ศิลาฤกษ์นั้นไม่จำเป็นต้องทำจากหินเสมอไป ขอเพียงแค่ผ่านพิธีกรรมในฤกษ์อันเป็นมงคล วัสดุใดก็ใช้แทนกันได้ ขึ้นอยู่กับเจตนา ความเชื่อ และความเหมาะสมของแต่ละพิธีกรรม…”

“แต่จากที่เราตรวจสอบ ศิลาฤกษ์ทั้งแปดทิศใช้หินแท้ ผสมเข้ากับโลหะหรือของอาถรรพ์อื่น ๆ แล้วทำการบรรจุเอาในตลับ เพื่อนำไปฝังดินอย่างที่เอ็งได้เห็น แต่ว่าในส่วนของศิลาฤกษ์ศูนย์กลางนั้นแตกต่างออกไป…”

“โดยมากมักจะเรียกว่า ‘ศิลาฤกษ์หลัก’ หรือว่า ‘หลักชัย’ สามารถจะใช้วัสดุหรือสิ่งใดก็ได้ตามที่ข้าเคยบอก ในกรณีของแม่เอ็ง สิ่งที่ใช้กลับเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญ หากแต่มีผลอย่างยิ่งยวด!”

เพียรโน้มตัวไปข้างหน้า “มันคืออะไรหรือจ๊ะปู่ทวด!?”

“เอ่อ…ข้าจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด แม่ของเอ็งกลายเป็นศิลาฤกษ์หลักได้ ก็เพราะเจ้าตัวได้ลงนามในเอกสารฉบับหนึ่งที่เขียนไว้อย่างรัดกุม ที่แต่งตั้งให้แม่เอ็งกลายมาเป็น ‘ผู้จัดการหมู่บ้าน’ แม้ว่าใจจริงเจ้าตัวไม่อยากจะรับตำแหน่งนี้เลยก็ตาม…”

“ข้าฟังมาว่าแม่เอ็งปฏิเสธไปแล้ว แต่ทางบริษัทโดยพวกหัวหน้างาน ที่อุตส่าห์ช่วยเหลือผ่านวิกฤตมาขอให้ช่วยดูแล พอได้ยินดังนั้นเธอจึงต้องไว้หน้าอีกฝ่าย จึงตอบตกลงไป แต่ก็บอกไปว่าขออยู่ในตำแหน่งนี้แค่ชั่วคราว…”

“แม้จะนิยามตัวเองว่าเป็นเพียง ‘ผู้ดูแลชั่วคราว’ แต่บนหน้ากระดาษที่มีลายเซ็นกำกับแล้ว ยัยหนูก็ถือเป็นผู้จัดการหมู่บ้านเต็มตัว ซึ่งนี่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะหลักฐานมันทนโท่…”

“แม้ใจจะไม่ต้องการ แต่เมื่อจรดปากกาลงบนกระดาษ กฎหมายย่อมถือว่าเธอยอมรับด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายไม่ใช่แค่คำพูดเลื่อนลอย ลองเอาคำพูดปากเปล่าไปเทียบกับการลงชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรสิ แล้วเอ็งจะเห็นภาพชัดขึ้น…”

“มันเหมือนตอนทำข้อสอบนั่นแหละ ถ้าไม่เขียนชื่อลงไป ใครจะรู้ว่าเป็นข้อสอบของใคร ซึ่งหลักการนี้ใช้กับทุกเรื่อง แม้แต่คนเข็นของในตลาดนัดก็ยังต้องเซ็นชื่อเพื่อรับเงินจากนายจ้าง นั่นคือหลักฐานที่แสดงถึงความโปร่งใส จะได้ไม่ถูกใครเขาใส่ความ…”

“แถมยังช่วยปกป้องนายจ้างในอีกทางหนึ่ง ว่าตนได้จ่ายเงินไปแล้วจริง ๆ สัญญาที่ผ่านการลงนามนั้น ไม่ว่าจะด้วยลายมือหรือว่าการที่ประทับลายนิ้วมือ มันคือคำมั่นที่มีน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันก็คือการจารึกความรับผิดชอบลงบนชีวิต ไม่ใช่แค่ลมปาก…”

“สัญญาย่อมมีผลผูกพัน การลงลายมือชื่อมันจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในโลกเวทมนตร์หรือว่าในโลกมนุษย์ หลักการเหล่านี้ก็สามารถใช้อ้างอิงได้เหมือนกันหมด ดังนั้นแล้วแม่ของเอ็ง ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการ โดยกินเงินเดือนในตำแหน่งนี้…

