LNCrawler

[เริ่มภาคที่ 7] ชุมนุมเทพ!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

[เริ่มภาคที่ 7] ชุมนุมเทพ!

สูเกเรหิ สมักเกหิ พะยักโฆ เอกายะเน หะโต

หมูทั้งหลายพร้อมเพรียงกัน ยังฆ่าเสือโคร่งได้ เพราะใจรวมเป็นอันเดียว

[ ภาคที่ 7 ]
“หอฝึกอาชาไนย”

ตอนที่ 381 ชุมนุมเทพ!

 

17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ค่ำคืนวันวิสาขบูชา ณ บ้านรัตนะยูง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องนวลใยอาบทั่วทั้งบริเวณ

แต่รัศมีของดวงจันทร์กลับมิอาจเทียบได้กับแสงทิพย์หลากสี ที่แผ่ปกคลุมเรือนไทยโบราณทั้งหลังจนสว่างไสวราวกับกลางวัน หากแต่เป็นกลางวันที่สรรพเสียงถูกดูดกลืนจนสิ้น…

สายลมที่พัดโชยมาจากคุ้งน้ำ หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีและกลิ่นธูปจาง ๆ จากวัดวาอารามโดยรอบมาปะทะร่าง สร้างความรู้สึกสงบแต่กลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดที่จับต้องได้

อากาศรอบบ้านแน่นขนัดราวกับถูกอัดด้วยพลังที่มองไม่เห็น ผิวหนังรู้สึกยิบ ๆ เหมือนมีไฟฟ้าสถิตไหลวนอยู่ทั่วร่าง เส้นขนลุกชันขึ้นพร้อมกันอย่างไร้เหตุผล ขณะที่เสียงฮัมความถี่ต่ำไม่ใช่สิ่งที่หูได้ยิน แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ก้องอยู่ในอกจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ราวกับร่างกายกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่กำลังจะอุบัติขึ้น

บนชานเรือนไทยทั้งแปดทิศ ปรากฏร่างของผู้พิทักษ์แห่งค่ำคืนนี้ ยักษ์เทพทวารบาลทั้งสี่แห่งวัดโพธิ์ยืนตระหง่านดุจขุนเขา รัศมีกายสีเขียวมรกต แดงชาด ม่วงเข้ม และชมพูสดแผ่ออกมาเป็นระลอก

รัศมีกายของพวกเขาผสานเข้ากับแสงสีทองอร่ามของพระเสื้อเมือง สีเงินของพระทรงเมือง ขาวบริสุทธิ์ของเจ้าเจตคุปต์ และสีดำทมิฬของพระกาฬไชยศรี ก่อเกิดเป็นม่านพลังงานหลากสีที่สั่นไหวอย่างน่าเกรงขาม

พระกาฬไชยศรี เทพแห่งความตายผู้คุ้นชินกับการเกิดดับ ยังต้องหรี่ตามองพลังงานที่กำลังก่อตัวด้วยความรู้สึกกึ่งประเมินกึ่งระแวดระวัง พวกท่านยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลัก ทว่าดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังใจกลางพิธีอย่างไม่คลาดสายตา

ใต้ซุ้มเรือนกลางอันเป็นจุดศูนย์กลางของพิธีกรรม ปรากฏวงแหวนเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่เพียรเป็นผู้วาดขึ้นเอง ทุก ๆ เส้นสายที่ลากจรดกันนั้นดูซับซ้อนราวกับแผงวงจรไฟฟ้า จนต้องมีอักษรไทยเขียนกำกับเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ

มันเรืองแสงสีแดงอมทองอย่างต่อเนื่อง แผ่ไออุ่นจาง ๆ ออกมาจนอากาศเหนือลายวงจรบิดเบี้ยวระริกไหว และส่งกลิ่นหอมกำจายของยางไม้ศักดิ์สิทธิ์ผสมกับกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่อยู่ในหมึกชาด

ตามบริเวณจุดตัด หรือ ‘ช่องทางเชื่อม’ ระหว่างเส้นค่ายกล มีเทียนขี้ผึ้งแท้ลงอาคมปักอยู่ เปลวไฟสีขาวนวลลุกโชนอย่างมั่นคงไร้ควัน ขับเน้นให้ลายวงจรดูมีมิติและเปี่ยมมนต์ขลัง

