LNCrawler

ความฝันครั้งที่ 9!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

ความฝันครั้งที่ 9!

ตอนที่ 242 ความฝันครั้งที่ 9!

 

หลังจากกลับเข้ามาในห้อง เพียรเริ่มเขียนบันทึกอีกครั้ง บอกเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอในความฝัน ใจคนก็เหมือนกระแสน้ำ มีขึ้นมีลง แปรปรวนไม่แน่ไม่นอน ยามใครมีประโยชน์ก็ไหลเข้าหา ยามหมดประโยชน์ก็ผละหนี

แต่ครั้งนี้เขามีเรื่องให้ขบคิดเป็นพิเศษ จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้ฟังมา หลักใหญ่ใจความที่ทำให้ต้องขมวดคิ้วเป็นปม ล้วนมีคำว่า ‘ไว้หน้า’ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ทั้งฝั่งพ่อและแม่ของเขา

พ่อก็เป็นเช่นนี้ ในตอนที่พาแม่ไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา ก็เพราะไม่อยากหักหน้าพี่บอยผู้เป็นหัวหน้างาน ส่วนแม่เองก็เช่นกัน ที่ไม่อยากหักหน้ากลุ่มหัวหน้างานซึ่งเคยร่วมฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาด้วยกัน

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเพราะการไว้หน้าหรือความเกรงใจ จุดเริ่มต้นของมันล้วนมาจาก ‘บุญคุณ’ ทั้งสิ้น

“นี่มันเหมือนกับคำสืบทอดที่แม่เขียนไว้ไม่มีผิด!” เขาพลิกสมุดไปยังหน้าหลังทันที ข้อความในนั้นระบุว่า…

‘บางทีบุญคุณมันทำร้ายคนได้มากกว่าความแค้นเสียอีก ความแค้นเรายังปล่อยวางได้ แต่บุญคุณจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ยิ่งรับมามากเท่าไร ก็ยิ่งชดใช้ให้หมดยากเท่านั้น’

เพียรครุ่นคิดแล้วก็เห็นจะจริงดังว่า แต่เพราะไม่เคยประสบกับตนเอง ความเข้าใจในเรื่องนี้จึงยังผิวเผิน เขาถอนหายใจแล้วล้มตัวลงนอน ความเหนื่อยล้าสะสมมาตลอดทั้งเดือนถาโถมเข้าใส่

เหนื่อยกายนั้นพอทน แต่เหนื่อยใจมันหนักหนายิ่งกว่า เขายอมรับความจริงข้อนี้อย่างหมดทางสู้

ขณะเดียวกัน เพชรตาแมวทั้งสองลูกถูกนำไปแช่ไว้ในขวดแก่นน้ำนมทิพย์ แม่พิมพ์ใจเป็นผู้ถอดเพชรตาแมวสีฟ้าออกมาด้วยตนเอง และนกวิเศษทั้งสองก็ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า พวกเขาต้องการพัฒนาวัตถุแห่งชะตาชีวิตชิ้นนี้ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ขวดที่บรรจุแก่นน้ำนมนั้นแม้ภายนอกจะดูเล็ก แต่ภายในกลับกว้างใหญ่ราวมหาสมุทร ปู่ทวดนกดำบอกว่าขวดใบจิ๋วนี้สามารถกักเก็บน้ำวิเศษได้มากถึงสองสระใหญ่เลยทีเดียว

ด้วยปริมาณมหาศาลนี้มากเกินพอที่จะหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเพชรตาแมวให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก อันที่จริงแก่นน้ำนมทิพย์สามารถหล่อเลี้ยงได้ทุกสรรพสิ่งที่มีวิญญาณ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เองที่ทำให้มันล้ำค่า และมีมูลค่ามหาศาลสูงเป็นเงาตามตัว

ทั่วทั้งแดนจักรวาลต่างปรารถนาจะได้ครอบครองแก่นน้ำนมเหล่านี้ เพื่อใช้หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของผู้สูงศักดิ์หรือผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง ไม่ต่างจากเด็กทารกที่ต้องการน้ำนมเพื่อการเจริญเติบโต