“จึงกลายมาเป็น ‘ศิลาฤกษ์หลัก’ ของหมู่บ้านแห่งนี้เต็มตัว ซึ่งศิลาฤกษ์ที่ว่านี้ มันก็ไม่ได้หมายถึงแค่ก้อนหิน แต่ว่าอาจจะหมายถึงผู้ที่เป็นหัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนทุกสิ่งให้เดินไปข้างหน้า…”

“การลงชื่อในเอกสารนั้น ดูผิวเผินก็แค่เรื่องทางธุรการ แต่แท้จริงแล้วมันคือ ‘พิธีกรรม’ ที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนสถานะของคนธรรมดาให้กลายมาเป็นผู้รับผิดชอบ คำพิธีกรรมที่ว่านี้ไม่จำกัดอยู่แค่ในทางศาสนา…”

“แต่มันคือการกระทำที่มีรูปแบบ มีแบบแผนชัดเจน เช่นการทำสัญญาระหว่างแม่ของเอ็งกับผู้ว่าจ้าง ที่ต้องมีเอกสาร ลงชื่อ วันเวลา และพยาน นี่จึงเข้าทางฝ่ายนั้นที่ใช้ฤกษ์ยามอันเหมาะสม มีผู้รับรู้รับเห็น ผูกมัดแม่ของเอ็งไว้ด้วยสัญญาจ้าง…”

“จงจำเอาไว้ให้ดี! สัญญาปากเปล่ามันก็เหมือนกับลมตด ส่วนสัญญาที่ลงลายลักษณ์อักษรต่างหากคือของจริง พวกคำพูดลอย ๆ ใครก็พูดได้ แต่พอถึงเวลาจวนตัว ศักดิ์ศรีมันจะมีค่ามากกว่าความอยู่รอดหรือ…”

“และนี่คือเหตุผลที่ทำให้แม่ของเอ็งกลายเป็นศิลาหลักของพิธีกรรมนี้ ผ่านการลงนามในเอกสาร อย่าได้ดูแคลนว่ามันเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง เพราะว่าในบางครั้งมันก็อาจหมายถึงทั้งชีวิต!”

นกดำได้สอนสั่งยาวเหยียดอย่างหาได้ยาก น้ำเสียงของเขานั้นแฝงไว้ด้วยความเมตตา โดยพยายามอ้างอิงจากสิ่งที่เด็กน้อยคุ้นเคย เช่นการที่เจ้าตัวชอบไปซุ่มดูเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดคล้ายจะเป็นกิจวัตรเสริม

ทั้งที่ร้านของตัวเองก็มีแต่กลับไม่อยากอยู่ สงสัยจะชอบออกไปศึกษาดูงานเสียมากกว่า

เพียรเดินไปเดินมา คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ ตัวเขาพอจะเข้าใจหลักการเซ็นชื่อรับเงิน แต่ว่าเรื่องอื่น ๆ ตัวอย่างเช่นการเขียนชื่อบนข้อสอบนั้น เขากลับมองข้ามไปจริง ๆ เมื่อความคาใจที่มีได้สลายไป เขาก็ตระหนักว่าตนเองต้องระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต

การจะพูดหรือสัญญาอะไรกับใคร ก็ควรจะไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน นี่คือคำสอนของบรรพบุรุษที่เขาจะยึดถือ รวมถึงการลงชื่อในเอกสาร หากไม่จำเป็นก็จะไม่ทำโดยง่าย

……

ทุกอย่างในโลกความฝันดำเนินไปตามวิถีของมัน เพียรก้าวหน้าในงานแกะสลักไม้อย่างมาก โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือพื้นฐานที่เขาสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมาได้นับไม่ถ้วน

ถึงแม้มันจะยังไม่สวยงามเท่าของตา แต่มันก็พอไปวัดไปวาได้ เขาพยายามไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบ ด้วยเพราะระดับฝีมือที่ต่างกันเกินไป ก็คงต้องรอเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกมากโข อาจตามทันตาเริงทันในสักวันหนึ่ง

ทว่าความฝันครั้งนี้จบลงด้วยความล้มเหลวอีกเช่นเคย เขาได้ยินเสียงของปู่ทวดนกยูงที่กำลังพูดคุยกับลุงใบบอนแว่วมาว่า “อีกแค่นิดเดียวก็ใกล้จะสำเร็จแล้ว!”

