กำเนิดเด็กเทพ!
กำเนิดเด็กเทพ!
ตอนที่ 44 กำเนิดเด็กเทพ!
ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
ในหมู่บ้านหลังจากทองทับไปช่วยแฟนสาวจัดการงานเสร็จ เขาก็ส่งข้อความไปหาเพียรทันทีบอกว่านัดผีไว้ให้เรียบร้อย โดยที่อะมีมะส่งคนในเผ่ามาบอกเขาว่า สถานที่นัดรวมตัวก็คือโรงเรียนหมู่บ้านสิบวิถี
ดังนั้นพอตกเย็น พวกเขาทั้งสามคนจึงไปเยี่ยมเยือนที่ประชุมแห่งนั้น
แน่นอนว่ามีเพียรยามเมื่อมาถึงบริเวณนี้ มีเพียงแค่เขาคนเดียวที่สัมผัสได้ถึงกองทัพผี ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่าเขาอย่างมิดชิด แม้กระทั่งพลังเวทก็ไม่ปล่อยให้รั่วไหล
บุญกองเอ่ยอย่างตื่นเต้น “เอ่อ…ลูกพี่จ๊ะไหนล่ะผี?” เขาพยายามมองไปยังบริเวณรอบโรงเรียน แต่ก็ยังไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติ มีก็แค่พวกคนแก่หลายคนนั่งหันหน้าเข้าชนกัน ในมือของเขาถือกล้องส่องทางไกลไว้อยู่ ตอนนี้เจ้าตัวแต่งตัวดูคล้ายพวกทหารพรานก็ไม่ปาน
“มันเริ่มกันแล้ว…ว่าแต่เอ็งไม่กินเห็ดนั่นรึไง มันสามารถช่วยให้มองเห็นภูตผีได้ดีขึ้น!” ทองทับเอ่ยปากพูด รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏที่มุมปากของเจ้าตัว
บุญกองหันไปมองพี่เพียรก็ถามว่า “กินแล้วจะมองเห็นได้จริงหรือเปล่าจ๊ะพี่?”
เพียรพยักหน้ารับ “ของที่ลูกพี่เอ็งให้ไปไม่ใช่ของธรรมดา กินแล้วสามารถช่วยฝึกฝนพลังเวท รวบรวมพลังเวทมีฤทธิ์สามารถทำให้มองเห็นวิญญาณร้ายได้ ในบางครั้งก็สามารถมองได้นานหน่อย ในบางครั้งก็พริบตาเดียว มันขึ้นอยู่กับคุณภาพ”
บุญกองลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดกล่องไม้ออกมาและหยิบเอา ‘เห็ดหมอกม่วง’ ขึ้นมาจ้องดูนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับมันตรง ๆ ลักษณะก็ดูคล้ายกับเห็ดที่ตนวาดตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิด พอมองดูรอบหนึ่งแล้วเขาก็กัดมันไปทีหนึ่ง
รสชาติหวานไหลทะลักออกมาจากบริเวณเห็ด บุญกองพลันนึกถึงพวกไอติมแท่งที่กินตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป จากนั้นเขาก็กินต่ออย่างเอร็ดอร่อย ภายในร่างกายเขาดูเหมือนว่าจะได้รับสารหล่อเลี้ยงพิเศษ ทำให้เลือดของเขาเริ่มค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป
เพียรใช้นิ้วชี้จิ้มไปกลางหน้าผากอีกฝ่าย คล้ายกับต้องการทำพิธีเบิกเนตร สำหรับคนข้างกายเขาไม่ขี้เหนียววิชาเล็กน้อยพวกนี้
ทองทับก็แอบหัวเราะอยู่ภายในใจ เขาเริ่มคิดแผนการสนุก ๆ ขึ้นมาได้ ระหว่างที่เจ้าหนูข้างกายมันมองสำรวจร่างกายตนไปมา บุญกองในตอนนี้ก็คิดขึ้นว่าต่อให้ยกช้างทั้งตัวก็ยังไหว แต่นั่นเป็นเพียงเพราะเขาคิดไปเอง…
……
หลังจากพวกผีบรรพบุรุษเริ่มจัดประชุมกันได้ไม่นาน ต่างก็ตบโต๊ะชี้หน้าด่ากราดใส่กัน บุญกองแรกเริ่มก็ตกใจ แต่เมื่อเห็นลูกพี่ใหญ่ทั้งสองคนขนาบอยู่ข้างกายตน มองให้มากหน่อยจะเป็นอะไรไป
พวกผีเหล่านี้ต่างแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าชุดพื้นเมือง อีกทั้งยังยืนอยู่แบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้บุญกองมองดูอย่างเข้าอกเข้าใจ แม้เขาจะเห็นผีแต่คราวนี้ก็ไม่ได้กลัวมากนัก อาจจะเป็นเพราะอยู่ห่างไปไกล แถมยังไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไร
แต่ก็ยังดีที่มีลูกพี่ของตนคอยแพล่มให้ฟังอยู่ตลอด
ทองทับหัวเราะร่า “ไอ้พวกนี้…มันจะเล่นงานเพลงขวัญให้ได้วะ!”