ดังนั้นผู้ใดได้ครอบครองแหล่งน้ำนมทิพย์ ผู้นั้นย่อมกุมความมั่งคั่งไว้อย่างไม่ต้องสงสัย

ขอแค่เพียงมีตาน้ำนมปรากฏขึ้นที่ใด ทุกคนต่างก็พยายามแย่งชิงจับจองเพื่อให้เป็นเจ้าของ แน่นอนว่าน้ำนมทิพย์ทั่วไป ก็อาจจะมีเพียงพอสำหรับทุกคน แต่แก่นน้ำนมทิพย์นั้นแตกต่างออกไป

แม้จะมีปริมาณมาก แต่ผู้ครอบครองก็ต้องจำกัดการจ่ายออก เพื่อควบคุมราคาตามกลไกตลาด เพราะหากหามาได้ง่ายดายแล้ว สิ่งนั้นจะยังถูกเรียกว่าของล้ำค่าได้อยู่อีกหรือ?

ปู่ทวดนกยูงบอกไว้ว่า เพชรตาแมวทั้งสองจะต้องแช่อยู่ในแก่นน้ำนมจนกว่าจะดูดซับพลังงานไปทั้งหมด หากยังไม่เพียงพอ ก็ยังมีสำรองไว้อีกหนึ่งขวด เพราะอีกสามขวดที่เหลือ เพียรตั้งใจจะมอบให้กับแมวทั้งสามของเขา

ตอนนี้เขาได้ใช้ไปแล้วหนึ่งขวด เหลือเพียงสี่ขวดเท่านั้น แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย ในเมื่อส่วนใหญ่ก็เป็นปู่ทวดนกยูงที่ทำการแลกเปลี่ยนมา ตัวเขาไม่ได้เสียอะไรไปสักอย่าง มีของดีตั้งเยอะก็ควรแบ่ง ๆ กันไป

เขาบอกความคิดนี้กับปู่ทวดนกทั้งสอง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป

……

เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ล่วงเลยไปอีกหนึ่งเดือน ความฝันครั้งที่ 9 มาเยือน!

“วันที่ 16 ตุลาคม 2544 วันเดือนดับครั้งที่ 9” ภาคเรียนที่ 1 ก็พึ่งจะสิ้นสุดแต่สำหรับเขาแล้ว เวลาไม่ได้ผ่านไปเร็วนัก กลับรู้สึกว่ามันเชื่องช้ากว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำ เพราะทุกคืนเดือนดับ เขาต้องเข้าสู่ห้วงฝันและกลับออกมาพร้อมความเจ็บปวดทุกครั้งไป

ครั้งนี้เขาอยากลองสวมบทบาทผู้ช่วยเหลือ อยากจะดึงเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันมาสองปีให้ออกมาจากฝันร้ายนี้บ้าง อย่างน้อยถ้าพอจะทำอะไรได้ เขาก็ยินดี แต่ภารกิจนี้ถูกกำกับดูแลโดยปู่ทวดนกดำ

และปู่ทวดก็ไม่อนุญาต เขากล่าวย้ำชัดว่ามันเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้นคืน เป็นความพยายามที่สูญเปล่าซึ่งจะย้อนกลับมากัดกินจิตใจของผู้ที่พยายามเอง

เรื่องพวกนี้เอาไว้หลอกคนอื่นให้ดูน่าเชื่อถือก็พอทำเนา แต่คิดจะทำจริง ๆ มันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ผลลัพธ์สุดท้ายถูกกำหนดไว้แล้ว กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นสูงยังหนีไม่พ้น แล้วนับประสาอะไรกับคนธรรมดา?

ทันทีที่ปรากฏตัวใกล้บ้านลุงใบบอน เพียรก็รีบพุ่งเข้าไปด้านใน เขายกนาฬิกาขึ้นมาดูและพบว่า เวลาในฝันครั้งนี้ไม่ใช่ 29 หรือ 30 วันอย่างที่คาดไว้ แต่กลับลดเหลือเพียง 28 วัน!

