ขวัญเอ๋ยขวัญมา
ขวัญเอ๋ยขวัญมา
ตอนที่ 26 ขวัญเอ๋ยขวัญมา
บนเวทีผู้ใหญ่บ้านที่ถือไมโครโฟน ก็เป็นคนบอกกล่าวขอความร่วมมือ ให้กลุ่มโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทั้งหมดนั่งลง เพื่อให้คนในหมู่บ้านได้เริ่มต้นทำพิธีกรรมต้อนรับคนทั้งคณะ
เริ่มจากมีชายหนุ่มและหญิงสาวของชนเผ่าต่าง ๆ ที่สวมใส่เครื่องแต่งกายประจำเผ่าตน มองดูคล้ายจะแต่งมาอวดโฉมประชันกัน โดยที่คนทั้ง 7 เผ่าก็แยกเป็น 7 คู่
ซึ่งได้แบกเครื่องบายศรีไว้บนบ่า และเดินเยื้องย่างเข้ามาบนเวทีอย่างแช่มช้อย
อันประกอบไปด้วยสิ่งมงคล ที่เป็นตัวแทนของ ‘ความสามัคคี’ และ ‘ความสันติสุข’ โดยเป็นของที่สื่อความหมายโดยแตกต่างกัน
หลังจากนั้นก็ปรากฏ ‘หญิงสูงวัย’ ที่แต่งกายงดงามในชุดชนเผ่าทั้งเจ็ด เดินตามเข้ามาพร้อมกระแทกไม้ไผ่ในมือเป็นจังหวะ
ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งเจ็ดคู่ ต่างก็ยืนรอการมาเยือนของหญิงสูงวัยทั้งเจ็ดคน ที่เดินอย่างเนิบนาบ ขณะที่เดินขึ้นไปบนเวทีก็มีเสียงดนตรีประกอบพร้อมกระแทกไม้ไผ่ไปพลาง ๆ
ผู้ใหญ่บ้านพูดออกไมค์บอกว่า “ทั้งเจ็ดคน ต่างก็เป็นหัวหน้าชนเผ่า” และครั้นเมื่อพวกเขาเดินมายังบริเวณที่หนุ่มสาวทั้งเจ็ดคู่ยืนอยู่ หนุ่มสาวทั้งเจ็ดคู่ก็เริ่มนั่งลง โดยที่พวกเขาได้นำเครื่องบายศรีวางลงไปด้านหน้าตน
หญิงสูงวัยทั้งเจ็ดที่ยืนอยู่ก็เริ่มเอาไม้ไผ่เคาะลงที่กระบะรัว ๆ พร้อมกับเอ่ยคำเรียกขวัญออกมา หลังจากนั้นทางผู้เฒ่าก็เดินวนสามรอบ ก่อนจะนั่งลงโดยหันหน้าไปทางคณะแพทย์…
ผู้ใหญ่บ้านก็กล่าวแนะนำว่านี่เป็น ‘พิธีเรียกขวัญ’ โดยให้ทางคณะแพทย์เริ่มเข้าไปผูกข้อไม้ข้อมือก่อน ซึ่งทุกคนก็ตกลงกันไว้แล้วโดยเริ่มจากผู้ใหญ่ไปหาเด็ก คุณหมอรวมเภสัชกรทั้ง 16 คนก็เริ่มไล่เรียงเข้าไปทีละคน
เมื่อคุณหมอดาหลาและคุณหมอสูงวัยของทางโครงการ เดินเข้าไปหาผู้นำชนเผ่าทั้งเจ็ด ผู้ใหญ่บ้านก็บอกให้หยิบเอาเครื่องบายศรีทั้ง 5 อย่างที่ตัวเองถูกใจในกระบะขึ้นมาและก็กำไว้ ทุกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นก็เริ่มผูกข้อมือโดยใช้เชือกสีขาวสลับแดง
หญิงทั้งเจ็ดก็เอ่ยภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องขณะที่ผูกข้อไม้ข้อมือ แต่เป็นผู้ใหญ่บ้านที่พูดเฉลย ว่า “พวกผู้นำชนเผ่าทั้งเจ็ดกำลังพูดอวยพร เรียกขวัญ…”
ครั้นเมื่อถึงตาของหมอ ‘เพลงขวัญ’ สาวสวย เธอก็เดินคลี่ยิ้มหวานเข้าไปหาหัวหน้าชนเผ่าท่านหนึ่ง จากนั้นก็เลือกของที่ตนเองชอบออกมาห้าอย่างและกำมือ แต่คราวนี้หญิงชราที่อยู่ด้านหน้าไม่ได้เริ่มผูกข้อไม้ข้อมือในทันที
หากแต่เธอยิ้มหรี่ตาและเอ่ยปากถามขึ้นว่า “หนูชื่ออะไรหรือจ๊ะ?”
