LNCrawler

สร้างเพชรตาแมว!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

สร้างเพชรตาแมว!

ตอนที่ 383 สร้างเพชรตาแมว!

 

ณ จักระรากฐาน กายทิพย์ของเพียรปรากฏขึ้น และภาพที่เห็นก็คือ ‘ตาน้ำ’ ขนาดมหึมา หรือถ้าจะพูดให้มันถูกต้องก็คือ ‘รูปก้นหอย’ ที่เขาเฝ้าศึกษามานานเกือบสิบปี จนในที่สุดมันก็ปรากฏขึ้นมาจนได้

สำหรับเพียรแล้วเห็นตาน้ำของคนอื่นมานับไม่ถ้วน แต่ละคนต่างก็มีไม่ซ้ำกันแม้แต่น้อย นี่ดูเหมือนกับลายนิ้วมือยังไงยังงั้น สำหรับของเขาแล้วมันปรากฏเป็นลวดลายรูปก้นหอย ที่ไม่มีอะไรปรุงเสริมเติมแต่งเข้าไปเลยแม้แต่น้อย

เฉกเช่นตาน้ำที่มันเกิดขึ้นมาเองตามวิถีธรรมชาติ ในความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ขนาดของตาน้ำมันออกจะใหญ่ไปสักหน่อย เขาจึงลองขยายกายทิพย์ของตน ให้มันสูงใหญ่ขึ้นไปอีก เพื่อจะมองได้อย่างถนัดตา

“ดูแล้วน่าจะใหญ่กว่าของคนอื่นเกือบร้อยเท่าเห็นจะได้ แต่ก็ไม่น่าแปลกนัก ถ้าหากมันน้อยคงได้มีเรื่องกันแน่!” เขาพูดกลั้วหัวเราะออกมาภายในความมืดมิด เพราะมันก็คือรากฐานใหม่ที่มั่นคงไร้ซึ่งขีดจำกัด และแสดงให้เห็นว่าพิธีกรรมนี้ มันสำเร็จลุล่วงไปแล้วหนึ่งอย่าง…

ที่ภายนอก พลังงานส่วนเกินทั้งหมดจากการสลายตัวสองระลอกซ้อน ยังคงถูกกักเอาไว้ภายในโดมของค่ายกลครรภ์เทวา มันแปรสภาพเป็นระลอกคลื่นพลังงานหลากสีที่มองเห็นได้ แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้าในมิติอย่างรุนแรง

แต่ไม่มีพลังใดเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่อนุภาคเดียว ก่อนที่พลังงานเหล่านั้นจะค่อย ๆ ไหลบ่าเข้าสู่กระบวนการหลอมรวมสุดท้ายสำหรับน้อง ๆ ทั้งสาม

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ทุกคนต่างเพ่งสมาธิไปที่ใจกลางพิธี ‘ค่ายกลแห่งเจตจำนง’ ทำงานอย่างเต็มกำลัง เปลี่ยนสภาพเป็นเตาหลอมพลังงานขนาดมหึมา

ทันใดนั้นลูกแก้วแก่นเวทนับล้านลูกที่ถูกจัดวางไว้ตาม ‘จุดพักพลังงาน’ ทั่วพื้นเรือน ก็ได้พร้อมใจกันส่องสว่างวาบราวกับดวงดาวนับล้านดวง ก่อนที่จะเริ่มปลดปล่อยพลังงานทั้งหมดออกมาในคราวเดียว

กระแสพลังงานสีขาวบริสุทธิ์จากลูกแก้วแก่นเวทได้พุ่งขึ้นสู่เบื้องบน และก่อตัวเป็นพายุพลังงาน ที่หมุนวนอยู่เหนือศีรษะของทุกคนภายใต้มิติพิเศษนี้ จนเกิดเป็นสายลมที่เยือกเย็นแต่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตพัดวนไปทั่วบริเวณ

นี่ถือเป็นการลงทุนที่สามารถทำให้ผู้ฝึกเวทระดับสูงล้มละลายได้ในพริบตา แต่สำหรับเพียรแล้ว มันคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความสมบูรณ์ของพิธี เพราะทั้งสามก็คือน้องของเขาทั้งนั้น

ละอองแสงที่ถูกคัดสรรแล้ว ได้เริ่มรวมตัวกันเบื้องหน้าของน้องแต่ละคน การถือกำเนิดของแก้วมณีดวงใหม่ทั้งสามนั้น มันยิ่งใหญ่และก็ทรงพลังจนทำให้เกิดปรากฏการณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนแก่นพลังของเจ้าของอย่างชัดเจน

