LNCrawler

จับผีบรรพชนมาสอน

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

จับผีบรรพชนมาสอน

ตอนที่ 36 จับผีบรรพชนมาสอน

 

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ตัวเขาเองก็ไม่เคยสัมผัสถึง ‘ขวัญวิญญาณ’ นั่นได้มาก่อน เพลงขวัญมีวิญญาณของนกหัสดีลิงค์อยู่ได้ยังไง?

“หรือเป็นแผนการของไอ้เจ้าเพียร…หรือมันเองก็สัมผัสไม่ได้หรือเปล่า?” เครื่องหมายคำถามได้ปรากฏอยู่บนศีรษะของทองทับ ทำเอาเจ้าตัวเลิกคิ้วไปมา เขามองดูแล้วงุนงงเป็นอย่างมาก

เพราะดูจากท่าทางแล้วเรื่องนี้คงจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อีกต่อไป…

“หรือว่าจำเป็นที่จะต้องนับถือศาสนาผี ถึงจะสามารถสัมผัสกับนกหัสดีลิงค์ได้?” ขณะที่พูดมือของชายหนุ่มก็จับตรึงศีรษะของคนเฝ้ายามคนนั้นไว้แน่น

ทองทับเริ่มแสดงมาดของจอมขมังเวทออกมา ผ่านคนยืนยามที่น้ำลายกำลังจะฟูมปาก และตาเหลือกอยู่ ใกล้จะหมดสติอยู่รอมร่อ เพราะว่าวิญญาณได้รับผลกระทบ เขาได้ใช้ฝ่ามือตบไปที่หน้าผากของอีกฝ่ายกระแทกเข้าไปถึงวิญญาณ

ทำให้คนยืนเฝ้ายามกลับไปเป็นเหมือนปกติ เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

ส่วนสายตาก็เหลือบไปมองบริเวณรอบด้าน ด้วยเพราะความสงสัยใคร่รู้จึงกระทืบลงบนพื้นดินสร้างม่านพลังอาคมครอบเอาไว้ทั่วทั้งศาลเจ้า หลังจากนั้นเขาก็ได้ใช้ฝ่ามือเริ่มจ้วงเข้าไปในรูปปั้นของผีบรรพบุรุษ ดึงกระชากวิญญาณออกมา

‘ผีวิญญาณ’ ที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ครั้นเมื่อถูกปลุกขึ้นด้วย วิธีการดึงเอาวิญญาณกระชากออกมาอย่างแรง สภาพของเขาอยู่ในท่าถูกจิกหัว และถูกจับยกขึ้นมา ทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำ จ้องเขม็งมายังทองทับอย่างโกรธแค้น

“มึงเป็นใคร!?” น้ำเสียงที่แหบแห้งดังขึ้น

“มึงเป็นใครเหรอ!” ทองทับไม่สบอารมณ์กับคำพูดของอีกฝ่าย จึงได้เริ่มเหวี่ยงวิญญาณไปกระแทกกับผนังจนม่านพลังเวทสั่นไหว พร้อมกันนั้นเรือนกายไหววูบ และตามไปเหยียบเข้าที่ยอดอก ก่อนพูดขึ้น “เรียกข้าว่า…พี่ทองทับ!”

เขาไม่ชอบคนเรียกตนด้วยความไม่สุภาพ โดยเฉพาะพวกที่อ่อนแอกว่าตน 

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมทำตามที่ตนบอก ตัวเขาจึงได้ออกแรงเหยียบจนอีกฝ่ายแทบจะจมลงบนพื้นดิน เสียงร้องโหยหวนพลันปรากฏขึ้น มันได้ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เพราะเป็นเสียงที่ผสานด้วยพลังมนตรา หากแต่กลับถูกม่านพลังปิดกั้นเอาไว้

“พูด!” ทองทับตะคอก

ผีบรรพบุรุษดวงตาสั่นไหว ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้รับความอับอาย และเจ็บปวดเท่านี้มาก่อน เมื่อศักดิ์ศรีที่ถูกผู้คนในเผ่ายกย่องเคารพบูชาถูกทำลายลง ซึ่งการที่ตนถูกหมิ่นเกียรติเช่นนี้ นั่นจึงพร้อมจะทำให้เขาแลกชีวิตกับอีกฝ่ายโดยไม่คิดจะสนทนา

ทองทับแสยะยิ้มพูดขึ้น “ไม่ยอมหรือ?”