หลังจากเพียรทนรับความทรมานจนสิ้นสุด เขาก็ไปนั่งซึมอยู่ที่ซุ้มเรือนกลางเพื่อฟังเหล่าผู้ใหญ่สนทนากัน ดูเหมือนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรนี้ มันกำลังจะทำให้ตัวเขาเริ่มที่จะชินชา และอดทนผ่านมันมาได้ในที่สุด

วันนี้แม่เข้านอนเร็วเช่นเคย ยิ่งนานวันอาการของแม่ก็ไม่ค่อยจะดี เขาเองก็สุดปัญญาที่จะช่วยเหลือ นั่นเพราะมีปู่ดินสอกับปู่ทวดทั้งสองค่อยช่วยเหลือสนับสนุนอยู่ตลอด แถมในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็ได้รับพวกสมุนไพรวิเศษจำนวนมาก

มันเป็นไปตามที่ปู่ดินสอได้คาดการณ์เอาไว้เป๊ะ ๆ พวกคนจากเขาเขียวนั้น พยายามจะมาตีสนิทด้วย เพื่อหวังจะผูกสัมพันธ์อันดี และไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกันเกิดขึ้น แต่ทว่าปู่ทวดก็ไม่ยินยอม เรื่องนี้เขาออกหน้าจัดการเองทั้งหมด

ส่วนตาสำเริงกับยายเต่า ก็ทำได้เพียงแอบเปิดประตูชำเลืองมองอย่างห่วงใย ทั้งสองไม่อยากสอดแทรกเรื่องเหล่านี้มากนัก ถ้าหากไม่ถูกร้องขอให้มาช่วยตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ทั้งคู่ก็จะคอยสอบถามความเป็นไปเท่านั้น

ปล่อยให้ผู้ที่ชำนาญในด้านนี้จัดการไปย่อมจะดีกว่า พวกเขาเพียงมองดูอยู่ข้าง ๆ แต่ว่าอันไหนที่มันเกินเลย พวกเขาก็จะเข้าไปหยุดยั้งโดยทันที

นกยูงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา “ในครั้งนี้พวกเราพลาดไปนิดเดียวจริง ๆ ครั้งหน้าเราอาจต้องทดลองกับพวกมดวัวดิน หรือนำวิญญาณแมวตัวใดตัวหนึ่งมาทดสอบก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี…”

“ข้าคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องหล่อเลี้ยง ‘เพชรตาแมว’ ถ้าหากวิญญาณของวัตถุแห่งชะตาชีวิตเติบโตขึ้น เราอาจควบคุมกระแสเวลาภายในโลกแห่งความฝันได้ ซึ่งมันก็น่าจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง…”

“นกดำเฒ่า! เอาแก่นน้ำนมทั้งห้าขวดออกมา ครั้งนี้เราจะสอนไอ้หนูเพียรถึงวิธีการหล่อเลี้ยงวัตถุแห่งชะตาชีวิต!”

นกดำอ้าปากขย้อนขวดแก่นน้ำนมทิพย์ทั้งห้าออกมา และพูดอธิบายถึงความสามารถนี้

“นี่คือความสามารถพิเศษของข้า ที่จะบรรจุสิ่งของเอาไว้ในท้องได้ ดังนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าหากพวกเอ็งมีวัตถุที่มีฤทธิ์เดชในการกักเก็บสิ่งของ ก็สามารถทำเช่นนี้ได้เช่นกัน ที่ข้าพูดหมายถึงการนำของจากโลกความจริง มาสู่โลกความจริง…”

“เพราะการจะเอาของออกจากความฝันนั้นมันพิสดารเกินไป ยกเว้นก็แต่ผู้มีอภิญญาณ หรือผู้มีพลังแก่กล้าพอที่จะท้าทายกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ได้ ถือกำเนิดขึ้นมาพวกเราก็อาจจะได้เห็นในสักวันหนึ่ง…”

“เอาล่ะ มาเริ่มกันเถอะ ส่วนเจ้าหนูเพียร เอ็งตั้งสมาธิแล้วควบคุมเพชรตาแมวทั้งสองให้ออกมา คืนนี้เรามีเรื่องต้องทำ!”


ตอนหน้าข้ามไปครั้งถัดไปเลย