LNCrawler

ต่างคนต่างมีแผน!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

ต่างคนต่างมีแผน!

ตอนที่ 309 ต่างคนต่างมีแผน!

 

ณ เขาเขียว บรรยากาศภายในลานชุมนุมใต้แสงจันทร์เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เหล่าผู้นำเผ่าต่าง ๆ นั่งล้อมวงกันบนแท่นศิลาโบราณ อากาศเย็นยะเยือกกว่าปกติ สายลมยามค่ำคืนพัดพาเสียงใบไม้เสียดสีกันราวกับเสียงกระซิบที่น่าหวาดหวั่น

ผู้อาวุโสจากเผ่าพยัคฆ์บดกรามแน่นจนเกิดเสียงกรอด “ข่าวจากลานม้าสนามเป็นเรื่องจริงรึ ไม่นึกว่าเด็กนั่นจะมีเขี้ยวเล็บถึงเพียงนี้” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและแฝงไปด้วยความกังวล

“ไม่ใช่แค่ฝีมือเท่านั้น แต่มันเต็มไปด้วยกลยุทธ์ ทั้งยังเลือดเย็นและคาดเดายาก การใช้อาวุธก็หลากหลาย ผสานเวทมนตร์เข้ากับพลังปราณ มันไม่ใช่รูปแบบการต่อสู้ที่เราคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย” ผู้นำเผ่ากระทิงเสริม แววตาของเขาสะท้อนความไม่สบายใจอย่างชัดเจน

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ผู้นำเผ่ากวางจะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงัน

“ที่น่าสงสัยที่สุดคือการจัดตารางรายงานตัว ทำไมทางกระทรวงถึงจัดให้เราไปเจอกับสำนักฉลามบูรพาและเด็กคนนั้นในวันเดียวกัน มันเหมือนจงใจให้เกิดการปะทะกัน แต่ทำไมถึงไม่เรียกตัว ‘ใบบุญ’ ไปด้วย ทั้งที่เขาคือตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดของเราในรุ่นนี้”

คำถามนั้นแขวนอยู่ในอากาศ ไม่มีใครให้คำตอบได้ มีเพียงความหวาดระแวงที่ก่อตัวหนาแน่นขึ้น

“หรือว่านี่จะเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากเบื้องบน” ผู้อาวุโสเผ่าพยัคฆ์กล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้ง

“พวกเขากำลังจะบอกเราว่า ต่อให้เป็นเขาเขียว ก็อย่าคิดแข็งข้อกับพวกเขางั้นรึ”

……

ภายในห้องทำงานที่หรูหราของครูใหญ่ แสงสว่างภายในห้องยังคงสว่างจ้าแม้ตอนนี้จะดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วก็ตาม กลิ่นชาชั้นดีและกระดาษเก่าลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

เจ้ากระทรวงสุดปฐพีหัวเราะชอบใจ มือยังไม่ลืมทุบโต๊ะจนทำให้ถ้วยชาของครูใหญ่เมธีสั่นสะเทือนอยู่ตลอด

“ข้าคาดการณ์ผิดไปมหันต์ ไม่นึกว่าไอ้เด็กนั่นจะมีฝีมือสูงถึงเพียงนี้ แผนของข้าคือการใช้ไอ้หนูเป็น ‘หินลับมีด’ เพื่อทดสอบอิทธิพลและท่าทีของเขาเขียวกับฉลามบูรพาเท่านั้น ข้าจงใจไม่เรียกตัวเจ้าหนูใบบุญมาด้วยซ้ำเพื่อเปิดทางให้สู้กัน…”

“แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันช่างผิดคาด…ผิดคาดจริง ๆ ฮ่า ๆ” สุดปฐพีเริ่มหัวเราะชอบใจราวกับนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเขามองจากมุมผู้ปกครอง