ผีบรรพบุรุษที่เคยเอาแต่ไปเข้าหลอกหลอน หรือไปเหยียบยอดอกของคนอื่น แต่มาในวันนี้แลดูคล้ายกับโดนกรรมตามสนองตน ถูกทรมาทรกรรมจากปลายเท้าของ ‘ยอดคนผู้หนึ่ง’ ที่โผล่หัวมาจากไหนก็ไม่รู้…

เมื่อเห็นผีดื้อด้านเช่นนี้ ทองทับก็ชอบใจเป็นอย่างมาก เขาคล้ายกับคนที่คันมือคันตีนมานานแล้ว จึงยกเท้าออกแต่โดยดี “ในเมื่อไม่ยินยอม เอ็งมีดีอะไรก็แสดงออกมาเถอะ…ไอ้ผีเฒ่า!” เขาพูดกลั้วหัวเราะ

ชายหนุ่มเริ่มเอียงคอไปมาให้เสียงดังกึกกัก พลางใช้สองมือไพล่หลังเอาไว้ และก็ได้คลี่ยิ้มเจิดจ้าให้กับอีกฝ่าย เป็นทำนองว่าเชิญเอ็งลงมือได้เต็มที่…

ผีบรรพบุรุษเมื่อลุกขึ้นก็เริ่มรวบรวมพลังทันที ก่อนที่จะบุกตะลุยไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งของเขาปรากฏแท่งเหล็กแหลมคมชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสีแดงดุจเลือด มองแล้วดูคล้ายกับเหล็กหมาด มันถูกล้อมวนไปด้วยพลังของวิญญาณอาฆาตมากมาย

ผีบรรพชนตนนั้นได้รวบรวมพลังตนอย่างสุดแรงกล้า ดันเอาแท่งเหล็กเข้าไปที่หน้าอกของไอ้หนุ่มหน้าอ่อน ที่บอกให้ตนเรียกมันว่า ‘พี่ทองทับ’

แต่ยามเมื่อเหล็กหมาดปะทะเข้ากับหน้าอกของอีกฝ่าย แลดูคล้ายกับการพุ่งเข้าชนของโลหะหนัก จนเกิดเป็นสะเก็ดไฟเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไป

ทองทับไม่ได้แสดงพลังเวทอภินิหารแต่อย่างใด เขาใช้เพียงแค่เรือนกายอันสมบูรณ์แบบของตนรองรับพลังของวิชา หรือวัตถุแห่งชะตาชีวิตอันนี้แทน เขาเลิกคิ้วมองที่บริเวณเสื้อซึ่งเป็นรูเล็กน้อยของตน ก่อนจะแสยะยิ้มหัวเราะอย่างสะใจ

“นี่สุดแรงเกิดเอ็งแล้วงั้นหรือผีเฒ่า?” ทองทับดูคล้ายจะมีความหลังกับคำว่า ‘ผีเฒ่า’ อยู่ไม่น้อย เขามองดูอีกฝ่ายอย่างหน่ายใจ ก่อนจะพูดให้อีกฝ่ายแสดงฝีมือขึ้นมาอีกครั้ง “มีแรงแค่นี้หรือ? ข้าวปลาไม่ได้กินบ้างหรือไงฮะ?”

