ไอ้หนุ่มเอ็งเป็นใคร?
ไอ้หนุ่มเอ็งเป็นใคร?
ตอนที่ 43 ไอ้หนุ่มเอ็งเป็นใคร?
ร่างทรงเผ่าอาข่าพูดหนุน “ข้าเห็นด้วยแบ่งความชอบเป็นสิบส่วน แต่ละเผ่าต้องลงแรงคนที่ออกหน้าจัดการได้คุณความชอบ โดยทุกเผ่ามีคนละหนึ่งแต้ม ใครจัดการได้ก็รับเอาไปอีกสามแต้ม รวมกับเผ่าที่ตัวเองมีอยู่เท่ากับสี่แต้ม”
ร่างทรงเผ่าม้งพูดแย้ง “ข้าไม่เห็นด้วย ถ้าหากมีคนร่วมมือกันขึ้นมาจะทำยังไง?”
ร่างทรงเผ่าเย้าหัวเราะ “ก็แสดงว่าเผ่าเอ็งไม่มีใครคบหาด้วยยังไงล่ะ?”
ร่างทรงเผ่าม้งตบโต๊ะดังลั่น พร้อมชี้นิ้วด่า “อีผีโง่จะตายเมื่อไหร่ยังไม่รู้ตัว ไม่สู้ใช้วิธีดั้งเดิมของชนเผ่าพวกเรา ใช้กำลังตัดสินกันไปเลยเอาไหมล่ะ!?” เขาแสยะยิ้มหัวเราะ
ร่างทรงเผ่าละหู่รีบหนุนเสริมความเห็นเดิม “ถูกต้องข้ายังยืนยันความคิดแรกเริ่ม สู้กันเถอะ! มาตัดสินกันแบบนี้ดีกว่า ถ้าเกิดพวกเอ็งจัดกิจกรรมไล่ล่า มีหวังถูกพวกคนในกระทรวงมันเพ่งเล็งเป็นแน่!”
ในระหว่างนี้ชนเผ่าทั้งหก แบ่งเป็นอย่างละครึ่งต่างก็เริ่มงัดข้อกัน โดยที่มีเผ่ากะเหรี่ยง ม้ง ละหู่ นั่นสนับสนุนให้ใช้กำลังเข้าตัดสินตามแบบโบราณ ส่วนเผ่าไทใหญ่ เย้า อาข่า ขอให้จัดกิจกรรมไล่ล่าเพื่อความเป็นธรรม อีกทั้งทุกชนเผ่าต่างก็ได้รับผลประโยชน์
เมื่อการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ก็พูดจาสาดเสียเทเสีย ชี้หน้าตบโต๊ะด่ากัน ไม่ก็ไปขุดเอาเรื่องเก่าเต่าล้านปีมาด่าให้อับอาย เพียงไม่นานก็เริ่มเป็นไปตามที่เผ่ากะเหรี่ยงนำเสนอขึ้น โดยแต่ละคนต่างเรียกพวกผีบรรพชนในป่ามาหนุนเสริมในทันที
จึงทำให้บรรยากาศโดยรอบคล้ายดั่งอยู่ท่ามกลางขั้วโลกเหนือ มนุษย์รอบด้านต่างก็พากันตัวสั่น และรีบวิ่งจากที่นี่ไปตามคำสั่งของหัวหน้าเผ่า เด็กหนุ่มก็ประคองคนแก่บางคนก็แบกขึ้นหลังวิ่งหอบแฮก ๆ หนีไปไกล
เพราะคราวนี้พวกผีบรรพบุรุษ เริ่มยกพวกกันมาล้อมโรงเรียนไว้เต็มไปหมด ถ้าจะนับคนที่ตายตั้งแต่เมื่อหลายร้อยหลายปีก่อน ที่ยังไม่เข้าสู่สังสารวัฏย่อมมีเผ่าละไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคน ซึ่งประวัติศาสตร์แต่ละเผ่าย่อมไม่เท่ากัน พวกเขาต่างเก็บงำอำพรางมาโดยตลอด
แต่วันนี้ผีบรรพชนระดับแกนนำต่างพาลูกสมุนตัวเองออกมายกรัง เรียกได้ว่าเทออกมาทั้งรังเลยก็ว่าได้ ตอนนี้เองเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพผีของแต่ละชนเผ่า ที่สั่งสมมาเนิ่นนาน
เผ่าเล็ก ๆ ในตอนนี้ในอดีตเคยมีความรุ่งเรืองเพียงใด วันนี้ย่อมแสดงให้เห็นเด่นชัด ส่วนเผ่าที่ใหญ่โตในตอนนี้นั้นก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะสู้ได้
โดยเฉพาะเผ่าไทใหญ่ซึ่งมีกำลังบางตากว่าชนเผ่าอื่นอยู่มาก ส่วนเผ่าที่มีกำลังอยู่เยอะที่สุดนั่นก็คือเผ่ากะเหรี่ยง
