LNCrawler

ควันธูปกับผีทั้งสองแบบ!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

ควันธูปกับผีทั้งสองแบบ!

ตอนที่ 33 ควันธูปกับผีทั้งสองแบบ!

 

“เฮอะ ๆ นี่ดูท่าแล้ว แต่ละเผ่าคงอยากจะเพิ่มจำนวนคนให้กับเผ่าตน จนแทบจะแย่แล้วสินะ” เสียงพูดกลั้วหัวเราะดังขึ้น

“หมายถึงอย่างไรหรือพี่ทอง” โก้ถามขึ้น

ทองทับจึงตอบไปว่า “ไอ้โก้เอ๋ย! เอ็งนี่อยู่ที่นี่อย่างเสียเปล่าจริง ๆ นะ” เขาเอ่ยปากตำหนิอีกฝ่ายไปเล็กน้อย “เอ็งคิดดูดี ๆ สิ ประเพณีพื้นฐานของคนที่นี่ซึ่งมีร่วมกันนั้นคืออะไร…”

เขาเงียบอยู่นานรอเจ้าโก้มันตอบกลับ หากเด็กหนุ่มได้แต่เกาหัวแก้เขิน

จึงพูดอธิบายลูกน้องคนใหม่ไปว่า “ประเพณีที่มีร่วมกันของที่นี่ก็คือ เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องย้ายเผ่าและไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงถูกต้องไหม?”

โก้พยักหน้ารับ ดวงตาใสกระจ่างจ้องมองไปยังลูกพี่ตนเพื่อรอคำบอกกล่าวต่อไป

ทองทับเลิกคิ้วข้างหนึ่งก่อนถามขึ้นว่า “เอ็งรู้หรือเปล่าว่าที่นี่เขาบูชาผีบรรพบุรุษกัน?”

เขาพยักหน้ารับอีก และพูดขึ้นว่า “อ๋ออันนี้ฉันรู้จ้ะพี่…ฉันไปเข้าร่วมพิธีด้วยบ่อย ๆ อย่างเมื่อเดือนก่อนก็ไปงานแต่งของเพื่อนมา ก็มีพิธีกราบไหว้ผีบรรพบุรุษด้วย”

บุญกองถามขึ้น “เอ็งไม่กลัวเหรอวะ?”

“เอ่อ…อันที่จริงฉันก็ไม่เข้าใจมากนัก แต่อยู่มาตั้งแต่เด็กเห็นมาบ่อยก็เลยเกิดความคุ้นชินมั้งจ้ะพี่” โกโก้ตอบคำถามตามความเป็นจริง

ทองทับพยักหน้ารับ ก่อนเหลือบมองไปที่ไอ้เด็กขี้กลัวอย่างบุญกอง “ดังนั้นแต่ละเผ่าจึงพยายามแข่งกัน เพื่อที่จะแย่งคนเข้าเผ่าของตนให้มากที่สุด เหตุผลหลักนั่นก็เพื่อที่จะเพิ่มควันธูปให้กับผีบรรพบุรุษ เหตุผลรองก็เพื่อเพิ่มจำนวนของคนในเผ่า”

“ควันธูปมันเป็นอย่างไรหรือจ๊ะลูกพี่?” ชายหนุ่มทำหน้าตาว้าววอน

“เฮ้อ…จะเล่าให้ฟังทีเดียวนะ เอ็งก็ฟังด้วยไอ้บุญกองตั้งใจฟัง” ทองทับทำท่าเอือมละอาหากแต่ว่าแท้ที่จริงภายในใจแล้ว เขากับรู้สึกเรืองโรจน์ เพราะจะได้อวดภูมิกับเขาสักที อันที่จริงเขาก็รู้เยอะมาก แต่เมื่อเอาตัวเองไปเทียบรัศมีกับไอ้เจ้าเพียรมันก็เลยดูหมองขึ้นทันตา

“มนุษย์ปกติแล้วต้องกินข้าวใช่มั้ย พวกผีบรรพบุรุษเองก็เป็นเหมือนกัน มันก็กินควันธูปเป็นอาหาร ซึ่งบางตัวก็กินเพื่อดำรงอยู่ บางตัวก็กินเพื่อเพิ่มอิทธิฤทธิ์ให้กับตน ควันธูปที่ว่ามานั้นมันก็เกิดขึ้นโดย ‘คน’ ที่อยู่ในชนเผ่าที่ได้ ‘จุดธูป’ กราบไหว้บูชา”

เขาพยายามเรียบเรียงคำพูดอธิบายให้ไอ้เด็กน้อยสองคนนี้ฟัง

“ควันธูปนั้นเกิดมาจากความรู้สึกทั้ง ‘ด้านที่ดีและด้านที่ร้าย’ ของมนุษย์ มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าความปรารถนาของคนเรานั้นไร้ที่สิ้นสุด ยกตัวอย่างเช่นเวลาเอ็งกราบไหว้ศาลเจ้า หรือกระทั่งกราบไหว้พระ ส่วนใหญ่ก็เพื่อที่จะขอพรให้มันสมหวังดั่งใจปรารถนาใช่ไหมล่ะ?”