การที่เขาไม่เอาใบบุญมาผสมโรงในวันนี้เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นลูกชายของพี่เลี้ยงของเพียร ถ้าหากนำมามันอาจจะสู้หน้ากันไม่ติด แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าหินลับมีดมันคมเกินไปจนดาบของพวกนั้นบิ่นไปหมด จนทำให้เขาหัวเราะแผนการที่ล้มเหลวของตัวเอง

ครูใหญ่เมธีจิบชาอย่างสงบ ก่อนจะเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงที่สุขุมกว่า “ปากของไอ้หนูนี่มันก็ช่างร้ายเสียจริง พูดเพียงแค่ไม่กี่คำก็ชักจูงจมูกเด็กน้อยในรุ่นเดียวกันให้คล้อยตามได้แล้ว เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างสติปัญญา…”

“คำกล่าวปิดงานของไอ้หนูนั่น แสดงว่ามันเคยอ่านงานเขียนพวกนั้นจริง ๆ หรือไม่ ถ้าหากใช่ก็นับว่าร้ายไม่เบา เพราะอีกไม่นานพวกเด็กน้อยทั้งหลายก็คงไปเปิดข้อมูลค้นหาว่ามันกล่าวจริงหรือเท็จ และถ้าจริงนี่จะยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำ” ชายชราถอนหายใจ

ท่านครูใหญ่วางถ้วยชาลงช้า ๆ “ความเสียหายที่แท้จริงนั้นมิได้เกิดขึ้นในสนามประลอง แต่มันเกิดจากวาทกรรมที่สร้างขึ้น เช่น ‘โรงเรียนดัดสันดาน’ หรือไม่ก็เป็น ‘เด็กต้องสาป’ ตอนนี้มันแพร่กระจายไปแล้ว พรุ่งนี้เช้ากลุ่มถัดไปอาจจะผลิตซ้ำก็เป็นได้…”

“ประโยคนี้สามารถทำลายขวัญกำลังใจของเหล่าผู้สูงศักดิ์รุ่นใหม่ได้จนป่นปี้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด”

รองเจ้ากระทรวงธงทองที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเคร่งขรึม “ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือหรือวาทกรรมแล้วขอรับครูใหญ่ แต่คือ ‘ของบำเหน็จศึก’ ที่เจ้าหนูมันยึดไปหน้าตาเฉย ‘ตรีศูลเขี้ยวสมุทร’ อาวุธวิญญาณคู่กำเนิดของเจ้าสมุทร มันไม่ควรจะถูกใครแย่งชิงไปได้ง่าย ๆ แบบนี้”

คำพูดของธงทองทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลง เจ้ากระทรวงขมวดคิ้วมุ่น “นั่นสิ อาวุธวิญญาณคู่กำเนิดนั้นผูกติดกับวิญญาณเจ้าของโดยตรง ต่อให้เจ้าของหมดสติมันควรจะสลายกลับคืนสู่ตาน้ำ ไม่ใช่ถูกคนอื่นเก็บไปได้ง่าย ๆ แบบนี้”

“เว้นเสียแต่ว่า…” ครูใหญ่เมธีกล่าวเสริม แววตาฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง “อีกฝ่ายจะมีวิธีการเก็บชนิดพิเศษ หรือมีอาวุธพิเศษที่ใช้ในการข่มกำราบอาวุธวิญญาณชิ้นนี้”

“นกยูงกับนกดำ” สุดปฐพีพึมพำชื่อของผู้พิทักษ์ในตำนานของตระกูลรัตนะยูงออกมา “เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกนั้นจะสอนวิชาพิสดารอะไรบางอย่างให้ไอ้เด็กนี่”

“มีความเป็นไปได้สูง” ครูใหญ่เมธีเห็นด้วย “การปรากฏตัวของเด็กคนนี้ไม่ใช่แค่การทดสอบอิทธิพลของกลุ่มอื่นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการเปิดตัวผู้เล่นหน้าใหม่ที่คาดเดาไม่ได้โดยสิ้นเชิง แผนหินลับมีดของท่านไม่ได้แค่ทำให้ดาบบิ่น แต่ดูเหมือนจะไปปลุกมังกรที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาแทน”

