ตลาดผีกับเมืองผี!
ตลาดผีกับเมืองผี!
ตอนที่ 38 ตลาดผีกับเมืองผี!
ทองทับหลังจากจัดการผีเฒ่าเสร็จเขาก็รีบลงจากเขาไปทันที เพราะต้องไปเรียนพิเศษ…
ตอนที่กลับมาถึงร้านของเพียร เจ้าตัวยังมีลูกค้าเข้าแถวรออยู่ดูเหมือนว่าจะมีเวลาให้พูดคุยปรึกษากันนานขึ้น
เขาก็ได้ส่งสัญญาณพยักพเยิดไปให้ลูกสมุนหมายเลขหนึ่ง เพื่อให้เจ้าตัวเดินเข้ามาหา “ไอ้บุญวันนี้ลูกพี่เอ็งเป็นยังไงบ้างวะ…”
“อ๋อ…หายหน้าไปทั้งวันเลยจ้ะ!”
หางคิ้วของทองทับกระตุกถี่ยิบ โดนไอ้เด็กสารเลวย้อนเข้าให้ “ข้าหมายถึงเจ้านายของเอ็ง เป็นยังไงบ้างทำไมยังไม่ปิดร้าน”
“ฉันก็เห็นพี่แกพูดคุยกับลูกค้าตามปกตินะจ้ะลูกพี่…” เขาหันไปมองเพียร ก่อนพูดต่อว่า “ไม่มีอะไรผิดปกติเลยจ้ะ!”
ทองทับกอดคอลูกสมุนพร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าจะบอกอะไรเอ็งให้เอาบุญนะ เจ้านายเอ็งน่ะมันไม่ปกติที่สุดในหมู่บ้านนี้แล้ว!”
“หมายถึงยังไงหรือครับลูกพี่…” บุญกองทำท่าทีจริงจัง
ทองทับสบโอกาสก็คุยโว้โอ้อวดไปทีหนึ่ง “ทุกวันนี้ที่เอ็งเห็นมันทำอยู่น่ะ ไอ้บ้านี่มันกำลังฝึกวิชา! อีกทั้งยังเป็นวิชาชั้นสูงมาก ๆ ถ้าเกิดเอ็งมีตาทิพย์จะสังเกตได้ว่า วิญญาณของคนที่ทำสัญญาไปแล้ว มันเริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ตัวข้าเองดูยังไม่เข้าใจเลย เอ็งว่าแปลกไหมล่ะ?”
บุญกองขมวดคิ้ว มองไปยังลูกพี่ตน “เปลี่ยนวิญญาณคนคนหนึ่งได้เลยหรือ แบบนี้ก็สุดยอดมากน่ะสิจ๊ะพี่?”
ทองทับป้องปากกระซิบที่ข้างหู “ก็เออสิวะ ข้าถึงบอกไงล่ะว่ามันผิดปกติ พี่เพียรของเอ็งมันต้องวางแผนอะไรอยู่แน่ ๆ ถึงได้ทำอะไรใหญ่โตขนาดนี้!”
“แต่ก่อนเพราะข้ามีแต่วิญญาณ จะคนก็ไม่ใช่เป็นผีก็ไม่เชิง จึงได้แต่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ พลังเวทที่ข้ามี ย่อมมีอยู่อย่างจำกัด แต่หลายวันมานี้ข้าได้กลับสู่โลกปกติจึงสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไอ้เพียรมันทำอยู่…” ทองทับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่สังเกตเห็นอะไรบ้าง?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ความใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องของพี่เพียร เป็นหนึ่งในสาเหตุที่เขามาติดตามจนกลายเป็นตกกระไดพลอยโจน
“เอ็งไม่คิดบ้างหรือไงว่าทุกวันนี้มันเปิดบริษัทเปิดร้านค้าไปเพื่ออะไร ดูสิรับค่าปรึกษาแค่ 9 บาท ทำสัญญาเก็บเงิน 100 บาท…”
“เอ่อ…ก็คนแถวนี้ไม่ค่อยมีตังค์จะให้เก็บเท่าไหร่ล่ะจ๊ะลูกพี่จ๋า!” บุญกองเอ่ยปากพูดตามความเป็นจริง
“ไอ้เด็กโง่ มันเลือกจะอยู่เฉย ๆ ก็ได้การค้าที่ขาดทุนมันไม่มีทางทำหรอก ใครเขาก็ไม่ทำกันด้วย…เปิดบริษัทไม่ได้เปิดมูลนิธิการกุศล แถมวิญญาณยังเปลี่ยนไปอีกแน่ะ…” ทองทับเขกหน้าผากลูกสมุน คล้ายต้องการเปิดสติปัญญา
บุญกองก็หันไปมองลุงข้างกาย ด้วยท่าทีสงสัย ขณะเดียวกันเขาก็กำลังครุ่นคิด
ทองทับจึงเอ่ยปากขึ้น “ถ้าเกิดเอ็งอยากรู้ เราก็คงต้องมาไล่เรียงเหตุการณ์กันหน่อย เอาง่าย ๆ นะ ช่วงนี้มันสอนวิชาอะไรให้เอ็ง ข้าจะได้เริ่มวิเคราะห์จากตรงนี้…”
ชายหนุ่มแสยะยิ้มถึงบางอ้อ “สุดท้ายลุงก็จะมาหลอกถามฉันเรื่องวิชาที่ฉันฝึกนี่เอง!”