หางคิ้วของเพียรกระตุกถี่ยิบ โดยเฉพาะยามเมื่อคนในเผ่าไทใหญ่จะจับเพลงขวัญไปทำพิธีบูชายัญความโกรธของเขาก็พลันปะทุขึ้นทันที
ทางด้านทองทับก็เหล่ตาไปมองเจ้าเพียรมัน เขายิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายพลางคิดในใจว่า “ไปแตะเอากล่องดวงใจของไอ้หนูนี่เข้าให้ คงมีเรื่องสนุก ๆ ให้ดูเสียแล้ว!”
หลังจากตบชี้หน้าเถียงกันอยู่หลายนาทีเพียงชั่วครู่เดียว ฝูงห่าผีจากทั่วทุกสารทิศต่างก็พร้อมใจกันกรูไปที่โรงเรียนสิบวิถียืนแน่นขนัดตา ถึงแม้ว่าบุญกองไม่ต้องใช้พลังเวทก็สามารถมองเห็นได้จากที่ไกล
นี่จึงทำให้เขาดวงตาเบิกโพลง มือซ้ายกำชายแขนเสื้อของทองทับไว้แน่น แต่มือขวาก็ยังอดไม่ได้ที่จะใช้กล้องส่องไปดูสถานการณ์
ยามเมื่อฝูงห่าผีปรากฏตัวขึ้น ทองทับก็เริ่มสัมผัสได้ทันที เขาแอบตกใจอยู่ไม่น้อยที่พวกมันพากันออกมามากถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังสัมผัสถึงมันไม่ได้เลย ไม่รู้พวกผีเหล่านี้ใช้มนตราอะไรกัน ถึงได้ปกปิดพลังวิญญาณของพวกตนไว้อย่างมิดชิดเช่นนี้
บุญกองจ้องมองไปยังฝูงห่าผีนั่นแต่ละคนถืออาวุธไว้ในมือ เตรียมพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันตลอดเวลา ใบหน้าของแต่ละคนดูคล้ายกับศพที่ถูกฝังมานานปี มันทั้งเหี่ยวย่นทั้งมีน้ำหนอง มองดูแล้วชวนขนหัวลุก ยิ่งทำให้เขากอดขาลูกพี่ตนแน่นไม่ยอมปล่อย
เพียรยืนฟังอยู่นานแล้ว พอเห็นอีกฝ่ายใกล้ตกลงกันได้ เขาจึงเริ่มกระทืบเท้าเบา ๆ พลันหายตัวไปจากบริเวณที่ตนยืนอยู่
“วิชาย่อธรณี!” ทองทับหลุดปากพูดชื่อนี้ออกมา
บุญกองมองซ้ายขวาไม่เห็นพี่เพียรของตน จึงหยิบเอากล้องส่องไปที่บริเวณสภาโต๊ะกลมที่เหล่าบรรดาร่างทรงนั่งกันอยู่
ชายหนุ่มเอ่ยปากพูดแนะนำตัวเองด้วยฉายาของตน “พ่อค้าความตาย!”