สองหนุ่มพยักหน้ารัว ๆ ราวกับไก่จิกข้าวเปลือก

“ดังนั้นอารมณ์ความรู้สึกทั้งดีและร้ายที่ว่ามานั้น ก็จะลอยไปหา ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ ที่พวกเอ็งกราบไหว้ขอพร สื่อสารไปผ่านควันธูปที่ใช้เป็นสื่อกลาง พวกเอ็งจะเห็นได้ว่าแทบจะทุกพิธีกรรม ล้วนมีธูปเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นผู้คนจึงเรียกสิ่งนี้ว่า…ควันธูป”

โกโก้และบุญกอง ดูเหมือนว่าจะได้เปิดโลกใบใหม่ สิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน ก็ได้รับการเปิดเผยในคราวนี้

“เมื่อคนในเผ่ามีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นจึงเกิดสถานการณ์การแย่งคนขึ้นมา” พอทองทับพูดจบประโยคนี้…

โกโก้ก็ทุบมือพร้อมดวงตาเบิกโพลงคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ “ฉันก็ถึงว่าทำไมพวกผู้ใหญ่ของแต่ละชนเผ่าดูไม่ค่อยลงรอยกันนัก”

เพียรชี้ไปที่ด้านล่างพร้อมพูดขึ้นว่า “และการที่ดึงคนนอกเผ่าให้แต่งเข้ามา มันก็ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ดี ในการเพิ่มจำนวนประชากรให้กับชนเผ่า เพิ่มควันธูปให้กับผีบรรพบุรุษ สถานการณ์นี้คล้ายกับว่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว เป็นปัญหาที่ฝังรากลึก”

“แล้วควันธูปที่มีอยู่มันไม่พอรึจ๊ะพี่เพียร?” โกโก้ถามอย่างงุนงง ตัวเขาเข้าใจหลักการกินเท่าที่มี มีอะไรก็กินอย่างนั้น

“จำคำที่ลูกพี่เอ็งบอกไปก่อนหน้านี้ได้ไหม ‘ความปรารถนาของคนเรานั้นไร้ที่สิ้นสุด’ คำนี้สามารถใช้ได้กับผีเช่นกัน เพราะยังมีอารมณ์อยู่จึงไม่แตกต่างกัน แถม ‘ผีส่วนใหญ่’ ก็เคยเป็นคนมาก่อนไม่ใช่เหรอ” เพียรยิ้มบาง ๆ พูดด้วยน้ำเสียงเชิงสั่งสอนแนะนำ

“ผีจึงถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกก็คือคนตายที่กลายเป็นดวงวิญญาณ ซึ่งเรียกว่าผีส่วนใหญ่นั่นแหละ ส่วนประเภทที่สองเป็นผีที่กำเนิดแบบ ‘โอปปาติกะ’ คือเกิดมาได้ก็เป็นผีเลย โดยไม่ต้องเกิดในครรภ์ ไม่ต้องอยู่ในไข่ ไม่ต้องเกิดในเถ้าไคล…”

สองหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ

“ในศาสนาพุทธของเรา เรียกว่า ‘โยนิ’ หรือแปลว่าการกำเนิด 4 อย่าง” เพียรค่อย ๆ พูดอย่างเนิบนาบ ให้ทั้งสองได้ย่อยข้อมูลก่อน

“ผีชนิดแรกมักพบเห็นได้ทั่วไปตามเรื่องเล่า คือวิญญาณที่หลุดพ้นจากร่างกาย แต่ยังไม่ยอมไปเข้าสู่สังสารวัฏ อาจจะเพราะด้วยเหตุปัจจัยอะไรบางอย่าง ถึงได้วนเวียนอยู่บนโลกของคนเป็น” เพียรพูดอธิบายต่อทันที

“พวกผีหรือวิญญาณนั้น ในศาสนาพุทธได้อธิบายไว้อย่างละเอียดและก็ลึกซึ้งอย่างถึงที่สุด โดยที่พวกมันนั้นดำรงอยู่ได้ด้วย ‘ที่ตั้งวิญญาณสี่’ อันประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร…”

ทั้งสามคน “…”

“วิญญาณนั้นก็เปรียบเสมือนเมล็ดพืช ที่ต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจากดินและน้ำ พุทธะของเรานั้นกล่าวไว้ว่า กรรมนั้นคือผืนนา วิญญาณนั้นเป็นเมล็ด ส่วนตัณหาคือน้ำหรือยางในพืช…” ขณะที่เพียรกำลังจะอธิบายต่อไปนั้นก็ได้ยินเสียงแทรกขึ้น

“พอ ๆ เถอะจ้ะพี่เอาเป็นว่ามันคือผีก็พอ” พอฟังเรื่องนี้แล้วบุญกองรู้สึกหัวโตขึ้นมาทันที

“ใจเย็น ๆ ไอ้บุญกอง ถ้าอย่างนั้นเราก็มาพูดถึง ‘ผีประเภทที่สอง’ กันดีกว่า…” เพียรหันไปมองสองสามคน รอบข้างที่ตาใสแป๋ว

เขาไอแห้ง ๆ ทีหนึ่งก่อนจะพูดต่อไปว่า “พวกเอ็งรู้จัก ‘ขวัญ’ ใช่ไหม?”

โกโก้พูดขึ้น “พี่ขวัญ อุษามณี?” เขาพยายามจะทำลายบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนนี้

ทั้งสามคน “…”

เด็กหนุ่มจึงเกาหัวแกรก ๆ ก่อนจะพยักพเยิดส่งสัญญาณให้พี่เพียรช่วยเล่าต่อ

“ศาสนาผีในไทยหรือละแวกใกล้เคียงนั้น ให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘ขวัญ’ เชื่อเรื่องขวัญ แต่ไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ เพราะศาสนาผีไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวียนว่าย ไม่มีโลกหน้า ไม่มีเทวดานางฟ้า ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีเผาศพ…มีแต่โลกผีหรือเมืองผี!”