……

รุ่งอรุณของวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบผิดปกติในบ้านตระกูลรัตนะยูง เพียรนั่งกินนมปั่นอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเดิม กลิ่นของสายลมที่พัดผ่านต้นไม้ที่ปลูกประดับไว้รอบเรือนลอยอ้อยอิ่งปะปนกับกลิ่นไม้เก่าและกลิ่นอายจาง ๆ จากแม่น้ำเจ้าพระยา

สายตาของเขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดยามเช้าทอประกายสีทองอ่อน ๆ อาบไล้ไปทั่วชานเรือน ภายในสมองของเขาครุ่นคิดอะไรไปเรื่อย โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้รับมาเมื่อวานเป็น ภาพของ ‘สมอวิญญาณ’ ที่ส่องแสงสีขาวนวลยังคงติดตา

“มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน!”

และตอนนี้เขากำลังวางแผนที่จะใช้มันเพื่อพลิกทั้งกระดาน แต่จู่ ๆ เสียงตึงตังที่ดังมาจากใต้ถุนบ้านก็ดึงสติของเขากลับมา เขาลุกขึ้นเดินไปดูอย่างเงียบเชียบ ภาพที่เห็นทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ

ยักษ์เทพทวารบาลทั้งสี่ตนในร่างมนุษย์กำลังยืนล้อมวงสอนน้อง ๆ ทั้งสามของเขาอยู่ ที่ใจกลางวงนั้นมีตรีศูลเขี้ยวสมุทรซึ่งวางสงบนิ่งอยู่บนแท่นเหล็ก มันไม่ได้แผ่ไอสังหารน่าเกรงขามเหมือนในสนามรบ แต่กลับดูเหมือนวัตถุชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกผ่าพิสูจน์

“โลหะของตรีศูลเล่มนี้ไม่ใช่เหล็กธรรมดา” ยักษ์เขียวอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวาน “แต่มันคือ ‘เหล็กนิลกาฬ’ ที่เกิดจากการหลอมรวมแร่ธาตุจากก้นบึ้งมหาสมุทร มันสามารถดูดกลืนพลังเวทเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน”

ยักษ์แดงเสริมขึ้นพลางกอดอก “ที่สำคัญคืออาวุธชิ้นนี้มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเหมือนของชิ้นอื่น แต่มันเกิดมาพร้อมกับผู้สูงศักดิ์ ถ้าคิดที่จะเลียนแบบมันขึ้นมาล่ะก็ แค่เหล็กนิลกาฬอย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องใช้ ‘แก่นวิญญาณธาตุน้ำบริสุทธิ์’ เป็นหัวใจในการหล่อหลอมด้วย”

“มันพิเศษตรงไหนจ๊ะปู่ทวด” หนึ่งนทีทวนคำอย่างสนใจ

ยักษ์ม่วงเป็นฝ่ายอธิบาย “อาวุธวิญญาณที่เกิดมาพร้อมกับเด็กเทพมันย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แต่เดิมมันคือปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ จึงทำให้เจ้าตัวนั้นไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายหาวัตถุดิบมาหลอมสร้างเลย…”

“สำหรับผู้ที่ไม่มีอาวุธวิญญาณนั้นจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างเป็นอย่างมาก ยามเมื่อได้ต่อสู้กัน และกว่าที่อาวุธล้ำค่าหรืออาวุธเวทจะกลายมาเป็นอาวุธวิญญาณได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องใช้เวลาในการหล่อหลอมตามหาวัตถุดิบจำนวนมาก…”

“ราคาแพงหูฉีกเลยแหละ ตัวอย่างเช่นตรีศูลเล่มนี้ ในบรรดาอาวุธวิญญาณมันก็ถือเป็นหนึ่งในอาวุธที่สามารถพัฒนาต่อได้จนถึงขีดสุด พลังของมันสอดคล้องกับผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แตกต่างจากอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาทีหลัง”