……
“พวกเอ็งนี่ก็ช่างคิดได้…เป็นผีห่าอยู่ในป่าหลบแดดก็ดีอยู่แล้ว เพียงเพื่อนกน้อยตัวเดียวกลับเทออกมาทั้งรัง ยกกันออกมาเป็นโขยง เฮอะ…แล้วไอ้คนที่เอ็งจะเล่นงานคือเพลงขวัญ ว่าที่แฟนสาวของข้า” เขาพูดจาเนิบนาบ พลางปล่อยมือจากบ่าของอะมีมะ
จากนั้นก็ก้าวเดินวนไปรอบ ๆ โต๊ะ สองมือไพล่อยู่ด้านหลัง คล้ายไม่ยี่หระกับบรรดาผีในกองทัพทั้งหมดนี้แต่อย่างใด…
“เด็กน้อยหากเอ็งรู้หาญรู้ขลาด ก็จงหลีกหนีไปเถิด อย่าได้มาอวดเก่งอยู่ที่นี่ประเดี๋ยวจะหักลำเอาเสีย!” ผีผู้นำเผ่าไทใหญ่เอ่ยปากเตือน
“ยังเป็นเจ้าที่พูดจาระรื่นหูข้า…ผีเฒ่า” เพียรหันหน้าไปสบตากับผีเฒ่าตนนั้น
อีกฝ่ายกัดฟันกรอด “ข้าถือว่าเตือนเอ็งแล้ว รับผิดชอบผลที่ตามมาเองก็แล้วกันไอ้หนู!”
“ถ้าอย่างงั้นจะรอช้าอยู่ไย ไม่รีบลงมือเข้าล่ะ?” ชายหนุ่มอ้าแขนกว้าง คล้ายกับเชื้อชวนให้อีกฝ่ายลงมือตีตน
เขาพลางกวาดสายตาไปมองผีทั้งหลาย “ถ้าให้ข้าเป็นคนลงมือก่อน เกรงว่าพวกเจ้าทุกคนคงไม่มีใครออกจากที่นี่ไปได้!”
เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากบรรดาฝูงผี ก่อนจะมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น “ต่อให้เอ็งจะเป็นคนในหออาชาไนยแล้วอย่างไร อายุเพียงแค่นี้มันจะมีดีสักเพียงใด เกรงว่ายังไม่ถึงสามเพลงก็ตกม้าตายเสียแล้ว เหมือนที่คนในหอเอ็งชอบพูดกัน”
หลังจากนั้นเสียงหัวเราะเยาะของฝูงผีนับหมื่นตัวก็ตามมา พวกมันลอยอยู่รอบโรงเรียนสิบวิถี ตั้งขบวนเป็นกองทัพเจ็ดสายเจ็ดเผ่า ทำให้เสียงหัวเราะดูน่าขนหัวลุกเหลือประมาณ
หากว่าคนธรรมดาเพียงแค่ได้ยินก็เกรงว่าจะสิ้นสติ หรือกลายเป็นบ้าไปในทันที หากผู้มีวิชาระดับต่ำ พลังเวทจะเริ่มแตกซ่านควบคุมเอาไว้ไม่อยู่
บรรยากาศโดยรอบยิ่งนานยิ่งหนาวเย็นจับใจ กระทั่งไอหมอกรอบกลายก็มีเค้าลางว่าจะกลายเป็นน้ำแข็งอยู่รอมร่อ
พวกเขาไม่ได้สนใจภูมิหลังของอีกฝ่ายเลย ต่อให้เป็นคนในกระทรวงเมื่ออยู่ต่อหน้าผีทั้งกองทัพก็จำเป็นต้องโอนอ่อนผ่อนตามบ้าง พวกเขาไม่ใช่คนโง่ถึงขั้นไม่รู้ว่าไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่มาจากหออาชาไนยเป็นแน่
เพียรเอ่ยปากพูดแขวะ “ช่างลีลาเยอะเสียจริง!” จากนั้นเขาก็สะบัดมือ เรียกเอาตะเกียงโบราณออกมา และยามเมื่อตะเกียงปรากฏอุณหภูมิหนาวเย็นโดยรอบ กลับเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ม่านหมอกที่กำลังจับตัวเป็นน้ำแข็งพลันสลายหายไป