ผีบรรพชนเผ่าลีซู ทำท่าทางตกตะลึง เขาใช้พลังไปเต็มแรงแล้วจริง ๆ แต่ว่าอีกฝ่ายกลับไม่สั่นสะเทือนแม้แต่น้อย เขาจึงเริ่มพึมพำในใจ “ร่างกายมันทำขึ้นจากเหล็กไหลหรืออย่างไร?”

“มาเร็วเข้า!” เสียงแผดร้องดังสะท้านเข้าไปถึงวิญญาณผีบรรพชน

ผีเฒ่าบรรพชนเมื่อเห็นสถานการณ์ดังกล่าว เขาก็รู้ตัวได้ทันทีเลยว่าตนย่อมไม่ใช่คู่มือของฝ่ายตรงข้าม ต่อให้ตนเองจะมีพลังมากกว่านี้อีกสิบเท่าก็สูญเปล่า เพราะคนเบื้องหน้าผู้นี้ยากแท้หยั่งถึง

จึงได้เอ่ยปากขึ้นว่า “ท…ท่านบุรุษผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ ข้าน้อยผีบรรพชนเผ่าลีซูแห่งหมู่บ้านสิบวิถี ต้องขอขมาท่าน ณ ที่นี้ หากท่านประสงค์สิ่งใดได้โปรดบอกมาเถิด!” เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้มีแต่ต้องยอมจำนนเท่านั้น เขายังไม่อยากไปเกิดใหม่เร็วนัก

ทองทับเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ควันธูปเอ็งมันไม่กระจ้อยร่อยเกินไปหน่อยรึ แม้กระทั่งศาลเจ้าในกิ่งตำบลยังดูจะมีควันธูปมากกว่าเอ็งเสียอีก?” เขาเตรียมจะหาคู่ต่อสู้เสียหน่อย แต่เมื่อเห็นควันธูปบนหัวอีกฝ่าย ก็ใคร่เวทนา

เอาจริง ๆ แล้ว เพราะว่าตนไม่ได้ลงไม้ลงมือมานาน และกลัวฝีมือตนเองจะขึ้นสนิมเอา ดังนั้นจึงได้ใช้วิธีการรุนแรงดึงกระชากตาเฒ่าตรงหน้าออกมาเพื่อทดสอบฝีมือ แต่ว่านกกระจิบยังไม่ทันกินน้ำก็หมอบเสียก่อนแล้ว

ผีเฒ่าได้เอ่ยปากพูดว่า “ที่บ้านนอกคอกนาเช่นนี้ ควันธูปที่ข้ามีนั้นก็ไม่ธรรมดาแล้วท่าน อีกทั้งยังต้องไปแย่งกับคนอื่น ๆ อีก…” เขาถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวัง

“เอ็งชื่อว่าอะไรแนะนำตัวมาหน่อยสิ?” ทองทับเลิกคิ้วถาม ปกติแล้วมันควรจะแนะนำตัวก่อนไม่ใช่รึ ถึงค่อยมาแพล่มเรื่องความน่าน้อยเนื้อต่ำใจ ดูท่าตาผีเฒ่านี้จะลุกลี้ลุกลนไม่ใช่น้อย

ชายชราเมื่อได้รับคำเตือน กล่าวอย่างลุกลี้ลุกลน “ข้าน้อยชื่อว่า ‘อะมีมะ’ ในภาษาไทยมีชื่อเล่นว่า ‘มี’ เจ้าข้าใต้เท้า”

“เอ็งนี่มันสมกับอยู่มานานแฮะ พูดจาได้ระรื่นหูดีข้าชอบ…” ทองทับพูดกลั้วหัวเราะยามเมื่อถูกคนเรียกประจบเอาใจว่าใต้เท้า ซึ่งตัวเขาเหินห่างไปหลายปีกับคำคำนี้ หากจะย้อนกลับไปก็ตั้งแต่ก่อนร่างกายตนจะถูกทำลาย จนกระทั่งวิญญาณเริ่มระเหเร่ร่อน