“ไร้สาระวิชาดีข้ามีมากมายถมเทไป เลือกเอามาสักอันหนึ่งก็พอให้เอ็งต้องนั่งเรียนรู้ไปชั่วชีวิตแล้ว…” เขาไม่ยอมรับ จากนั้นก็พลางกอดอกเชิดจมูกขึ้น แลดูคล้ายกับดูถูกไอ้หนูนี่
หากแต่แท้ที่จริงภายในใจก่นด่า “ไอ้เด็กสาวเลวนี่ มันช่างหลอกยากหลอกเย็นเสียจริง แต่ในเมื่อมันสงสัยแล้วก็ถามมันไปตรง ๆ เลยดีกว่า!”
บุญกองลังเลเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นว่า “พี่เพียรแกบอกว่าถ้าเกิดลุงมาถามถึงเรื่องของบทสวดมนต์ หรือว่าวิชาที่ฉันฝึกอยู่ ให้พูดไปว่าถ้าอยากรู้มากนัก ก็ให้เอาของดีออกมาแลกเปลี่ยนจริงใจกันหน่อย!” ประโยคหลังเขาแสร้งเลียนเสียงของเพียร
ทองทับหางคิ้วกระตุกถี่ยิบ แถมยังกระตุกทั้งสองข้างด้วย จึงทำเอาใบหน้าดูพิลึกไม่ใช่น้อย “ดูสิขนาดเรื่องนี้ มันก็ยังวางแผนไว้ก่อน” เขาบ่นอุบภายในใจ
ก่อนจะจ้องไปที่ลูกสมุนหมายเลขหนึ่ง “ข้าเคยพูดว่าไง…บอกให้เรียกว่าพี่ เอ็งจำไม่ได้หรือไงฮะ!”
ชายหนุ่มนึกขึ้นมาได้ว่าตนหลุดปากเรียกไปจึงเอ่ยประจบประแจง “ถ้าลูกพี่อยากรู้ไม่สู้เอาของดีมาแลกเปลี่ยนกันดีไหมจ๊ะ?”
“ไม่แลกวิชากระจ้อยร่อยของเอ็งข้าไม่สนใจมันหรอก…” ทองทับเสียงแข็ง
“พี่เพียรบอกว่าลูกพี่จะต้องปฏิเสธแน่นอน แกก็เลยให้บอกไปอีกว่า ของดีนั่นเป็นของที่เอาไว้ให้ฉันป้องกันตัวจ้ะ…” บุญกองลูบมือไปมาคล้ายกับพวกเฒ่าแก่จอมเจ้าเล่ห์ พลางจ้องมองไปยังลูกพี่ตนด้วยสายตาเว้าวอน
“ไอ้เด็กสาวเลว!” ทองทับกัดฟันกรอด นี่มันขุดบ่อล่อปลาชัด ๆ ถ้าเกิดเขาไม่ให้ของดีกับไอ้บุญกองนั่นเท่ากับว่าเขาไม่ใช่พวกขี้งกหรอกหรือ แบบนี้จะเป็นการทำให้ไอ้หนูนี่ไม่เคารพตนเหมือนอย่างก่อน…
สมองของทองทับเริ่มประมวลผล และจินตนาการไปไกล จนสุดท้ายเขาอดไม่ได้จะต้องหยิบเอาของดีมาให้กับลูกสมุนหมายเลขหนึ่ง ผู้ติดตามตนมาอย่างยาวนาน…
“เอานี่ไปกิน ‘เห็ดหมอกม่วง’ มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ” ทองทับเริ่มพูดอธิบายสรรพคุณให้อย่างเสร็จสรรพ
“เมื่อกินไปแล้วอย่างแรกมันจะช่วยให้สติปัญญาแจ่มใส อย่างที่สองก็สามารถเพิ่มพลังเวทให้กับผู้ที่กินได้ และอย่างที่สามมีฤทธิ์สามารถทำให้เห็นวิญญาณได้ เป็นของดีที่เหมาะสมสำหรับเอ็ง”