สองนภาขมวดคิ้วกอดอก “แล้วแบบนี้จะเลียนแบบมันได้อย่างไงล่ะจ๊ะปู่ทวด ในเมื่อมันพิเศษขนาดนั้น”

“นั่นแหละคือประเด็น” ยักษ์ชมพูพยักหน้ารับ “เราสร้างของที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ ไม่ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้หลักการทำงานพื้นฐานของมันได้ และการที่พวกข้ากำลังสอนพวกเอ็งอยู่นี่ก็คือการสอนให้รู้จักโครงสร้างและกลไกของมัน เพื่อที่จะนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้สร้างอาวุธในแบบของพวกเอ็งเองในอนาคต”

“เข้าใจแล้วจ้ะปู่ทวด นี่มันก็เหมือนการถอดแบบเครื่องยนต์ใช่ไหมจ๊ะ ถึงแม้นว่าจะสร้างเครื่องยนต์ยี่ห้อเดียวกันไม่ได้ แต่ก็เรียนรู้ได้ว่าลูกสูบกับเพลาข้อเหวี่ยงมันทำงานอย่างไร” หนึ่งนทีเปรียบเทียบ

“เออ…เข้าใจถูกแล้วไอ้หนู” ยักษ์เขียวกล่าวสรุป “ดังนั้นจงตั้งใจดูโครงสร้างของมันให้ดี นี่เป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่าย ๆ หรอกนะ”

เพียรยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในบ้าน ในจังหวะนั้นเองโทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้นมา หน้าจอแสดงชื่อที่เขาคุ้นเคยดี ‘ปู่ดินสอ’

เขากดรับสาย แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยทักทาย น้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวมากมายก็ดังขึ้นจากปลายสาย

“ดูเหมือนว่าพวกเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะเลยเจ้าหนู ไปอาละวาดมาเสียยกใหญ่เลยนี่นา โดยเฉพาะเรื่องของบำเหน็จศึกที่เอ็งได้มา ทางสำนักฉลามบูรพาเพิ่งจะติดต่อข้ามาเมื่อเช้านี้”

……

ใต้ถุนบ้านที่เคยเป็นที่ทำงาน บัดนี้กลับกลายเป็นห้องประชุมลับเฉพาะกิจไปโดยปริยาย

เพียรกับดินสอนั่งหันหน้าคุยกัน โดยมียักษ์เทพทั้งสี่คนในร่างมนุษย์นั่งล้อมวงอยู่ใกล้ ๆ อย่างเงียบงันแต่ทว่ากลับแผ่แรงกดดันไปทั่วบริเวณ เงาของพวกเขาทอดยาวบนพื้นดินที่เย็นชื้น สร้างบรรยากาศที่ทั้งคุ้นเคยและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

ดินสอได้เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงการติดต่อมาจากเจ้าสำนักฉลามบูรพา หรือก็คือฟ้าคราม คู่อริของเขาสู้รบกันมานานปี น้ำเสียงของปู่ถึงแม้จะสุขุมแต่ทว่าเพียรรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่

“สุดท้ายของเหล่านี้ก็ต้องคืน แต่ประเด็นคือเราจะคืนมันอย่างไรต่างหาก เรื่องตรีศูลนั่นสำคัญกับพวกมันมาก”

เพียรตอบรับอย่างไม่ยี่หระ “ดีเลยจ้ะปู่ แต่ว่าก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น ผมมีข้อมูลบางอย่างที่น่าจะสำคัญกว่า…”


20 ตอนหลังจากนี้ ผู้เขียนจะสลับมุมมองของตัวละครด้วย และแน่นอนว่าฉากสงครามบนโต๊ะเจรจา กลเกมการเมือง น่าจะได้เห็น(หรือเปล่า?)