LNCrawler

นายหญิงน้อย

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

นายหญิงน้อย

ตอนที่ 29 นายหญิงน้อย

 

เพลงขวัญสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็วตรงไปยังร้านที่เขียนป้ายเด่นหราว่า “รับออกแบบความตาย”

พอเธอไปถึงด้านหน้าก็พลันกอดอก พลางขมวดคิ้วจ้อง เจ้าของร้านที่กำลังนั่งส่งยิ้มแห้ง ๆ มาให้ ทำเอาเธอรู้สึกอารมณ์พุ่งขึ้นมาทันที

แต่เพียรกลับเริ่มโยนคำถามใส่ก่อน “เอ้า! คุณหมอเพลงขวัญไปไงมาไงล่ะถึงมาที่นี่ได้?” เขากลัวว่าพออีกฝ่ายเปิดปากพูดแล้วตนจะไม่มีโอกาส

“…”

บุญกองกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อไป

ส่วนทางด้านโกโก้ก็จ้องมองไปที่คุณหมอสาวสวยอยู่นานสองนาน จนบุญกองเห็นแล้วเอาศอกกระทุ้งไปทีหนึ่ง พร้อมพูดว่า “ทำงานของเอ็งไป…อย่าไปยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่!”

พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ เพียรก็หันไปทักทายคุณหมอสาวที่เดินตามมาด้านหลัง “สวัสดีจ้ะคุณหมอปิ่นแก้ว ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ได้หรือ?”

“สวัสดีจ้ะ ‘พ่อนักธุรกิจใหญ่’ พวกเราสองคนน่ะมาออกโครงการแพทย์เคลื่อนที่ เป็นนายต่างหากล่ะคิดยังไงถึงมาที่นี่ได้?” เธอเท้าโต๊ะจ้องสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า

ทำเอาเจ้าขุนที่เดินตามมาด้านหลังขมวดคิ้ว เขาครุ่นคิดในใจว่านี่มันเหตุการณ์อะไรกัน แต่ในเมื่อทั้งสองฝ่ายรู้จักกันแบบนี้ก็คงตีสนิทด้วยไม่ยาก

“สวัสดีผมชื่อเจ้าขุนยินดีที่ได้รู้จักครับ ว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอ?” เจ้าขุนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ด้วยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหน

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมชื่อเพียรเป็น ‘พี่ชายคนสนิท’ ของคุณหมอเพลงขวัญ!” ชายหนุ่มไม่ได้ปิดบังตัวตนอะไร หากแต่พูดแฝงนัยไว้ในประโยค

เธอผินหน้ามองไปทางอื่น พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ใครสนิทกันไม่ทราบ?” พอเธอเห็นชายหนุ่มก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวต้องการจะมาทำอะไรที่นี่

เพียรคลี่ยิ้มรับก่อนเอ่ยปากว่า “นี่มาช่วยเก็บร้านหน่อยสิ”

“…”

มีแต่เพียงความเงียบงันเป็นคำตอบ เพียรจึงไอแห้ง ๆ สองทีลุกขึ้นไปหยิบจับสิ่งของเพื่อทำการปิดร้าน…

ปิ่นแก้วก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มเจื่อน เธอไม่ได้ช่วยเอ่ยประโยคที่เป็นกาวใจให้กับทั้งสองคน หากแต่คอยดูละครอยู่เงียบ ๆ

ส่วนเจ้าขุนย่อมไม่ใช่คนโง่ เขาสามารถอ่านภาพบรรยากาศที่กระอักกระอ่วนนี่ได้ จึงได้พูดขึ้นว่า “งั้นให้ผมช่วยดีไหมคุณเพียร?”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจประเดี๋ยวก็เก็บของเสร็จแล้ว…” เพียรตอบปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล

เพลงขวัญนึกอะไรขึ้นมาได้ “นายบุญ!”

“ครับนายหญิงน้อย!” บุญกองสะดุ้งตอบไปตามสัญชาตญาณ ทำเอาเพียรหลุดหัวเราะพรืด

เมื่อคิดว่าตัวเองปากไวไปหน่อยจึงรีบแก้คำใหม่ “ครับพี่เพลง” เขาพูดด้วยท่าทีเก้อเขิน

ตอนเมื่อได้ยินคำว่า ‘นายหญิงน้อย’ เพลงขวัญก็ถลึงตาใส่ชายหนุ่มแล้ว แต่ภายในใจก็ยังมีความสงสัยอยู่ จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เธอถามอีกฝ่ายไปอย่างจนปัญญาว่า “มาถึงที่นี่ตอนไหน?”

“ม…มาหลายวันแล้วครับ”

“พักที่ไหน?”

“พ…พักที่บ้านผู้ใหญ่ครับ” เขาลอบกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง

“อ๋อ…มาหลายวันแล้วเสียด้วย!” เธอเดินกรีดกราย ไปมาชำเลืองมองชายหนุ่มที่ก้มหน้าก้มตาเก็บของอย่างใจเย็น

“ไม่ดูแลบริษัทหน่อยเหรอ ถึงเอาเวลามาเที่ยวเปิดร้านที่นี่ได้ ฮึ?” เพลงขวัญถามขึ้น

เพียรแสร้งทำซื่อเอานิ้วมาชี้หน้าตน ประมาณว่าถามตนเหรอ นั่นยิ่งทำให้เพลงขวัญเดือดดาล แต่ครั้นพอเธอจะเอ่ยปากชายหนุ่มก็ได้แต่ชิงพูดก่อน “ก็มีคนดูแลอยู่แล้วไง…จะขึ้นมาเที่ยวพักผ่อนบ้างไม่ได้หรือไง?”

