LNCrawler

มหาสมุทรในขวดแก้ว

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

มหาสมุทรในขวดแก้ว

ตอนที่ 382 มหาสมุทรในขวดแก้ว

 

เจ้าหอกลองที่เฝ้าอยู่ภายนอกถึงกับหยุดชะงัก สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความทึ่งค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความพรั่นพรึง

เพียรผสานเพชรตาแมวทั้งสองเข้าด้วยกัน กลายเป็นอัญมณีเดียวก้อนมหึมาสีเขียวอมฟ้าเข้ม ลึกซึ้งราวกับจะดูดกลืนแสงโดยรอบ มันสาดรัศมีแห่งพลังที่มองไม่เห็นออกไปทุกทิศ ภายในนั้นกักเก็บพลังเวททั้งหมดที่เขาสั่งสมมานานปี เปรียบดั่งมหาสมุทรที่ถูกขังไว้ในผลึกแก้ว

เขาหลับตาลง เพ่งสมาธิอย่างแน่วแน่ราวกับได้ซักซ้อมฉากนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะเริ่มปลดปล่อย ‘ภาชนะ’ ของตนที่ถูกกักขังมานานปีจากแก้วมณีดวงนั้น

ทันใดนั้นเอง เสาแสงสีขาวบริสุทธิ์ขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานออกจากแก้วมณี ทะลวงสู่ฟากฟ้า แสงนั้นสว่างจ้าจนบดขยี้สีสันรอบข้างให้กลายเป็นเงาดำสนิท ปรากฏการณ์นั้นไร้ซึ่งเสียงใด ๆ แต่แรงสั่นสะเทือนกลับแล่นผ่านมวลอากาศอย่างรุนแรง

พลังเวทเหล่านั้นบริสุทธิ์ประดุจหยดน้ำค้างยามรุ่งสาง ไหลทะลักไปทั่วค่ายกลครรภ์เทวา ในชั่วพริบตานั้นเอง ค่ายกลครรภ์เทวาก็ถูกแทงทะลุจนเป็นรูโหว่ ทำให้ค่ายกลสำรอง ‘มิติเงา’ ของหนึ่งนทีที่ช่วยออกแบบไว้ต้องทำงานขึ้นมาประคับประคองโดยอัตโนมัติ

เทพทั้งแปดที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงรีบกระตุ้นพลังหนุนเสริมเสาไม้กำเนิดเทพในทันที เพราะหากมีพลังใด ๆ หลุดรอดออกไป เกรงว่ามันคงจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในละแวกนี้มิใช่น้อย และยังอาจขัดขวางพิธีของเจ้าหนูเพียรมันเอาได้

เหตุผลที่เสาแสงนั่นสามารถทะลวงม่านพลังได้อย่างง่ายดาย เป็นเพราะมันคือพลังอันบริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด ต่อให้ม่านมิติเหล่านี้จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ว่าเมื่อถูกพลังมหาศาลพุ่งเข้ากระแทกถึงเพียงนั้น มันย่อมต้องพังทลายเป็นธรรมดา

ความสูงของเสาแสงนั้นเสียดฟ้า ส่วนความกว้างก็กินพื้นที่กว่าครึ่งกิโลเมตร จากการคาดคะเนด้วยสายตา ตอนนี้มันได้ทะลุผ่านม่านเมฆขึ้นไปแล้ว ยังดีที่ค่ายกลสามารถขยายตัวโอบรับเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที

โดยนับตั้งแต่วินาทีที่เสาแสงปรากฏ เพียรก็ต้องทุ่มสมาธิทั้งหมดเพื่อควบคุมมัน แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารเพียงนั้น เขาย่อมไม่อาจทำทุกอย่างได้ดั่งใจนึก ซึ่งมันเหมือนกับก๊อกน้ำที่ถูกเปิดออกมาอย่างเต็มแรง ย่อมไม่อาจเอาอะไรมาขัดขวางได้โดยง่าย

วินาทีนี้เองที่เพียรตัดสินใจใช้ ‘มือเทพโอบขวัญ’ ฟังก์ชันที่พัฒนาต่อยอดมาจาก ‘หัตถ์บรรพกาล’ เข้าจัดการบีบอัดเสาแสงที่เปี่ยมด้วยอำนาจให้กลับคืนสู่รูปแบบเดิม