เผ่าไทใหญ่เห็นกองกำลังตนเองเล็กกว่าก็เอ่ยปากพูดว่า “จำนวนไม่ได้สำคัญเสมอไป คนเยอะแต่ไร้คุณภาพก็เท่านั้น…” เขาเอ่ยปากแขวะคนที่มองมายังพวกตนอย่างหยามเหยียด
ร่างทรงเผ่าไทใหญ่พูดขึ้น “เผ่าลีซูจะเอายังไง…เอ็งเป็นคนกลางนัดมาพูดคุยไม่ใช่รึ เหตุใดจึงนั่งเงียบอยู่อย่างนั้นเล่า หรือว่ามีแผนการอื่นใด?”
พวกผีบรรพชนที่อยู่ในดอยกาดผีของเผ่าลีซู ต่างก็เตรียมพร้อมอยู่นานแล้ว ยามเมื่อแต่ละชนเผ่าทั้งหกใช้ทัพหลักพุ่งเข้ามาหนุนเสริม ผีผู้นำของเผ่าลีซูก็ไม่ได้ลีลาชักช้า พากันเคลื่อนขบวนมาเสริมกำลังให้ลูกหลานตนทันที โดยที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของอะมีมะ
อะมีมะพูดขึ้น “ใครบอกว่าข้านัดพวกเอ็งมาพูดเรื่องนกภูตทูต?” เขาแสยะยิ้มชั่วร้ายพูดขึ้น และยังกล่าวต่อ “ที่ข้านัดพวกเอ็งมาก็เพราะ…มีคนต้องการพบต่างหาก!”
พวกผู้นำผีบรรพชนต่างจับจ้องไปยังอะมีมะ พร้อมพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง “เป็นใครกันที่ต้องการพบพวกข้า!”
อะมีมะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เขาฝืนใช้พลังประคองตัวไว้ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “เขาไม่ได้ต้องการที่จะพบกับพวกท่าน หากแต่ต้องการพบบรรดาพวกเราที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านสิบวิถี ซึ่งเป็นพวกท่านผู้นำทั้งหลายที่พากันยกทัพออกมาเอง” ร่างทรงหญิงสาวส่ายหน้าอย่างหน่ายใจ
“แล้วมันอยู่ที่ใด…เหตุใดยังไม่ไสหัวออกมาอีก?” หนึ่งในเจ็ดบรรพชนพูดขึ้น
“ข้าไม่รู้แต่ตอนนี้สถานการณ์บานปลาย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาหรือเปล่า!” อะมีมะมองไปยังรอบ ๆ ที่มีผีโผล่มาเป็นกองทัพ ตัวเขาเองยังรู้สึกหวาดกลัว ยามเมื่อพูดก็ต้องใช้เวทสะกดใจ เพื่อไม่ให้เผลอคุกเข่าลงไปกับพื้น เพราะตอนนี้เขาเป็นเป้าสายตามากเกินไป
“มันไม่มาก็ช่างหัวมัน…แต่เรื่องนกภูตทูต พวกเราเจ็ดคนปรึกษาหารือกันแทนจะดีกว่า ส่วนพวกเด็ก ๆ ให้พวกมันทำตามก็พอ” ผีบรรพชนผู้นำเผ่าเย้าเอ่ยปากขึ้น
“ไม่สู้พวกเราไปจับยัยหมอผู้หญิงอะไรนั่น เอานกหัสดีลิงค์มาไว้ในกำมือก่อน แล้วค่อยมาแบ่งสันปันส่วนกันก็ยังไม่สาย…พวกเอ็งคิดว่ายังไง?” ผีผู้นำของอาข่าเสนอ
“ใช่…ถ้าไม่มีของอยู่ในมือ ที่พวกเราพูดมามันก็แค่วาดวิมานบนอากาศ ต้องมีของอยู่ในมือก่อนถึงจะพูดเรื่องนี้กันได้” ผีผู้นำเผ่าลีซูสนับสนุนความเห็นนี้
เผ่ากะเหรี่ยงผู้มีกำลังมากล้นที่สุดพูดขึ้น “ข้าก็คิดว่ามันควรเป็นเช่นนี้ ไม่สู้พวกเราบุกไปจับมันมาเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว…ไหน ๆ ก็แห่กันมาขนาดนี้แล้ว!”