ขณะที่แก้วมณีสีดำสนิทปนเทาของหนึ่งนทีถือกำเนิด เงาทั้งหมดภายในค่ายกลครรภ์เทวาพลันมีชีวิต พวกมันได้ยืดตัวออกและเต้นระบำราวกับผืนผ้าไหมสีดำ อากาศรอบกายของเขาหนักอึ้งและบิดเบี้ยวจนเกิดเป็น ‘สุญญากาศไร้เสียง’ ขนาดเล็กชั่วขณะ

ก่อนที่แก้วมณีจะดูดกลืนปรากฏการณ์ทั้งหมดเข้าไป เผยให้เห็นแก่นกลางที่ลึกล้ำราวกับรัตติกาลอันไร้ที่สิ้นสุด

เมื่อเพชรสีฟ้าไพลินของสองนภากำเนิด แสงจันทร์ที่สาดส่องพลันหม่นลงชั่วขณะ ราวกับถูกดึงดูดเข้าไปในแก้วมณีดวงนั้น บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยเสียงกระซิบที่ไร้ที่มาแต่กลับให้ความรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด

แสงสีเงินยวงที่อ่อนโยนแผ่ออกมาจากร่างของเธอ จนทำให้แม้แต่เหล่าเทพที่เฝ้ามองยังรู้สึกถึงจิตวิญญาณที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์

ส่วนการก่อตัวของแก้วมณีสีเหลืองอำพันของสามคีรี ทำให้มิติโดยรอบสั่นไหวราวกับภาพวาดสีน้ำที่ถูกรบกวน แสงจากค่ายกลและดวงจันทร์ถูกหักเหจนเกิดเป็นภาพลวงตาของหมู่ดาวและผีเสื้อสีทองนับพันที่บินว่อนไปทั่วบริเวณ

ก่อนที่ภาพมายาทั้งหมดจะถูกดูดกลืนเข้าไปในแก้วมณีดวงนั้น ทิ้งไว้เพียงประกายสีทองระยิบระยับที่เต้นระบำอยู่ภายใน

ทั้งสามคนได้ลืมตาขึ้นเพื่อรับมอบมรดกของตนเอง พวกเขาควบคุมให้แก้วมณีดวงใหม่ให้ลอยเข้าสู่กลางอก บ้างก็อ้าปากกลืนกิน ก่อนที่มันจะค่อย ๆ หลอมรวมและก็สลายเข้าไปในร่างกาย

ซึ่งแต่ละคนก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอุ่นวาบ ที่แล่นจากกลางอกแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับสายน้ำแห่งชีวิต ก่อนที่พลังนั้นจะเริ่มพุ่งตรงเข้าผสานกับ ‘ตาน้ำ’ ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความรู้สึกของการเติมเต็มที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

……

เพียรค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก่อนใครเพื่อน เขาได้เฝ้ามองน้อง ๆ ด้วยสายตาที่สงบนิ่งแต่แหลมคม ขณะเดียวกัน เขาก็กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เริ่มโคจร ‘พลังปราณ’ ให้ไหลเวียนไปทั่วร่างผ่านจักระทั้งเจ็ด

เพื่อทำการซ่อมแซมความบอบช้ำภายใน ที่เกิดจากการกระอักเลือดเมื่อครู่อย่างเงียบเชียบ ภายในใจของเขากำลังประเมินผลลัพธ์ “ดีมาก…แต่ละคนดูดซับพลังงานส่วนที่เหมาะสมกับตัวเองไปจนหมดจดอย่างที่ควรจะเป็น”

เขาคิดต่ออย่างเงียบ ๆ “แผนการมันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ถ้าหากไปบอกว่าจะรับส่วนแบ่งตั้งแต่แรก เจ้าแสบสามคนนี้มันก็คงไม่ยอมรับพลังไปเต็มที่แน่ ด้วยเพราะความเกรงใจ สุดท้ายแล้ว วัตถุที่ได้ก็จะกลายมาเป็นของดีแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ”

เพียรจ้องมองดูปรากฏการณ์เหล่านั้น “นี่จึงถือว่าเป็นหนทางเดียว ที่จะช่วยผลักดันให้เจ้าพวกนี้ยอมรับมรดกที่ควรจะเป็นของตนอย่างสมบูรณ์ที่สุด”

ยามเมื่อพวกน้อง ๆ หลอมรวมพลังเสร็จสิ้น เพียรจึงได้เริ่มแผนขั้นต่อไป เขาได้ทำการรวบรวม ‘เศษละอองแสง’ ที่กระจัดกระจาย และไม่ได้ถูกหลอมรวมเข้าไปด้วยอย่างเงียบเชียบ จัดการหลอมเป็น ‘แก้วมณีไร้สี’ ซึ่งมีขนาดเล็กบริสุทธิ์มาก ๆ