มือสีขาวบริสุทธิ์ทั้งสองข้าง ที่เกิดมาจากการเผาผลาญลูกแก้วแก่นเวทจำนวนมหาศาลปรากฏขึ้น เพียรได้ใช้เวลาควบคุมมันอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่จะเริ่มบีบอัดเสาแสงนั่นลงอย่างช้า ๆ

ลำแสงขนาดมหึมาจึงค่อย ๆ หดตัวลง กลั่นตัวแน่นจนกลายเป็นขวดผลึกอัดแน่นรูปทรงคล้ายขวดเหล้า และนี่คือรูปทรงดั้งเดิมของภาชนะเพียรที่นกยูงได้เคยวิเคราะห์เอาไว้

ถ้าหากไม่ใช่เพราะมีมิติของค่ายกลครรภ์เทวารองรับเอาไว้ เกรงว่าพลังมหาศาลของเขาคงได้รั่วไหลออกไปจนหมดสิ้นเป็นแน่ ขวดผลึกนั่นแม้จะถูกย่อส่วนลงมาแล้ว แต่ความสูงของมันก็ยังอยู่ที่ระดับหนึ่งกิโลเมตร และมีความกว้างเท่าเดิม

ชายหนุ่มต้องใช้เวลาอยู่อีกครู่ใหญ่ กว่าจะสามารถบีบอัดทำให้มันเล็กลงมาจนมีขนาดใกล้เคียงกับแก้วมณีได้ ตอนนี้มันได้กลายเป็นขวดผลึกที่ดูเรียบง่ายภายนอก แต่ทว่ากลับหนักอึ้งราวกับบรรจุภูเขาทั้งลูกไว้ภายใน

ขนาดภาชนะของเพียรทำเอาน้อง ๆ และเหล่าทวยเทพตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เพราะมันมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดไปไกลโข ลำพังเพียงแค่ปริมาณพลังงานที่มีอยู่ เกรงว่าคงเทียบเท่ากับผู้ฝึกเวทขั้นพบสมุทรแล้ว

มือเทพโอบขวัญทั้งสองข้างจับที่ปลายขวดในท่าทางคล้ายกำลังเล่น ‘ปิดตาตีหม้อ’ เขาเริ่มเหวี่ยงมันโดยใช้ก้นขวดฟาดเข้าใส่เพชรตาแมวสีเขียวอมฟ้าอย่างสุดแรง

“เปรี้ยง!!!”

เสียงแรกดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นเรือนสะท้านราวกับแผ่นดินไหว ทิ้งไว้เพียงเสียงวิ๊งแหลมเล็กที่กรีดอยู่ในโสตประสาทของทุกคน

ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทุกองคาพยพจากเจตจำนงที่ต้องการจะสลายวัตถุแห่งชะตาของตนเอง แต่มือเทพโอบขวัญที่เพียรควบคุมอยู่ ยังคงจับขวดผลึกนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง

รอยร้าวผุดขึ้นพร้อมกันทั้งบนผิวเพชรตาแมวและก้นขวดผลึก เพียรกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง รับรู้ได้ถึงรสโลหะคาวคลุ้งที่แล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ มันคือแรงสะท้อนกลับที่มองไม่เห็นซึ่งอัดกระแทกเข้าที่หน้าอกราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบใส่

ความเจ็บปวดทางกายยังน้อยกว่าความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณที่ผูกพันกับเพชรตาแมวมาเนิ่นนานกำลังถูกฉีกกระชากเป็นชิ้น ๆ แต่แววตาของเขายังคงเด็ดเดี่ยว

เขาเงื้อขวดผลึกขึ้นอีกครั้ง ทุบลงไปที่ใจกลางรอยร้าวแรก ตามด้วยการเหวี่ยงฟาดจากด้านข้างราวกับสะบัดแส้ ทุกครั้งที่ปะทะ รอยร้าวบนวัตถุทั้งสองก็ยิ่งลุกลามประสานกันเป็นลายใยแมงมุม ความเจ็บปวดของเพียรทวีขึ้นทุกขณะ แต่จิตใจกลับนิ่งสงบดุจหินผา รอคอยวินาทีที่ทุกสิ่งจะแตกสลายไปพร้อมกัน

เพียรคำรามลั่น ฟาดขวดผลึกอัดแน่นลงไปเป็นครั้งสุดท้าย รอยร้าวบนวัตถุทั้งสองแผ่ขยายจนถึงขีดสุด เสียงสะท้านโลกันตร์ที่ทุกคนคาดหวังกลับไม่เกิดขึ้น