“หนูชื่อเพลงขวัญจ้ะคุณป้า” เพลงขวัญตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
หญิงชราเมื่อได้ยินก็ผงะไปชั่วครู่ ดวงตาของเธอเปล่งประกายวูบไหว ก่อนจะยิ้มจาง ๆ พร้อมกับบอกให้สาวสวยตรงหน้ายื่นมือมา จากนั้นก็เริ่มใช้สายสิญจน์ถูไปมาที่ข้อมือพร้อมพูดว่า “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ขวัญเอ๋ยขวัญมา ขวัญเอ๋ยกลับมาแล้วใช่มั้ยลูก?”
ทำเอาเพลงขวัญรู้สึกงุนงงอยู่ไม่น้อย เพราะว่าคนที่ผ่าน ๆ มา หรือกระทั่งคนด้านข้างที่กำลังผูกข้อมือต่างใช้ภาษาของเผ่าตัวเองในการพูด ดังนั้นเมื่อได้ยินคำกล่าวเป็นภาษาไทย เธอเองจึงรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย
หญิงชราคนนี้เริ่มผูกสายสิญจน์ตามปกติ พอทำเสร็จเธอก็จับมือหมอเพลงขวัญจากนั้นก็สบตากัน พร้อมเอ่ยปากถามกับคุณหมอคนสวยว่า “ขวัญกลับมาแล้วใช่มั้ยลูก?”
เนื่องจากเพลงขวัญเข้าใจว่านี่คือ ‘พิธีเรียกขวัญ’ ตามที่ผู้ใหญ่บอก เธอก็จึงตอบกลับไปว่า “ขวัญกลับมาแล้วจ้ะ”
ดวงตาของหญิงชราก็เปล่งแสงวูบวาบทันที และนั่นก็ทำให้หญิงชราอีกหกคน ต่างก็หันมามองเพลงขวัญเป็นสายตาเดียว
หญิงชราที่อยู่ด้านข้างเอ่ยปากพูดขึ้น “คุณหมอ มาให้ฉันช่วยผูกข้อมือด้วยอีกคนดีไหมจ้ะ เพื่อจะได้เสริมสิริมงคลให้สวยยิ่ง ๆ ขึ้น” เธอเอ่ยปากชวนพร้อมบอกเหตุผลไปในคราวเดียว
สาวสวยก็ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ด้วยพิธีกรรม เธอเองก็ไม่ได้อยากขัดศรัทธา จึงคลานเข้าไปทำแบบเดิม นั่นก็คือเลือกของมาห้าอย่างและก็ให้อีกฝ่ายผูกสายสิญจน์
แน่นอนว่าเมื่อมีคนที่สอง คนอื่น ๆ ก็ย่อมพูดชวนเธอให้มาผูกข้อไม้ข้อมือด้วยกัน ทำเอาคนที่เห็นต่างก็หัวเราะชอบใจ รวมไปถึงผู้ใหญ่บ้านด้วย ใครบ้างไม่ชอบของสวย ๆ งาม ๆ
หลายคนคิดไปในทำนองเดียวกัน คงเป็นเพราะความสวยของเธอไปสะดุดตาหญิงชราเข้าจึงเกิดความเอ็นดู ซึ่งเดิมทีเธอก็โดดเด่นสะดุดตามากอยู่แล้ว
เพลงขวัญก็เอียงอายเล็กน้อยยามเมื่อกลับมานั่ง เพราะถูกเพื่อนสาวแซว “นี่ขนาดเป็นผู้หญิงด้วยกันนะยังแย่งตัวแกเลย…ฮึฮึ” ปิ่นแก้วพูดหยิกแกมหยอก
……