และตามมาพร้อมกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าที่กำลังโมโหร้าย ดังสะท้านไปทั่วทั้งขุนเขา “มออออ!” พลังเวทที่อยู่โดยรอบเริ่มถูกแผดเผา ไม่นานเจ้าควายตัวน้อยพุ่งออกมาจากตะเกียง
มันวิ่งวนไปมาอยู่บนอากาศอย่างสบายใจ และทุกฝีก้าวที่มันวิ่งผ่านจะทิ้งรอยเท้าเพลิงเอาไว้ในอากาศ เกิดเป็นเส้นทางเพลิงสายหนึ่ง
เจ้าควายน้อยตัวเล็กจ้อย จ้องมองไปยังฝูงห่าผีโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัว เพราะสายเลือดของมันกำลังเรียกร้องให้กลืนกินดวงวิญญาณเหล่านี้ มันจึงทำท่าทางดมกลิ่น เสียงดัง “ฟืดฟาด” คล้ายกำลังประเมินอาหารว่าน่าอร่อยหรือไม่
ที่มุมหนึ่งบนเนินเขา บุญกองจ้องมองควายตัวน้อยนั่นอย่างไม่กะพริบตา เขาอดแปลกใจไม่ได้เอ่ยปากถามว่าสิ่งนี้คืออะไร
ทองทับพูดด้วยเสียงหนักแน่นจริงจัง “มันคือไฟ…วิญญาณแห่งไฟ…สายเลือดแห่งสัตว์บรรพกาล”
บุญกองเอ่ยปากถามอย่างตะกุกตะกัก “ล…แล้วแบบนี้พี่เพียรจะสู้พวกมันได้หรือ ควายตัวหน่อยหนึ่ง กับผีห่าทั้งฝูง…ฉ…ฉันนับ ๆ ดูแล้วคงมีเป็นหมื่นตัว!”
“เอ็งอย่าได้ไปดูถูกมันเชียว!” ทองทับเอ่ยปากเตือน
“อย่างแรกเอ็งจะต้องเข้าใจกฎเรื่องหนึ่งก่อนนั่นก็คือ ‘สิ่งหนึ่งมักจะข่มกำราบอีกสิ่งหนึ่งเสมอ’ เฉกเช่นในป่าใหญ่ มักจะมีลำดับของ ‘ห่วงโซ่อาหาร’ ซึ่งถูกแบ่งไว้ใช่ไหม อย่างเช่นกบกินยุง แต่งูดันกินกบ ส่วนนกก็กินงู…”
เมื่อทองทับอธิบายมาเป็นศัพท์ง่าย ๆ เขาย่อมเข้าใจในทันที “แล้วไอ้เจ้าควายน้อยตัวนี้มันกินอะไรเป็นอาหารหรือจ๊ะพี่?”
“พูดยาก” ทองทับขมวดคิ้ว “แต่ข้าแน่ใจเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือมันกินวิญญาณเป็นอาหาร!” ไม่เช่นนั้นคงไม่มีประโยชน์ที่ไอ้เพียรมันจะเรียกออกมา
“เอ็งกินพวกมันตามที่ต้องการ…” เพียรเริ่มออกคำสั่งในทันที
เจ้าควายน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น มันจึงใช้เท้าตะกุยอยู่กลางอากาศ ปรากฏเพลิงร้อนผ่าวที่ปะทะเข้ากับความเย็นจากหมอกตามสภาพอากาศ รวมเข้ากับความเย็นของกองทัพผี
“มอ!” เพียงแค่เสียงคำรามสั้น ๆ ก็สั่นสะท้านดวงวิญญาณทั้งหลาย
ผีบรรพชนผู้นำทั้งเจ็ดต่างก็ตาลีตาเหลือก พวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง ยามเมื่อพบกับควายสีแดงเถือกไร้ซึ่งที่มานี้ สัญชาตญาณบอกให้พวกเขาถอยร่นในทันที
ปล. ให้สะดวกแนะนำอีบุ๊กเป็นอีกช่องทางหนึ่งครับ
ขอบคุณครับ