บุญกองจ้องมองไปที่ ‘กล่องไม้’ ซึ่งปิดผนึกมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเขาเอามือเข้าไปสัมผัสกับกล่องไม้ กลับพบความเย็นกระแสหนึ่งมันพลันแล่นตรงเข้าสู่ปลายนิ้วของตนทันที ทำให้ตนต้องก้าวถอยหลัง ขณะเดียวกันดวงตาก็เบิกโพลง
“เป็นไงพอใจมั้ย? อยู่กับพี่ทองทับไม่มีอดอยากหรอกโว้ย!” พอมอบของออกไปเขาก็เริ่มคุยข่มทันที
ชายหนุ่มค่อย ๆ สัมผัสกล่องใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็กอดมันไว้อย่างกับลูกรัก ส่วนความเย็นนั่น…ช่างมันเถอะ คิดเสียว่ากอดถังน้ำแข็งมีค่าหลายล้านบาทก็แล้วกัน
“ไอ้หนู…ถึงคราวเอ็งบอกบทสวดมนต์ วิธีการฝึกที่ไอ้เพียรมันสอนมาให้ข้าฟังได้แล้ว…” เขายื่นมือไปดึงเอากล่องไม้กลับมา
พอบุญกองเห็นดังนั้นจึงรีบพูดเป็นต่อยหอย ช่วยบอกวิธีการฝึกบทสวดทั้งหมดให้ลูกพี่ตนฟัง แต่ครั้นเมื่อพูดเสร็จกับได้ยินเสียงทองทับดังขึ้นด้วยความกรุ่นโกรธ
ทองทับเคี้ยวฟันพูดขึ้น “แค่นี้เนี่ยนะ?”
“ใช่จ้ะลูกพี่…” บุญกองเอื้อมมือไปดึงกล่องไม้จากมือของลูกพี่ตนกลับมาอย่างรวดเร็ว
หนังตาของทองทับคล้ายกับเป็นตะคิวก็ไม่ปาน เขาไม่สงสัยไอ้เจ้าบุญกองว่ามันจะกล้าหลอกตน แต่สงสัยวิธีการทั้งหมดว่ามันทำได้ยังไง? “ของที่ข้าให้เอ็งไปรู้ไหม มันราคาเท่าไหร่?”
บุญกองยิ้มแต้เขารู้ว่ามีมูลค่าสูงมาก แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่
“ถ้าขนาดเล็ก ๆ มันก็ใช้เงินเป็นล้านแล้ว แต่ว่าขนาดที่ให้เอ็งไปมันใหญ่เป็นพิเศษ…”
ในเมื่อตนไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรกลับมาเลย เพราะบทสวดมนต์ก็เป็นเพียงแค่มนต์ทั่วไปที่เด็กประถมก็ท่องได้ ถ้าอย่างนั้นก็เสริมสร้างบารมีของตน ให้กับไอ้ลูกสมุนคนนี้แทนจะดีกว่า
สุดท้ายแล้วก็เป็นไอ้เพียรที่หลอกต้มเขาเสียเปื่อย ชายหนุ่มผู้มากความสามารถอย่างตนกลับต้องมาติดกับดักไอ้สารเลวน้อยนี่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทองทับตบบ่าบุญกอง “เอากล่องไม้นี่ไปอวดเจ้านายเอ็งหน่อย!”