อันที่จริงเขาเห็นสายสิญจน์ที่ผูกมัดข้อมือของสาวสวยแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลีผลามลงมือทำอะไรด้วยเพราะกลัวเธอโวยวาย ประเดี๋ยวเขาจะซวยเอา

“เหรอ!” ใครเชื่อก็เชื่อแต่เธอคนหนึ่งแหละที่ไม่เชื่อ

เพียรก็คลี่ยิ้มเขากล่าวต่อ “ขึ้นมาที่นี่เพื่อหา ‘ชาพันปี’ กินน่ะ อยากลิ้มลองรสชาติสด ๆ ตอนที่ผ่านการคั่วได้ไม่นาน” เขาพูดเบี่ยงเบนไปที่ประเด็นอื่น

คุณหมอสาวสวยย่นจมูก อยากจะเข้าไปทุบสักทีสองที แต่ก็จำต้องอดทนไว้ก่อน…

“อย่ามารบกวนการทำงานของเพลงล่ะ…เข้าใจมั้ย!” เพลงขวัญถามขึ้น

“โอ๊ย…ไม่มีไปรบกวนหรอกพี่ต้องทำมาหากินน่ะ” เพียรคลี่ยิ้มตอบ พอเก็บข้าวเก็บของเสร็จก็พูดลาทั้งสาม “เอ่อ…งั้นขอตัวกลับก่อนนะจ๊ะ!” จากนั้นเขาก็รีบพาลูกสมุนทั้งสองคนเดินจากไป เพราะอยู่ที่นี่นานเดี๋ยวโดนคดีเพิ่ม

ระหว่างเดินกลับโกโก้ที่เป็นเด็กช่างสงสัยถามว่า “พี่เพียรนั่นแฟนของพี่เหรอสวยจัง!”

“ตอนนี้ยัง…อนาคตไม่แน่!” เพียรตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้

ทางด้านของหมอเพลงขวัญเองพอเห็นอีกฝ่ายจากไปอย่างเร่งรีบ ก็ได้แต่เก็บงำอารมณ์ที่ขุ่นมัวของตนลง

เธอหันไปบอกกับเพื่อนสาวข้างกายว่า “พี่ปิ่นไปเดินเที่ยวที่อื่นกันเถอะ…”

“อื้อ ๆ” เธอถูกเพลงขวัญจูงมือไป

ส่วนท่านนายตำรวจใหญ่ก็ขมวดคิ้ว ดูเหมือนเขาจะได้พบคู่ปรับคนสำคัญเข้าเสียแล้ว “ดูท่าคงต้องแอบไปสืบประวัติไอ้หมอนี่สักหน่อย!” เขาแอบบ่นพึมพำในใจตน

โดยที่เพลงขวัญไม่รู้ตัว ครั้นเมื่อเจอหน้าเพียรจิตใจของเธอก็เปลี่ยนไปคล้ายกับได้พบที่พักพิง เหมือนมีที่พึ่งยามเมื่ออยู่ไกลบ้าน ซึ่งนั่นถือเป็นภาวะปกติของมนุษย์ ที่ได้พบเจอคนรู้จักหรือใกล้ชิดในสถานที่อันห่างไกล

คล้ายดั่งเช่นบุญกองที่พอเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ขอแค่เพียงได้เห็นหน้าลูกพี่ตนก็จะรู้สึกได้ถึงความมั่นคงปลอดภัย คนที่อยู่ใกล้เพียรมักจะรู้สึกได้ถึง ‘ความหนักแน่นดั่งภูเขา’ สามารถพึ่งพิงได้ดั่ง ‘ต้นไม้ใหญ่’

……

ตกหัวค่ำก็มีพิธีเต้นรำรอบกองไฟซึ่งจัดโดยชนเผ่าอาข่า เพราะรอบนี้เป็นคราวของพวกเขาที่ต้องจัดงานต้อนรับ ซึ่งกลุ่มของเพียรเองก็ได้ถูกเชื้อเชิญให้เข้าร่วมเช่นกัน พวกเขาก็นับว่าเป็นแขกจำพวกนักท่องเที่ยว โดยผู้ใหญ่บ้านจัดให้ทั้งสามได้นั่งใกล้ตนและลูกชาย

ในการต้อนรับยามค่ำคืน ซึ่งเป็นประเพณีการเต้นรำแบบอาข่า ฟังจากผู้ใหญ่บ้านที่นั่งอยู่ด้านข้างถือไมโครโฟนแนะนำ ในภาษาอาข่าพวกเขาเรียกประเพณีว่า ‘บ่อฉ่องตูเออ’

ผู้คนในชนเผ่าต่างก็แต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า โดยที่หญิงสาวชาวอาข่าจะเริ่มร้องรำทำเพลง พร้อมทั้งกระทุ้งไม้ไผ่ให้เกิดจังหวะจนกลายเป็นทำนอง เพื่อให้สอดประสานไปกับเครื่องดนตรีอย่าง กลอง ฉิ่ง และฉาบ ถือเป็นพิธีที่สืบทอดกันมานาน

ในรอบแรกชาวบ้านจะแสดงให้ชมก่อน หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็กล่าวว่ารอบต่อไปขอเชิญชวนแขกที่เข้ามาพักในหมู่บ้านทุกท่าน ให้เข้าร่วมเต้นรำด้วยกันตามประเพณี แน่นอนว่าย่อมเกิดความเก้อเขินกันอยู่บ้าง

แต่ครั้นเมื่อผู้คนลุกเข้าไปเต้นรำมาก ๆ เข้า ก็เกิดความสนุกสนานเฮฮา กิจกรรมนี้ช่วยละลายพฤติกรรมของคนในโครงการไปโดยปริยาย แถมยังช่วยสร้างมิตรภาพที่ดีระหว่างคนในหมู่บ้านกับทางคณะแพทย์


จังหวะฮ่าต้องมีบุญกอง