ณ จุดเชื่อมต่อสำคัญเหล่านั้นมี ‘แท่นศิลา’ ลักษณะคล้ายถังไม้โบราณตั้งอยู่ มันคือสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘จุดพักพลังงาน’ ทำหน้าที่เสมือนตัวเก็บประจุเวทมนตร์ขนาดยักษ์ คอยรักษาสมดุลและเสถียรภาพของวงจรอาคมทั้งหมด

เพียรในชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งหลับตาสงบนิ่ง เขาคือ ‘หน่วยประมวลผลกลาง’ ของพิธีกรรมในค่ำคืนนี้ รอบกายของเขามีวงแหวนย่อยสามวง ที่ซึ่งหนึ่งนที สองนภา และสามคีรี นั่งประจำตำแหน่งของตนเอง

เบื้องหน้าของแต่ละคนวาง ‘เครื่องเหนี่ยวนำพลัง’ วัตถุธรรมชาติซึ่งเป็นตัวแทนแก่นพลังเฉพาะของเจ้าตัว

สำหรับหนึ่งนที คือ ‘ศิลาเงาเวิ้งวังระดับสูงสุด’ หินสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงทุกชนิด ผิวของมันสะท้อนเงาเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ส่วนอีกด้านเป็นช่องว่างลึกไร้ก้นบึ้ง

สำหรับสองนภา คือ ‘ธารวิญญาณ’ น้ำเพียงหยดเดียวภายในขันเงินโบราณที่ไม่มีวันระเหยแห้ง ผิวของหยดน้ำสะท้อนภาพดวงวิญญาณที่เคยสัมผัสอย่างรางเลือน

สำหรับสามคีรี คือ ‘ไม้น้ำแข็งลวงตา’ ท่อนไม้ที่แผ่ไอเย็นและเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปไม่หยุดนิ่ง หากจ้องมองนานเกินห้าวินาที

วัตถุทั้งหมดวางอยู่บน ‘จุดเชื่อมพลังงาน’ ซึ่งเชื่อมต่อกับลายวงจรอาคมโดยตรง เมื่อพลังงานเริ่มไหลเข้าสู่ระบบ มันจึงสั่นสะเทือนเบา ๆ พร้อมกับร่างของพวกเขา

หนึ่งนที สองนภา และสามคีรีจึงเปรียบเสมือน ‘แกนรับพลัง’ ที่เชื่อมต่อกับระบบวงจรอาคมผ่านเครื่องเหนี่ยวนำพลังของตน พลังงานจากค่ายกลจะไหลผ่านพวกเขาเพื่อแปรสภาพให้สอดคล้องกับแก่นพลังเฉพาะตัว ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังศูนย์กลาง

และแล้ววินาทีที่รอคอยก็มาถึง เพียรลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบคู่นั้นแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวราวกับภูผา เขาพยักหน้าให้น้อง ๆ เป็นสัญญาณว่าพิธีกรรมที่เตรียมการมานานปีกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

เพียรสบตาน้อง ๆ ทีละคนอย่างลึกซึ้ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแต่หนักแน่น “พร้อมกันแล้วใช่ไหม?”

ทั้งสามพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย

“นี่คือหนทางเดียวที่พี่จะทลายกำแพงที่ขวางทางอยู่ได้ พี่ติดอยู่ในขั้นนี้มานานเกินไปแล้ว และสิ่งที่พวกเรากำลังจะทำต่อไปนี้ มันคือผลจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเราทุกคน”

เขาเอ่ยย้ำถึงความจำเป็น เพื่อให้น้อง ๆ ได้เห็นภาพของสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ในใจของเพียรสงบนิ่งดุจผืนน้ำไร้ริ้วคลื่น เขาไม่ได้กำลังสูญเสีย แต่กำลังเลือกที่จะสละส่วนที่ไม่สมบูรณ์ออก เพื่อเปิดพื้นที่ให้สิ่งที่สมบูรณ์กว่าได้ถือกำเนิด พลังปราณที่สั่งสมมาคือรากฐานมั่นคง เวทมนตร์ที่กำลังสลายคือดินเก่าที่ต้องพรวนทิ้ง เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ใหม่หยั่งรากและเติบโตอย่างแท้จริง

เมื่อได้รับคำยืนยันจากน้อง ๆ เพียรพยักหน้าเป็นสัญญาณแก่พระกาฬไชยศรี ผู้รับบทประธานในพิธี ผู้พิทักษ์ทั้งแปดที่ยืนล้อมรอบส่งเสียงคำรามต่ำ รัศมีศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละองค์ลุกโชนขึ้นพร้อมกัน