ต้องรู้ว่าคำว่า ‘ใต้เท้า’ นี้นั้นใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงเก่า หรืออาจจะโบราณกว่านั้นมักใช้กับบรรดาศักดิ์ระดับพระยาขึ้นไป หากแต่จะใช้พูดกับคนที่มียศมีตำแหน่งน้อยกว่านี้ก็ได้ โดยมากมักใช้เป็นคำที่ยกยอหรือว่าประจบเอาใจ

ในวงการข้าราชการของหออาชาไนยนั้น ยังคงยึดถือเอาธรรมเนียมนี้ไว้อยู่บ้าง เพราะยังมีคนที่มีบรรดาศักดิ์ดำรงอยู่ แต่ส่วนมากแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้คนว่าจะสะดวกเรียกกันแบบไหน

“เอ้า ๆ งั้นเอ็งก็เล่ามาสิว่าเรื่องนกภูตทูต นกขวัญ นกหัสดีลิงค์ แล้วแต่ที่เอ็งจะรู้จักในชื่อแบบไหน พวกเอ็งค้นพบมันได้อย่างไร?” ทองทับหันไปจ้องสบตากับผีเฒ่าที่ยืนค้อมตัวอยู่

ผีเฒ่านามว่าอะมีมะก็เริ่มพูดขึ้น “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้เจ้าข้าใต้เท้า…”

ทองทับนั่งฟังอีกฝ่ายพูดเป็นต่อยหอย เขาเล่าออกมาจนหมดสิ้น สรุปแล้วก็คือเผ่าของผีเฒ่าเป็นคนที่พบเจอก่อนใครเพื่อน ผ่านพิธีบายศรีสู่ขวัญของหัวหน้าชนเผ่า ผู้ซึ่งเคยเป็นร่างทรงมาก่อน 

ยามเมื่อดวงตาต้องประสานกับเพลงขวัญ เธอเองก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอยู่ภายในใจ นั่นเป็นเพราะเธอได้ยินเสียงกรีดร้องของนกตัวหนึ่ง เป็นเสียงที่ผสานระหว่างนกกับช้าง

ซึ่งเหตุการณ์นี้จึงทำให้หัวหน้าชนเผ่าผงะไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะใช้สายสิญจน์ลูบข้อมือ เพื่อทดลองติดต่อกับขวัญที่อยู่ภายในตัวของคุณหมอท่านนั้น และผลปรากฏว่ายิ่งลูบเสียงร้องยิ่งปรากฏชัด

“แล้วพวกเอ็งจะอยากได้นกหัสดีลิงค์ไปทำไมวะ?” ทองทับฟังเรื่องจบก็จับใจความมาถาม

อะมีมะเงยหน้ามองท่านผู้สูงส่งด้านหน้า ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ ก่อนจะพูดขึ้น “ท่าทางท่านจะยังรู้ไม่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องของพวกเรามากนัก…”

ทองทับได้ยินแล้วก็หางคิ้วกระตุก ตวาดดังลั่น “ข้าจะรู้หรือไม่รู้เอ็งมีหน้าที่เล่าก็เล่ามาเสียทีเถอะ หรือต้องให้ใช้กำลังถึงจะเล่าออกมาได้? หา!”

“จ…ใจเย็น ๆ ใต้เท้า ข้าน้อยแค่พยายามจะปูพื้นฐาน…”

อะมีมะยังไม่ทันพูดจบ ชายหนุ่มก็กดลงบนไหล่พร้อมพูดว่า “ข้าบอกให้เอ็งเล่าก็เล่า เอาใจความสำคัญมาอย่าให้ขาดตกบกพร่องเชียว!” เขาเคี้ยวฟันพูด