ผีผู้นำเผ่าไทใหญ่กลับเห็นแย้งกับบรรดาลูกหลานของตน เขาพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วย เพราะอาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวก็เป็นได้ ค่ายอาสาอาจมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อย่าได้คิดลองดี!”
ผีผู้นำอาข่าเอ่ยปากแขวะ “ถ้าเอ็งหวาดกลัวนักก็จงหลีกหนีไป…ที่แล้ว ๆ มาเอ็งอยู่ได้ก็เพราะโอนอ่อนผ่อนตามไม่ใช่รึ!”
เมื่อถูกสายตาดูหมิ่นก็ทำเอาผีผู้นำเผ่าไทใหญ่กรุ่นโกรธ “ไม่จำเป็นต้องเสี้ยมพวกข้าไปหรอก ถ้าเกิดว่าทุกคนในที่นี้ตกลงว่าจะบุกก็ต้องไปพร้อมกัน!” เขาเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก เป็นดั่งสุภาษิต ‘ผีถึงป่าช้า’
เมื่อทั้งเจ็ดหารือกันได้อีกสองสามประโยค ก็มีเสียงกังวานดุจระฆัง ดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่าเขาลำเนาไพร สะท้านเข้าสู่วิญญาณของพวกผีทั้งหลายโดยตรง
พริบตานั้นเรือนกายก็วูบไหว มาปรากฏอยู่ด้านข้างของร่างทรงเผ่าลีซู หรือก็คืออะมีมะ “ในเมื่อตัดสินใจกันดีแล้ว พวกเราสองฝ่ายก็ไม่มีอะไรที่จะต้องพูด!” ชายหนุ่มที่มาใหม่เงยหน้าไปจ้องสบตากับผีผู้นำทั้งเจ็ด
“ไอ้หนุ่มเอ็งเป็นใคร!” ผีผู้นำเผ่ากะเหรี่ยงเอ่ยปากถาม
“พ่อค้าความตาย…” ชายหนุ่มตอบกลับแบบง่าย ๆ
แต่ทุกพยางค์ที่เขาพูดกลับแฝงไปด้วยมนตรา โดยเฉพาะคำว่า ‘พ่อค้าความตาย’ คล้ายกับว่าคำนี้มีอำนาจอยู่ในตัวมันเอง
……
ในหมู่บ้านสิบวิถี
ณ บ้านหลังหนึ่ง หญิงสาววัยยี่สิบกว่าท้องแก่จวนจะคลอด หลังจากตรวจอย่างละเอียด หมอเพลงขวัญก็แจ้งไปว่าคืนนี้น่าจะได้ข่าวดี ดังนั้นเธอจึงทำเครื่องหมายสีแดงไว้บนกระดาษแผนที่ พร้อมแจ้งหมอปิ่นแก้ว กับทางโครงการไป
ส่วนทางผู้ใหญ่บ้านก็ย่อมรับรู้ ด้วยเพราะว่าตามประกบอยู่ข้างกายของคุณหมอไม่ห่างกาย จึงขันอาสายอมมาช่วยดูแลอาการบ้านนี้ให้
ทางคุณหมอเพลงขวัญ เธอรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ที่ตนจะได้ทำคลอดเด็กในสถานที่ซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาล เธอจึงวิ่งวุ่นหลังจากตรวจเสร็จเพื่อจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือ แน่นอนว่าคุณหมอในโครงการก็ให้ความสนใจอยู่เหมือนกัน
พอตกเย็นปิ่นแก้วและหมอเพลงขวัญ ต่างก็มารออยู่ที่บ้านหลังนั้น โดยที่มีอาสาสมัครที่ดูแลด้านความปลอดภัยเดินตามมากับผู้ใหญ่บ้าน เพื่อช่วยคุ้มครองดูแลหมอสาวทั้งสอง