เรื่องนี้ทำให้นกยูงกับนกดำส่งเสียงสื่อสารกันทันที พวกเขาดูเหมือนว่าจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ เพียงชั่วครู่ นกยูงก็เอ่ยอธิบายข้อสรุป “ดูเหมือนว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับไข่สมบัติวิเศษ จะส่งผลให้กฎเกณฑ์ของโลกแห่งความฝันนี้เปลี่ยนแปลงไป…”

“มันไม่มีอะไรที่คงอยู่ตลอดไปหรอกนะ อย่างน้อยที่สุด เวลาในนี้จะลดลงทุกครั้งที่เข้ามา ถ้าตีเป็นจำนวนครั้ง ก็เหลือโอกาสอีกแค่ 27 ครั้ง ไม่นับรวมครั้งนี้ เมื่อเวลาเริ่มนับถอยหลัง เราก็มีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น…”

“แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน พวกเรายังมีเวลาเหลือเฟือ แผนการทุกอย่างถูกวางไว้หมดแล้ว แค่ทำไปตามลำดับก็พอ ความใจร้อนไม่ช่วยอะไร เผลอ ๆ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจมีข้อดีซ่อนอยู่ เพราะเมื่อครบ 27 ครั้ง โลกแห่งนี้อาจถึงคราวล่มสลาย…”

“นั่นก็หมายความว่า ‘ภาชนะ’ ที่เอ็งหาทางทำลายอยู่ ก็อาจจะสลายไปพร้อมกัน เรื่องดีมักมาคู่กับเรื่องร้ายเสมอ ถ้าหากเปลี่ยนมุมมอง เราจะเห็นภาพรวมสถานการณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เอาล่ะ จากนี้แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว!”

เพียรพยักหน้ารับ เขามีภารกิจมากมายต้องทำระหว่างที่อยู่ในห้วงฝันแห่งนี้ ทั้งการสร้างและทำลายภาชนะ ฝึกฝนภาษาสัตว์ ทดลองสวมบทบาทเป็นสัตว์วิเศษ รวมถึงฝึกฝนการแกะสลักและทักษะการต่อสู้

เวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม เขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการ หากอยากฝึกซ้อมการต่อสู้จริงจัง เพียงแค่เอ่ยปาก ร่างแยกของลุงใบบอนก็จะมาเป็นคู่ซ้อมให้ แม้จะเป็นการฝึกแบบเบา ๆ แต่ฝีมือของเขาก็รุดหน้าไปมาก

ตลอด 28 วัน ภารกิจของเขาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็แวะลงไปเยี่ยมเยียนเหล่าทหารมด เดินสำรวจอาณาจักรไข่วิเศษอันตระการตา พอเบื่อ ๆ ก็ให้ลุงใบบอนพาขึ้นไปดูไข่สมบัติวิเศษ ยืนจ้องเขม็งเป็นเพื่อนปู่ทวดนกทั้งสอง

ครั้งนี้ปู่ทวดทั้งสองได้ร่วมแรงร่วมใจ ทำการตรวจสอบไข่สมบัติวิเศษอย่างละเอียดถี่ถ้วน วิญญาณที่ถูกใส่เข้าไปคือลูกแมวในบ้านของเพียรที่ชื่อว่า ‘เจ้าหนึ่ง’ ซึ่งเขาเป็นคนเลือกเองกับมือ

ส่วนร่างจำแลงของมันที่ยังอยู่ในบ้านของตอนนี้ มันถูกสร้างขึ้นจากพลังพิเศษของลุงใบบอน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกฎเกณฑ์ จึงต้องทำเช่นนี้

กิจกรรมมากมายดำเนินไปจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายในห้วงฝัน ไข่สมบัติวิเศษพลันปริแตกออก เผยให้เห็นร่างของเด็กน้อยวัยราวหกเจ็ดขวบ ทุกคนเพียงเฝ้าดู ปล่อยให้เจ้าตัวน้อยถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พวกเขาทำเพียงใช้ตาทิพย์สำรวจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น!