พวกเขากำลังจะเปิดใช้ ‘ค่ายกลครรภ์เทวา’ ชุดไม้กำเนิดเทพฉบับพิเศษที่เพียรสร้างขึ้นเพื่อพิธีนี้โดยเฉพาะ มันถูกอัปเกรดเป็นแปดเสาไม้สูงตระหง่านเพื่อป้องกันการรั่วไหลของพลังงาน และนี่คือการใช้งานจริงครั้งแรก ซึ่งต้องอาศัยเหล่าเทพคอยคุมกันสถานการณ์อยู่เบื้องหลัง

เทพทั้งแปดได้เริ่มกระตุ้นพลังงานใส่เสาไม้วิเศษทั้งแปด จนหลอมรวมเป็นค่ายกลฉบับปรับปรุงใหม่ พลังศักดิ์สิทธิ์ไหลไปตามลายวงจร สร้างเป็นโดมสีทองอร่ามที่แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่กลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ราวกับกำลังจมดิ่งสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร อากาศถูกบีบอัดจนหายใจได้ไม่เต็มปอด ครอบคลุมบ้านรัตนะยูงไว้ทั้งหมด

ทันทีที่ค่ายกลทำงานสมบูรณ์ เสียงหวีดแหลมสูงดังขึ้นเพียงชั่วขณะ ก่อนที่ทุกสิ่งจะเงียบงัน เหลือไว้เพียงความกดดันที่จับต้องได้

น้องทั้งสามจรดปลายนิ้วลงบน ‘จุดสัมผัสพลังงาน’ ตำแหน่งเชื่อมต่อสำคัญระหว่างเครื่องเหนี่ยวนำพลังกับลายวงจรอาคม

ทันทีที่ผิวเนื้อแตะลงบนผิวเย็นของจุดนั้น แรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาก็แล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่าง พลังจากเครื่องเหนี่ยวนำพลังทั้งสามชุดพลันตื่นตัว ส่องสว่างวาบขึ้นพร้อมกันราวกับได้รับสัญญาณปลุกจากหัวใจของผู้ครอบครอง

จากจุดสัมผัสพลังงานนั้น กระแสเวทได้ไหลทะลุลงสู่ ‘ช่องทางเชื่อม’ ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นค่ายกล มันคือเส้นทางลึกลับที่เชื่อมชั้นพลังงานย่อยของแต่ละคนเข้าสู่แกนวงจรหลักอย่างแม่นยำ

พลังงานเหล่านั้นไหลผ่านราวกับสายน้ำเรืองแสงที่ลอดอยู่ใต้ผืนพิธี ก่อนจะพุ่งรวมเข้าสู่ศูนย์กลางที่เพียรนั่งประจำการอยู่

เส้นลายวงจรที่ทอดจากช่องทางเหล่านั้นมาบรรจบยังเพียรค่อย ๆ ลุกโชนจากแสงสีแดงหม่น กลายเป็นแดงฉานราวกับโลหิตสด จังหวะการเต้นของพลังสอดประสานกับจังหวะหัวใจของทั้งสี่ จิตใจและพลังของพวกเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

เพียรค่อย ๆ อัญเชิญเพชรตาแมวออกจากร่าง แสงสองสายพวยพุ่งออกมา สายหนึ่งเป็นสีเขียวมรกตสดใสดุจแก่นแท้ของพงไพร อีกสายเป็นสีครามน้ำลึกดั่งห้วงมหรรณพไร้จุดสิ้นสุด

แรกเริ่มมันมีขนาดเพียงฝ่ามือ แต่ยามเมื่อมันลอยสูงขึ้นและโคจรรอบซุ้มเรือนกลาง ผ่านเหนือรูปปั้นนกเหยี่ยวดำผู้พิทักษ์ แก้วมณีทั้งสองได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนใหญ่โตเท่าบ้านเรือนไทยทั้งหลัง

รัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากเพชรตาแมวทั้งสอง หนักหน่วงจนแม้แต่พระกาฬไชยศรียังต้องขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว…


จุดเชื่อมพลังงาน จุดสัมผัสพลังงาน ทั้งสอง = Pad

ช่องทางเชื่อม = Via

ทั้งสองศัพท์นี้เป็นคำที่จะใช้ต่อไปสำหรับนิยายเรื่องนี้ครับผม มันคือ แผงวงจรไฟฟ้า (PCB Board)

ปล.จำพุทธศาสนสุภาษิตให้ดีครับ