แน่นอนว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงกล่องไม้นั่น เพียรก็ได้หันมาคลี่ยิ้มยิงฟันขาวจั๊วะให้ทองทับ พลางผงกศีรษะให้กับอีกฝ่ายเล็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไรแต่อย่างใด หากแต่หันไปสนทนากับลูกค้าต่อ
จนกระทั่งจัดเก็บร้านเสร็จสิ้นแล้ว ทองทับที่ยืนเล่นมือถืออยู่ก็เดินเข้ามาป่วนประสาทอีกฝ่าย “วันนี้ข้าไปเยี่ยมผีบรรพชนเผ่าลีซูมา…” เขาเปิดเผยเรื่องราวกลางวงสนทนาโดยที่มีบุญกองกับโกโก้ ลูกสมุนหมายเลขหนึ่งสองตามลำดับอ้าปากค้าง
“เป็นอย่างไงบ้างล่ะ?” เพียรเอ่ยปากถามขึ้น
“เพลงขวัญมีวิญญาณของนกหัสดีลิงค์…” ทองทับเอ่ยไปตามตรง ส่วนอีกสองคนกลับงุนงงเป็นไก่ตาแตก
พวกเขาทั้งสองมีคำถามมากมายอยู่ภายในใจ แต่รู้จังหวะเอาไว้ค่อยถามเรื่องนี้กับลูกพี่ก็ได้ตอนนี้ช่างมันก่อน ฟังพี่ ๆ เขาพูดก่อนจะดีกว่า บุญกองลอบส่งสัญญาณพยักพเยิด
“อ๋อ…เรื่องนั้นเอง” ชายหนุ่มที่สวมแว่นสายตาเพียงแค่คลี่ยิ้มรับคำ เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือแปลกใจแต่อย่างใด
ทองทับถามขึ้น “เป็นวิญญาณที่เอ็งใส่ไปงั้นรึ เพราะแต่ก่อนข้าไม่เห็นจะสัมผัสได้เลย!?”
“ก็ลุงเอาแต่หลับอยู่จะไปรู้เรื่องอะไรได้ล่ะครับ?” ชายหนุ่มพูดแซว
“นั่นก็ไม่แน่หรอกโว้ย ข้าไอ้ทองทับคนนี้ไปง้างปากผีเฒ่าเผ่าลีซูมา ได้ข้อมูลมาแน่นเลยล่ะ” พอพูดเสร็จเขาก็เท้าเอวหัวเราะร่า มองดูคล้ายคนเป็นบ้า
“ไปรู้ไปเห็นอะไรมาล่ะ? เกี่ยวกับพวกศาสนาผีอีกงั้นหรือ?” เพียรเองก็ได้เอ่ยปากถามไปอย่างไม่ยี่หระ
“หน๊อย…ไอ้เด็กสารเลววางมาดดีนัก ประเดี๋ยวพอรู้ว่าแม่ยอดดวงใจเอ็งจะโดนเล่นงาน อารมณ์ยังจะดีอยู่อีกไหม!” ทองทับดูคล้ายต้องการเอาชนะ ต้องการข่มไอ้เจ้าเพียรหน้าเงินผู้นี้
เขาแสยะยิ้มชั่วร้ายก่อนพูดว่า “พวกมันกำลังวางแผนเล่นงานเพลงขวัญ…”
เพียรเลิกหางคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ไหน…ลองว่ามาสิ?”
“นั่นก็ไม่มีอะไรมากหรอก มันก็เกี่ยวกับเรื่องของนกหัสดีลิงค์ เพราะนกตัวนี้มีชื่อเรียกว่านกภูตทูต…พวกผีบรรพชนมันต้องการให้วิญญาณนก เปิดมิติพวกมันพาไปยังเมืองผี!” ทองทับพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ คำไหนที่ควรเน้นก็เน้น
บุญกองทนต่อไปไม่ไหว เขาคล้ายกล้วยหอมจอมซน “พี่ทองจ๊ะ ไอ้เมืองผีที่ว่านี่มันเป็นยังไง เหมือนกับที่นี่มั้ย?” ขณะที่พูดสองมือของเขาก็อยู่ไม่สุข บีบนวดร่างกายกำยำของลูกพี่ตนไปพลาง ๆ
สมุนหมายเลขสองที่ตกตะลึงอยู่นานแล้วก็ทำตามแบบอย่าง ทองทับจึงนั่งเอียนกายบนเก้าอี้ให้ลูกสมุนได้นวดผ่อนคลาย
ส่วนปากก็บอกเล่าเรื่องราวไปว่า “เมืองผีกับที่นี่? เฮอะ…ห่างกันลิบลับที่นี่มันก็แค่ผีขาดควันธูป กระทั่งศาลเจ้ากิ่งตำบลยังจะดูเฮี้ยนเสียกว่าเลย แต่ประชากรมีเท่านี้ก็พอเข้าใจได้ หากจะให้เทียบกันแล้วก็คงคล้ายกับ ‘ตลาดผี’ ของทางกระทรวง”