“การไม่ยื่นมือเข้าแทรกแซงดูจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่พลังของมันจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอดูบทสรุปกันอีกที!” นกดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ทันทีที่ปรากฏกายเหนือไข่สมบัติวิเศษ เด็กน้อยพลันอ้าปากกว้างและดูดกลืนพลังชีวิตมหาศาลจากรอบทิศ ทว่านิมิตที่เกิดขึ้นนั้น มันกลับไม่ยิ่งใหญ่สมดังที่คาดหวัง อาจเป็นเพราะวิญญาณยังไม่สมบูรณ์พร้อม หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกแซง

เมื่อเทียบกับการถือกำเนิดของ ‘ทารกกินลม’ ที่ลืมตาดูโลก ท่ามกลางเสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างและสายลมไร้รูปที่พัดพรากชีวิตคนทั้งหมู่บ้านไปหมดสิ้น การปรากฏตัวครั้งนี้ช่างดูจืดชืดเสียเหลือเกิน

พวกเขาทุกคนล้วนคาดหวังให้ลูกแมวตัวน้อย ได้รับพลังพิเศษที่เหนือล้ำกว่าใคร แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับเป็นเพียงใบหน้าของแมวที่โผล่ขึ้นมาเหนือไข่ ก่อนจะหันมาขู่คำรามใส่ทุกคนที่ยืนอยู่รายล้อม…

ทั้งสี่ได้แต่เฝ้ารอให้แมวตัวน้อยกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างต่อไป ค่ายกลที่วางผ่านศิลาฤกษ์ทั้งเก้าเริ่มทำงาน มันค่อย ๆ ดูดซับดวงโชคชะตาของผู้คนในหมู่บ้านเข้ามา แต่ดูเหมือนว่าเจ้าแมวน้อยจะยังไม่มีพลังมากพอที่จะพรากชีวิตของทุกคนได้โดยตรง

เรื่องนี้นกยูงอธิบายว่า “สัตว์แต่ละชนิดมีนิสัยต่างกัน สัญชาตญาณนักล่าก็มีไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหรอก ข้าคิดว่าตั้งแต่แรกเริ่ม เป้าหมายของเจ้านกขมิ้นกับผู้อยู่เบื้องหลัง คือการดูดซับ ‘โชคชะตา’ เป็นหลัก…”

“การฆ่าล้างบางผู้คน ‘อาจจะ’ ไม่ได้อยู่ในแผนแรกของมัน แต่ถ้าทำได้ก็ถือเป็นผลพลอยได้ เมื่อมาถึงขั้นนี้ พวกเราอาจต้องช่วยหนุนเสริมมันสักหน่อย ด้วยการสลายพลังชีวิตของหมากแต่ละตัวในหมู่บ้าน เพื่อเพิ่มพลังให้กับเจ้าแมวน้อย…”

“แต่อย่างแรกสุด เราจำเป็นต้องรู้ถึงพลังที่แท้จริงของมันก่อน ว่าเป็นพลังแบบไหน หากสื่อสารกันได้ก็จะยิ่งเป็นผลดี ข้าว่าเรื่องนี้คงต้องค่อย ๆ ทดลองกันไป ผลลัพธ์ในครั้งหน้าย่อมแตกต่างจากตอนนี้อย่างแน่นอน…”

“อันที่จริงข้าคิดว่าเอ็งคือปัจจัยสำคัญที่สุดไอ้ใบบอน! ครั้งหน้าเอ็งจะต้องกลายมาเป็นผู้สูงศักดิ์ให้จงได้ วิญญาณที่เอ็งรวบรวมมาหลายครั้งมันมากเกินพอแล้ว ถ้ารวมของครั้งหน้าเข้าไปอีก ข้ามั่นใจว่าจะต้องสำเร็จแน่…”

นกยูงกล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง


ตอนหน้าเปิดเผยปมนิด ๆ อาจมีการลาจาก และอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง