ผีดินผีฟ้า
ผีดินผีฟ้า
ตอนที่ 39 ผีดินผีฟ้า
เพียรเอ่ยปากพลางวิเคราะห์ “หมายความว่าพวกมันต้องการไปยังเมืองผีต่างมิติสินะ?”
“เห็นมันบอกเล่าประมาณนั้นแหละ” ทองทับทำท่ายียวน
“จะเดินทางข้ามมิติไม่ใช่เรื่องตลก กับอีแค่พวกผีปลายแถวยังไม่มีความสามารถพอ!” เพียรครุ่นคิดถึงเหตุผล “สงสัยพวกมันคงอยากให้คนอื่นไป…”
คราวนี้กลับเป็นทองทับแล้วที่ทำท่าฉงน เขาถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “มันอยากให้ใครไปวะ?”
“อ่าว…แสดงว่าไปหลอกถามพวกผีมันมาไม่หมดงั้นรึ? เฮ้อ…ไม่รอบคอบเอาเสียเลย!” ถึงคราวเขาย้อนศรกลับบ้าง
“เอ็งอย่ามัวมาลีลามีอะไรก็รีบเล่ามา…” ทองทับทำท่าทางไม่พอใจ
“ใจเย็น ๆ สิลูกพี่…ทำตัวเป็นวัยรุ่นใจร้อนไปได้” เพียรหัวเราะร่าบ้าง
“คนที่เกิดในหมู่บ้านนี้และนับถือผีด้วย ส่วนใหญ่แล้วเมื่อตายก็จะกลายมาเป็นผีบรรพบุรุษแทน กินควันธูปร่วมกันกับคนอื่น ๆ ที่ตายไปก่อนหน้า หลังจากที่ฉันได้ทำสัญญากับพวกผู้คนในหมู่บ้านก็รู้เรื่องนี้ได้ทันที…”
ชายหนุ่มสวมแว่นสายตาแฟชั่น บอกเล่าไปต่อว่า “อันที่จริงพวกศาสนาผีมันได้สร้างมิติใหม่ไม่ได้ดำรงอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อตายไม่เข้าสังสารวัฏ เหมือนวิญญาณทั่วไปตามที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้…ดังนั้นจุดหมายปลายทางนั่นก็คือ…เมืองผี หรือโลกของผี”
“หลังจากที่ฟังเรื่องที่ลุงเล่ามา ก็มีความเป็นไปได้ว่าพวกมันอยากจะอพยพไปอยู่ที่โน่น แต่หารู้ไม่ว่าไปก็ตายเปล่า…”
“จะตายยังไงหรือจ๊ะลูกพี่?” บุญกองเอ่ยปากสอบถามแทนอย่างรู้จังหวะ
“ปัญหาก็คือพวกมันต้องการหลบหนีสังสารวัฏ ไม่ยอมลงนรกรับการพิพากษา แต่ทว่านรกนั้น ‘เป็นสากล’ ทุกศาสนามักมีความเชื่อเรื่องของนรก ไม่ว่าเป็นใครก็ไม่อาจที่จะหลุดพ้นจากการตัดสินบาปบุญคุณโทษจากนรกไปได้…”
เพียรส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“แล้วนรกจะปล่อยให้มีคนสร้างเมืองผีขึ้นมาได้งั้นรึ? นั่นก็เท่ากับท้าทายอำนาจของนรกโดยตรงแล้ว สงครามย่อมเกิดตามมาแน่…ไอ้พวกผีในมิตินั้นก็อยากจะออก เพราะสถานการณ์สุ่มเสี่ยง ไอ้ผีพวกนี้ก็ดันอยากจะเข้าไป จึงกลายเป็นคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า”
เขาบอกเล่าให้ผีเฒ่ากับลูกสมุนทั้งสอง ที่จ้องมาทางตนดวงตาใสแป๋วฟังว่า “ผีส่วนมากแล้วจะเป็น ‘ผีดิน’ ซึ่งมีความสามารถจำกัด ส่วนที่ใหญ่หรือแข็งแกร่งกว่านั้นหน่อยจะเป็นพวก ‘ผีฟ้า’ โดยมากแล้วมักจะเป็นพวกที่มีฤทธิ์มากกว่า…”
เขาจ้องมองไปยังทั้งสามเคยได้ยินใช่มั้ยเพลงนี้ “ผีฟ้าเอยแสนสุดโสภา ผีฟ้าเอยได้โปรดเมตตา หมู่เฮาป่วยไข้บอกใบ้หยูกยา หมู่เฮาบูชาฮักผีฟ้าเอย…”
ชายหนุ่มฮัมเพลงปอบผีฟ้าให้ทั้งสามฟัง “ส่วนผีฟ้ามีฤทธิ์แบบไหน ก็คงต้องเอาไปเทียบกับพญาแถน ที่ชาวไทยเรารู้จักกันเป็นอย่างดี” เขายิ้มสดใสให้ทองทับ
“ดังนั้นพวกที่จะไปคงไม่ใช่ผีดินเหล่านี้ หากแต่จะให้พวกผีฟ้าของทางชนเผ่าไปแทน ไม่รู้ว่าเกิดสงครามขึ้นหรือยังไง? ไม่สู้ลุงไปถามผีเฒ่าตัวนั้นดูสิ…ว่าจะไปเองหรือมีคำสั่งของบรรพชนลงมา?” เขาหันไปจ้องมองทองทับ
“ช่างมันมีเวลาค่อยไปถาม…” ทองทับเอ่ยปากขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะว่าถูกเจ้าเพียรมันอวดภูมิใส่เสียนี่ หากแต่ภายในใจเขาคิดไว้แล้วต้องไปจัดการกับผีเฒ่านั่น เพื่อระบายโทสะเสียหน่อย จะเล่าก็เล่าไม่หมด ยังจะเก็บงำอำพรางไว้อีก
“แล้วเอ็งไปเอาวิญญาณของนกหัสดีลิงค์ มาใส่ให้หมอเพลงขวัญตอนไหนวะ?” เขาเอ่ยปากถามเรื่องที่สงสัย
“ไม่นานมานี้…ส่วนจะเพราะอะไรเดี๋ยวอีกไม่นานก็รู้แล้วน่า…” เพียรตอบแบบมีลับลมคมใน ทำเอาทั้งสามคนคันยุบยิบในหัวใจ โดยเฉพาะทองทับ
“ไอ้สารเลวนี้มันต้องวางแผนเล่นงานใครแหง ๆ” เขากัดฟันกรอด
……
หลังจากกลับมาบ้าน ทั้งสี่คนก็เจอกับคุณหมอสาวสวยทั้งสองคน
ทองทับเปลี่ยนจากหลังตีนเป็นหน้ามือ ไม่รู้ว่าเขาไปซื้อชุดมารยาทอันใหม่นี้มาจากไหน พอได้เจอหน้าหมอปิ่นแก้ว จึงทำเอาลูกสมุนทั้งสองปรับอารมณ์ไม่ถูกอยู่เหมือนกัน
“อ่าว…คุณหมอปิ่น มากินข้าวที่นี่หรือครับ?” ชายหนุ่มมาดแมนเหมือนจะนึกอะไรได้ เพราะเมื่อวานเขาและเธอแชตคุยกันอยู่ตลอดทั้งคืน
“ใช่ค่ะ…ว่าแต่คุณทองทับจะรังเกียจไหม ถ้าปิ่นจะขอนั่งกินข้าวด้วยคน?”
ชายหนุ่มเก๊กเสียงเข้ม พูดหยิกแกมหยอก “ด้วยความยินดีเลยครับคุณหมอ แต่กินไม่อิ่มอย่าลืมบอกผมนะ ประเดี๋ยวผมจะลงมือทำกับข้าวให้กินเอง…” เขาก็ได้ยกนิ้วโป้งให้กับตนเอง เพื่อที่จะยืนยันแสดงให้เห็นเป็นเชิงว่า ตนฝีมือการทำอาหารดีเยี่ยม
“หากว่าวัตถุดิบหมดผมจะเหลาเอาไม้แหลม ๆ ไปล่าเสือล่ากวางมาให้คุณกินเอง…” ทองทับคลี่ยิ้มอย่างมีเสน่ห์ พร้อมปล่อยมุกเชย ๆ แต่มันกับได้ผล ให้คุณหมอที่อยู่ตรงหน้า
เพียรได้ยินก็หลุดหัวเราะพรืด เขากลั้นขำต่อไปไม่ไหวจริง ๆ มาดของเสือเฒ่านี่มันสุดยอดจริง ๆ น้ำเน่ามาก…
แต่เมื่อเขามองไปที่ปิ่นแก้ว ซึ่งเจ้าตัวกำลังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก็ทำให้ตนตระหนักว่าผีเฒ่านี่ไม่ธรรมดามันรู้จักเอาใจคน! หากเพียงเท่านั้นก็ว่าไปอย่าง เขาหันหลังมามองตน พร้อมกับพูดโดยไม่ออกเสียงว่า “ดูแล้วจำ…จำแล้วนำไปใช้ ไอ้ไก่อ่อน!”
ทำเอาเพียรที่พึ่งจะอวดภูมิชนะไปได้หนึ่งยก ก็จำต้องยอมรับความพ่ายแพ้ในเรื่องนี้ไป เนื่องจากความสัมพันธ์ของตนกับเพลงขวัญ มีความซับซ้อนกว่ากันมาก…
น้อยหน่าเมียผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในครัวตั้งแต่บ่าย ก็รีบจัดเตรียมหาอาหารการกินไว้อย่างเสร็จสรรพ ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เพราะวัตถุดิบที่ชายหนุ่มทั้งสามนำมา มันมากมายพอที่จะทำกินไปได้อีกหลายวัน
หลังจากนั้นทั้งแปดคนก็กินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ในวงก็ยังสนทนาถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เช่นเรื่องห้องน้ำส่วนกลางยังไม่เสร็จ การรักษาคนไข้ของทั้งสองคนเป็นอย่างไร ฯลฯ
เพลงขวัญเอ่ยปากถามหัวหน้าก๊วนฝ่ายชาย “นี่แล้วจะให้เพลงนอนที่ไหน?” เธอพูดเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าก็ขวยเขินเล็กน้อย
“นอนกับพี่…” เพียรยักคิ้วหลิ่วตาให้อีกฝ่าย
หญิงสาวกัดริมฝีปากล่าง ทำท่าจะทุบตี แต่ก็เปลี่ยนเป็นกอดอกพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เอาจริง ๆ นี่เพลงจริงจังนะ!” เธอแอบดุใส่เขา
“เอ้าก็นอนที่นี่ด้วยกันไง หรือพี่พูดอะไรผิด? นี่คิดอะไรกับพี่หรือเปล่าเนี่ย?” ชายหนุ่มได้โอกาสก็เริ่มรุกไล่ เขาทำท่ากอดตัวเองดูหวงเนื้อหวงตัว
จนสุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่รอดพ้นจากการถูกทุบโดยคุณหมอไปได้ ผ่านไปครู่หนึ่งเพียรหันมาจับแขนสองข้างของเจ้าหล่อน โดยไม่สนใจธารกำนัลที่อยู่โดยรอบ ก่อนพูดขึ้นว่า “ทำไมหรือว่ารังเกียจพี่เหรอ?”
หญิงสาวเอียงอายก้มหน้าพูดอย่างแผ่วเบา “ป…เปล่า!”
“งั้นจะเป็นอะไรไป ถ้าจะนอนด้วยกัน!” ชายหนุ่มรุกไล่ไม่เลิก
ทำเอาหญิงสาวใบหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว ปิ่นเห็นสถานการณ์ดังกล่าวจึงช่วยแยกทั้งสองคน ผ่านเสียงไอ้แห้ง ๆ หากแต่เจ้าหล่อนใช้เป็นคำพูดแทน “กระแอม ๆ นี่คุณทั้งสองคน…จะหวานอะไรกันดูคนอื่นนิดหนึ่ง!”
ทั้งสองเมื่อทำสิ่งที่คุ้นเคยจึงลืมผู้คนรอบข้างไปโดยปริยาย เมื่อได้ยินเสียงกระตุ้นเตือนจึงผงะออกจากกัน ชายหนุ่มก็เกาหัวแก้เก้อ หญิงสาวก็เอามือปิดหน้า
หลังจากช่วยกันเก็บข้าวปลาอาหาร และล้างจานจามเสร็จแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็กลับมานั่งคุยกันใหม่
โดยที่เพียรได้เอ่ยปากบอกว่า “เอาแบบนี้ พี่มีตัวเลือกให้สองแบบ เพลงกับหมอปิ่นก็ไปปรึกษากันเองแล้วกัน!”