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป ทางคณะแพทย์ก็ไปพักผ่อนเตรียมตัว พร้อมกับไปดูที่หลับที่นอน ซึ่งทางอาสาสมัครได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาใช้เต็นท์ใหญ่เป็นหลังคา และกางเต็นท์กระโจมขึ้นมาเพื่อพักอาศัย
เดิมทีทางหมู่บ้านสิบวิถีต่างก็ช่วยกันจัดหาบ้านพักให้ โดยที่ให้แต่ละคนแยกกันไปอยู่อาศัยตามบ้านเรือนของคนในหมู่บ้าน ซึ่งนี่คือแผนแรกที่ผู้ใหญ่เสนอไป
แต่ทางทีมอาสาสมัครที่ดูแลด้านความปลอดภัย ซึ่งนำโดย ‘ผู้กองเจ้าขุน’ ก็บอกปฏิเสธไปอย่างอะลุ่มอล่วย เพราะเผื่อว่าเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นหากันให้ทั่ว เหตุผลอีกข้อนั่นก็คือด้านความปลอดภัย เมื่ออยู่รวมกันจะได้ดูแลกันและกันได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นหลังจากเสร็จพิธีแต่ละคนจึงขนข้าวของตัวเอง เข้าไปในเต็นท์กระโจมที่ถูกแบ่งสัดส่วนเอาไว้เป็นอย่างดี โดยแยกชายแยกหญิง
หลังจากนำของเข้าไปในเต็นท์กระโจมเสร็จ เพลงขวัญก็เดินออกมาจากเต็นท์กระโจมพร้อมกับปิ่นแก้ว เนื่องจากว่าทั้งคู่ปวดฉี่จึงเดินออกมาหาห้องน้ำ ซึ่งรถห้องน้ำทางโรงพยาบาลไม่ได้สั่งมาด้วย เพราะว่าที่นี่มีห้องน้ำส่วนกลาง
แต่ครั้นเมื่อเห็นสภาพอันทรุดโทรมของห้องน้ำส่วนกลาง ใบหน้าของเพลงขวัญก็ดูเจื่อนไม่ใช่น้อยเลย อันที่จริงเธอเองก็ได้เตรียมใจมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังแอบกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง และหันไปจ้องมองรุ่นพี่ของตน
ทางปิ่นแก้วเองก็ไม่ต่างกัน เธอจึงพูดขึ้นว่า “ประเดี๋ยวคงมีคนมาซ่อมแหละ แต่จะให้เข้าที่นี่…มันก็อย่างไง ๆ อยู่” เธอเกาใบหน้าตนเองอย่างเก้อเขิน
“แล้วเราจะเอายังไงดีจ๊ะพี่?” เธอเอ่ยปากถามขึ้น
“จำได้ว่าเมื่อตอนเข้ามาเห็นบ้านหลังใหญ่ นั่นน่าจะเป็นบ้านของผู้ใหญ่บ้าน งั้นเราก็ไปขอผู้ใหญ่ใช้ห้องน้ำไปพลาง ๆ ก่อนดีกว่า” ปิ่นแก้วเสนอขึ้นมา
เพลงขวัญเองก็พยักหน้ารับรัว ๆ “ถ้าอย่างงั้นก็ไปกันเถอะ!” ภายในใจเธอก็คิดว่าอย่างน้อยก็คงดีกว่าที่นี่
ขณะเดียวกันนั้นเองเมื่อหญิงชราทั้งเจ็ด ต่างกลับเข้าไปบ้านใครบ้านมัน เผ่าใครเผ่ามันพวกเธอก็รีบจุดธูปไหว้ผีบรรพบุรุษ ปากก็พลางเอ่ยคาถาหรือคำร้องขออะไรสักอย่าง!