เขาไม่ยอมปล่อยให้พลังงานที่ยังค้างอยู่ในมิติของค่ายกลครรภ์เทวาสูญเปล่า จึงได้วางแก้วมณีไร้สีนั้นไว้ที่จุดศูนย์กลางของพิธี ก่อนจะย้ายตัวเองไปยืนอยู่บนจุดเชื่อมต่อพลังงานทางทิศตะวันออกที่ว่างอยู่

เพียรแสยะยิ้มก่อนจะหันไปพูดกับน้อง ๆ ที่ยืนมองอย่างงุนงง “ถึงเวลาที่พี่ชายคนดีจะเก็บตกของดีแล้วไอ้หนู ดูแล้วก็จำ…จำแล้วนำไปใช้”

พอสิ้นเสียงเขากระทืบเท้าเบา ๆ เริ่มกระตุ้น ‘ค่ายกลแห่งเจตจำนง’ ของตัวเขาเองบ้าง พลังงานมหาศาลที่ยังหลงเหลืออยู่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังเวทมันที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุด หรือพลังวิเศษของเพชรตาแมวที่ยังหลงเหลืออยู่ ได้พากันไหลวนเข้าสู่แก้วมณีไร้สีดวงนั้น…

เส้นสายของวงแหวนเวทมนตร์ทั้งหมดนั้นที่ทำจากหมึกชาด และโลหิตก็พลันสลายตัวกลายเป็นสายธารสีแดงอมทอง พุ่งเข้าไปหลอมรวมกับแก้วมณีดวงนั้นด้วย เพื่อทำการกลั่นพลังงานที่ตกค้างทั้งหมดให้กลายเป็นแก่นแท้บริสุทธิ์

เขานั้นไม่ยอมให้ของดีแม้แต่เพียงเศษเสี้ยวเดียว จำต้องสูญสลายไปโดยเปล่าประโยชน์

พลังวิเศษต่าง ๆ ค่อย ๆ ไหลไปรวมอยู่ในแก้วมณีสีขาวบริสุทธิ์ดวงนั้น จุดที่เพียรได้วางเพชรตาแมวเอาไว้มีค่ายกลซ้อนทับอีกชั้นหนึ่งกรองแล้วกรองอีก กระทั่งตัวมันเองถ้าไม่บริสุทธิ์พอก็ยังต้องถูกขับไล่ เพราะรอบกายของเขาคือชุดจำแลง

เนื่องจากว่าเสาไม้ทั้งสี่ของซุ้มเรือนกลาง ได้ถูกเขาแอบแกะสลักเอาไว้ให้กลายเป็น เสาอัคคีพิทักษ์ เพื่อใช้ ‘เพลิงชำระ’ เพื่อทำการเผาไหม้สลายพลังงานด้านลบ ที่ยังอาจหลงเหลืออยู่ เป็นการฆ่าเชื้อซ้ำในพื้นที่ทั้งหมด

ตามมาด้วยเสาปฐพีค้ำจุน เสาวายุหนุนชีวา เสาวารีต้อนรับ นี่เหมือนกับการถือกำเนิดของเด็กเทพก็ไม่ปาน เพียงแต่ทุกอย่างเป็นไปตามเจตจำนงของเพียรทั้งนั้น

เมื่อพิธีกรรมสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ค่ายกลทั้งหมดก็จะสลายไปในพริบตา เหลือเพียงพื้นไม้สักที่สะอาดเอี่ยม แต่กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ส่วนบรรยากาศกลับสู่สภาวะปกติ เสียงแมลงและกลิ่นดอกไม้ควันธูปได้หวนคืนกลับมา…

ด้านข้างเรือน กลุ่มคนที่เฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง มีทั้งดินสอ ใบบอน และชานอ้อย ต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่วนนกภูตทูตทั้งสี่ตัวนั้น ที่กำลังเกาะอยู่บนไหล่ของตาสำเริงกับยายเต่า ต่างพร้อมใจกันส่งเสียงร้องอย่างยินดี

เบื้องบนเหล่าเทพทั้งแปดผ่อนลมหายใจยาว พระเสื้อเมืองลอบส่งกระแสจิตไปหาพระกาฬไชยศรีพูดกลั้วหัวเราะ “ข้าบอกแล้ว…ไอ้เด็กหน้าเลือดนี่มันไม่ยอมเสียอะไรไปฟรี ๆ”


ยาว ๆ ไปครับตอนหน้าเปิดตัวค่ายฝึกแล้วจะยิ่งยาวทั้งภาค