ปิ่นเอ่ยปากถามแทน “มีสองแบบไหนบ้างเหรอเพียร?”
“อย่างแรกนอนที่นี่ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งก็ดูจะลำบากและแออัดไปไม่ใช่น้อย ส่วนอย่างที่สองก็ไปนอนที่รถบ้านน่ะ” ชายหนุ่มไม่รอให้เพลงขวัญได้เอ่ยปากพูด เขาก็ฉวยโอกาสพูดต่อในทันที “ไม่ต้องรีบตัดสินใจไปดูที่รถบ้านก่อนค่อยว่ากันนะ”
เขาพยายามที่จะคะยั้นคะยอหญิงสาวทั้งสอง ให้ไปดูรถบ้านด้วยกันก่อน เมื่อเจอความสะดวกสบายที่ตนคุ้นชินมีหรือจะปฏิเสธ จุดประสงค์หลักของเขาเป็นหมอปิ่น เพราะว่าทางรุ่นพี่ว่าไงเพลงขวัญก็ต้องว่าตาม!
ยามเมื่อไปถึงรถบ้านทั้งสองคนก็ดวงตาลุกวาว เพราะว่าในรถบ้านมีอุปกรณ์ครบครัน โดยเฉพาะห้องน้ำที่มีฝักบัวพร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น ที่เตียงนอนก็นอนได้หลายคนแถมยังมีแอร์อย่างดีติดตั้งมาในตัว นี่ยังไม่นับรวมพวกเตาปิ้งย่างทำอาหาร
แต่เพลงขวัญขมวดคิ้วน้อย ๆ เรียวบางของเธอ ภายในใจเธอไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ที่จะนอนสะดวกสบายแบบนี้ มันไม่เป็นการเอาเปรียบคนอื่นเกินไปหน่อยหรือ? อีกอย่างที่ตนมาในครั้งนี้ก็เพราะอยากมาสัมผัสกับบรรยากาศ…
ปิ่นแก้วหันไปมองเพื่อนสาวทันที “นี่ยัยเพลงฉันรู้นะว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่…แต่ไอ้พวกบรรยากาศที่แกอยากได้เดี๋ยวก็ได้ไปเจอตอนไปเยี่ยมบ้านคนเอง…” หลังจากนั้นปิ่นแก้วก็เริ่มหว่านล้อมเจ้าตัวอยู่อีกหลายสิบประโยค กระทั่งเริ่มยกแม่น้ำทั้งห้ามาด้วย
จนสุดท้ายเพลงขวัญยอมใจอ่อนเลือกที่จะนอนบนรถ โดยทางฝั่งผู้ชายก็จะนอนที่รถอีกคันแทน สองสาวเมื่อตัดสินใจได้จึงวิ่งไปลากกระเป๋าจากบ้านของผู้ใหญ่มา และจัดแจงวางไว้ในรถบ้านทันที ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
เพลงขวัญได้เอ่ยปากบอกว่าจะขอไปอาบน้ำก่อน เธอได้ถามนายเพียรหน้าเหม็นมาแล้ว ว่าใช้น้ำได้มากน้อยแค่ไหน ผลคืออีกฝ่ายชี้นิ้วไปที่รถบรรทุกน้ำสะอาดสองคันที่จอดอยู่ด้านข้าง ก็ทำเอาเธอพูดอะไรไม่ออก…
ดูท่าพวกเธอคงเป็นหนูติดจั่นเข้าให้แล้ว เพราะมันเป็นไปตามแผนของพี่ชายเธอทั้งหมด จึงทำเอาเธอรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ทำได้เพียงแต่แอบบ่นในใจ
แต่เมื่อเปิดน้ำอาบเธอได้สัมผัสไอร้อนจากเครื่องทำน้ำอุ่น ก็ยิ่งทำเอาเธอรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก อารมณ์หงุดหงิดก็ค่อย ๆ จางหายไป เพลงขวัญอาบน้ำไปก็ฮัมเพลงไป…