ข้อดีของการคลอดแบบธรรมชาตินั้นมีมาก แต่ส่วนข้อเสียก็ใช่ว่าจะไม่มี โดยเฉพาะการคลอดแบบธรรมชาตินั้น มักจะใช้เวลาในการคลอดนานกว่าการผ่าตัดคลอด และก็อาจมีความเจ็บปวดมากระหว่างการคลอด บ้างก็เกิดการฉีกขาดของช่องคลอดหรือฝีเย็บ
ในบางกรณี อาจต้องเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินหากมีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นในบางคราเครื่องไม้เครื่องมือ และองค์ความรู้นั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมาก
ภายในบริเวณโดยรอบ ได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงสาวผู้ใกล้จะเป็นแม่ ซึ่งกำลังเบ่งลูกของตัวเองออกมา เธอรู้สึกเจ็บปวดทรมานไม่ใช่น้อยเนื่องจากเป็นท้องแรก คุณหมอทั้งสองที่อยู่ด้านข้างก็ต่างช่วยกันสอน ช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่
คุณหมอทั้งสองช่วยกัน ‘เชียร์เบ่ง’ อย่างเต็มที่ และเมื่อเห็นว่าได้เวลาที่สมควรแล้ว จึงได้สั่งให้คุณแม่เริ่มก้มหน้าชิดคาง เบ่งลงก้นเหมือนตอนที่ขับถ่ายอุจจาระ เธอได้สอนวิธีการสูดลมหายใจที่ถูกต้องให้กับคุณแม่ยังสาว ซึ่งมันถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการคลอดแบบธรรมชาติ
เพียงไม่นานทารกตัวน้อยก็หลุดออกมา เพลงขวัญก็เริ่มใช้ผ้ามาเช็ดตัว ทำความสะอาด ร่างกายและดูดเสมหะของทารกตามปกติ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นการคลอดที่ปกติสุข
ซึ่งแน่นอนว่าที่ด้านนอก ยามเมื่อเห็นเด็กน้อยเริ่มส่งเสียงร้องออกมา คนในครอบครัวก็ส่งเสียเฮลั่นพลางกระโดดกอดกัน
แต่เพียงแค่ชั่วครู่เดียว ยามเมื่อทารกถูกตัดสายสะดือออก ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติก็พลันบังเกิดขึ้น
ภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรโดยมีจุดสูงกลางเป็นทารกตัวน้อย สายรุ้งเจ็ดสีพาดผ่านเหนือท้องฟ้า คล้ายเป็นนิมิตหมายอันดีงาม ตามมาด้วยเสียงกังวานของเครื่องดนตรีที่ดังขึ้น ทำให้ผู้คนโดยรอบรู้สึกผ่อนคลาย
แต่เป็นความรู้สึกผ่อนคลายเพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น หลังจากนั้นเครื่องดนตรีดังกล่าวคล้ายกับถูกเด็กน้อยเริ่มบรรเลง ทำให้ท่วงทำนองแปรเปลี่ยนไป จากเสียงที่ฟังดูไพเราะกลับกลายเป็นเสียงที่ไร้ซึ่งท่วงทำนอง
ซึ่งเสียงของมันเริ่มดังเข้าไปในโสตประสาทของทุกคน ทำเอาทุกคนที่อยู่ภายในหมู่บ้านสิบวิถีต่างแสบแก้วหูกันถ้วนทั่ว พยายามใช้สองมือปิดป้องหูเอาไว้ แต่ว่ามันก็ยังดังเล็ดลอดเข้ามาได้อยู่ดี บางคนที่ทนไม่ไหวก็เป็นลมหมดสติลงไป…