พลังเวทที่ส่งออกมามันสะท้านไปถึงดวงจิต ทำเอาเรือนร่างของชายชราแทบจะประคองเอาไว้ไม่อยู่ เมื่ออีกฝ่ายปล่อยมือตัวเขาก็ได้ตั้งใจเล่า เลือกเรื่องที่สำคัญออกมาเล่าอย่างรวดเร็ว “ก็คือว่าพวกนกภูตทูต สามารถนำทางหรือพาพวกเราบินไปยังเมืองผีได้น่ะขอรับ”

ทองทับขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เพราะไอ้พวกงานวิชาการอ่านหนังสือ เป็นงานถนัดของไอ้เพียรมัน ซึ่งไม่ใช่กับตัวเขาเองเลย…

ชายหนุ่มพูดในใจตน “ไม่ได้การ ข้าจะมาเสียฟอร์มเอาแบบนี้ไม่ได้ ข้ายอมตายเพราะรู้มาก ดีกว่าโง่ตายเพราะไม่รู้อะไรเลย!” ทองทับปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด 

และทุกวันนี้ที่ตนได้ลงเขาหายตัวไป ก็ไม่ใช่ว่าไปเที่ยวเล่นแต่อย่างใด หากแต่ไปติดต่อพวกครูสอนวิชาต่าง ๆ ให้มาอบรมสั่งสอนตนเป็นพิเศษ

ในทุก ๆ วิชาที่คนปกติหรือว่าเด็กน้อยต้องเรียน ตัวเขาก็เรียนทั้งหมด คนมีเงินจ้างผีให้โม่แป้งได้ นับประสาอะไรกับความรู้พื้นฐาน วันหนึ่งเขาเรียนกับครูสิบกว่าคน…

แน่นอนว่าย่อมมีคนแปลกใจกับพฤติกรรมของชายหนุ่มอายุสามสิบกว่า ๆ หากแต่พวกตนถูกว่าจ้างมาด้วยราคาแพงมีหรือจะปฏิเสธ และแต่ละคนที่เข้าไปสอนก็ต่างแปลกใจกับการเรียนรู้อันรวดเร็วของชายหนุ่มคนนี้ ที่เรียนรู้อะไรก็ทำได้อย่างรวดเร็ว 

ในเวลาสามวันที่ผ่านมา ก็ได้สูบเอาความรู้จากพวกเขาไปจนเกือบจะหมดสิ้น พวกสูตรคณิตพื้นฐานเจ้าตัวก็ผ่านมันมาได้อย่างสบาย ๆ หรือว่าพวกวิชาที่ใช้มันหัวหนัก ๆ ตัวเขาก็ผ่านมันมาได้

แต่ก็เล่นเปลืองแรงไม่ใช่น้อย ด้วยเพราะตนใช้วิชาพิเศษเข้าช่วย…

ดังนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องศาสนาผีแล้วตนเกิดไม่รู้ขึ้นมา ยามไอ้บุญกองมันถามขึ้นมาตนไม่ต้องขายหน้าหรอกรึ? เรื่องนี้ตนจะยอมไม่ได้!

ดูท่าทางไอ้ผีเฒ่าตนนี้ คงจะต้องมีหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวแก่ตนแล้ว

“ถ้างั้นเอ็งก็จงเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องผีสางของพวกเอ็ง และก็เรื่องพวกเมืองผีมาให้ข้าได้ฟังทั้งหมด!” ทองทับก็ได้เอานิ้วจิ้มเข้าไปที่หน้าผากของอีกฝ่าย พร้อมกับแต้มสัญลักษณ์ไว้บนร่างวิญญาณนั่น

“น…นี่คืออะไรหรือใต้เท้า” เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติผีเฒ่าคุกเข่ากรีดร้องออกมา…

“คำสาปไงข้ากลัวเอ็งเล่นไม่ซื่อ…เล่าผิด ๆ ถูก ๆ” ทองทับแสยะยิ้ม ก่อนจะพูดออกไปว่า “เล่ามาให้ข้าฟังให้หมด!”