มีเพียงความเงียบงันอันสมบูรณ์แบบที่กดทับทุกสรรพสิ่ง โลกทั้งใบราวกับตกสู่สุญญากาศชั่วขณะ ในตอนนั้นเอง ขวดผลึกและเพชรตาแมวก็ได้สลายตัวลงพร้อมกัน มันไม่ได้ระเบิดด้วยเสียงกึกก้อง หากแต่แตกออกเป็นละอองแสงสีรุ้งพร่างพรายที่เต็มไปด้วยพลังงานหลากหลายประเภท

พร้อมกับธารพลังเวทมนตร์บริสุทธิ์สีขาวมหาศาล ละอองแสงที่ลอยฟุ้งเมื่อสัมผัสผิวหนังกลับมอบความรู้สึกอุ่นซ่านราวกับสายน้ำแห่งชีวิต แฝงกลิ่นหอมหวานคล้ายน้ำทิพย์ดอกไม้แรกแย้ม ผสมกับความเย็นสดชื่นของพลังเวทบริสุทธิ์

และในวินาทีนั้น เพียรก็ได้เปิดใช้งาน ‘ค่ายกลแห่งเจตจำนง’ ที่สองนภาร่วมออกแบบ วงแหวนเวทมนตร์ย่อยพลันผุดขึ้นโอบล้อมรอบตัวหนึ่งนที สองนภา และสามคีรี แสงจากมันสั่นระริกราวกับกำลังชั่งน้ำหนักหัวใจของผู้ครอบครอง

ก่อนที่จะเริ่มคัดสรรละอองแสงสีรุ้งที่สอดคล้องกับแก่นพลังของแต่ละคนให้ไหลเข้าสู่พวกเขาอย่างพอดิบพอดี ลูกแก้วแก่นเวทนับล้านลูกที่จัดวางไว้ตาม ‘จุดเชื่อมพลังงาน’ สำคัญทั่วทั้งค่ายกลหลัก พลันส่องสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน

พลังจากจุดเชื่อมพลังงานไหลผ่านช่องทางเชื่อม แผ่กระจายไปทั่วโครงสร้างเวท จนโครงร่างเรืองแสงใหม่ค่อย ๆ ผุดขึ้นบนพื้นพิธี ซ้อนทับบนค่ายกลเดิม ราวกับชั้นพลังที่ซ่อนเร้นมานานพึ่งถูกปลุกให้ตื่น

บนจุดเชื่อมพลังงานของทั้งสามคน เครื่องเหนี่ยวนำพลังที่วางอยู่ทำหน้าที่เป็นตัวล่อพลังงาน ละอองแสงที่ถูกคัดสรรแล้วจึงเริ่มไหลซึมเข้าสู่แก่นพลังของแต่ละคนอย่างเงียบงันและแม่นยำ มันสะท้อนเจตจำนงที่เชื่อมต่อกับเพียรเอาไว้ในตอนแรก

ขณะที่น้อง ๆ กำลังรับมอบมรดก เพียรไม่ได้เข้าไปแย่งชิง เขากลับรวบรวมธารพลังเวทมนตร์บริสุทธิ์สีขาวทั้งหมดเข้าสู่ร่างกาย มวลน้ำแต่ละหยดนั้นหนักอึ้งสุดที่จะพรรณนา

การทุบทำลายภาชนะย่อมหมายถึงการเลื่อนสู่ระดับใหม่ ตามระบบการฝึกเวทมนตร์ของหออาชาไนย พลังเวทบริสุทธิ์เหล่านั้นไหลวนเข้าสู่ ‘กกขวัญ’ บนศีรษะของเพียร ก่อนจะไปรวมตัวกันภายในร่างกาย ณ จุดที่เพียรเลือกสรรไว้ และนั่นก็คือ ‘จักระรากฐาน’

เพราะจักระนี้คือธาตุดิน และดินนั้นใช้โอบอุ้มน้ำ ทั้งยังเป็นตำแหน่งสำคัญสำหรับ ‘ฐานกระดูกสันหลัง’ โดยมากแล้วผู้ฝึกเวทก็มักจะเลือกตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเพียงไม่นานนักพลังงานทั้งหมดจึงได้กลายเป็น ‘ตาน้ำ’ ที่แท้จริง

และมันคือรากฐานทั้งมวลของระดับพลังขั้นต่อไป ร่างของเพียรนั้นยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ใจกลางพิธีไม่ไหวติง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นถูกเขาจำลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้วงคำนึง จนกลายเป็นดั่งคำอุปมาที่ว่า “น้ำมาคลองเสร็จ”


ลุยต่อไปเลยครับ!