LNCrawler

อำนาจแห่งอาชาไนย

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

อำนาจแห่งอาชาไนย

ตอนที่ 471 อำนาจแห่งอาชาไนย

 

ณ จุดลงทะเบียนหน้าโดมประมูลกลาง บรรยากาศที่เคยจอแจและคึกคักไปด้วยเสียงเจรจาต่อรอง พลังเงียบสงบเมื่อก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้

ครูฝึกหนุ่มจากกองที่ 1 ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบคะแนน ส่งมอบบัตรประจำตัวคืนให้กับเพียรและสหายอีกสามคนด้วยมือที่สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาฉายแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิดกับตัวเลขคุณความชอบที่เขาพึ่งได้เห็น

ทางด้านแตงไทยกับจงรัก ก็เดินแยกย้ายกันไปอย่างแนบเนียน เนื่องจากจุดที่ให้ครูหนุ่มนั่งอยู่ถือเป็นความลับ ป้องกันไม่ให้พวกตาดีทั้งหลายแอบลอบมอง

ขณะที่กลุ่มของเพียรกำลังจะก้าวเข้าสู่โรงประมูล เสียงทุ้มหนักแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็นพลันดังขึ้นจากด้านข้าง มันไม่ใช่แค่เสียงตะโกน แต่เป็นเสียงที่ตัดผ่านทุกความวุ่นวายและหยุดทุกย่างก้าวของผู้คนที่อยู่รายรอบ

“เดี๋ยวก่อน!”

‘พรชัย’ ชายหนุ่มร่างยักษ์ผู้มีกล้ามเนื้อหนาแน่นราวกับหินผา ก้าวออกมาขวางทาง แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความกร่าง บัดนี้กลับฉายแววเคียดแค้นอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งเบื้องหลังของเขาคือกลุ่มพลทหารจากวงแหวนที่ 3 

และที่สำคัญที่สุดคือ ‘แทนคุณ’ ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลังด้วยรอยยิ้มที่เยือกเย็น

‘แทนคุณ’ ชายหนุ่มผู้ได้รับพรจากพระขันธกุมาร แม้นดูภายนอกสง่างามและเปี่ยมด้วยศรัทธา เขาสวมชุดฝึกที่สะอาดสะอ้าน แต่ว่ากลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่หนักอึ้งออกมาจนคนรอบข้างรู้สึกหายใจไม่สะดวก

เขาไม่ได้มองมาที่เพียร แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปยังเมฆาด้วยแววตาที่ทั้งเหยียดหยามและสมเพช

พรชัยคลี่ยิ้ม เดินตรงเข้าไปหยุดอยู่หน้าเมฆา ก่อนจะเริ่มพูดจาเหมือนพวกตัวประกอบในนิยาย “ว่าไงวะ…ไอ้ขี้แพ้! สุดท้ายก็หนีหางจุกตูดไปวงแหวนอื่นเลยเหรอวะ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

เพียรไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำ เขายังคงยืนนิ่งราวกับว่าบทสนทนานี้ มันไม่มีค่าพอให้เขาสนใจ

เมฆามองพรชัยด้วยสายตาที่สงบนิ่งและเย็นชา ความรู้สึกโกรธย่อมมี แต่ตอนนี้เขามองอีกฝ่ายเป็นพวกตัวประกอบขี้อิจฉาก็เท่านั้น

เขายิ้มที่มุมปากแล้วตอบกลับเรียบ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน “ขอบใจที่เป็นห่วง การพ่ายแพ้ครั้งนั้นสอนให้ข้ารู้ว่า พลังที่ต้องขอยืมจากเทพองค์อื่นมา มันช่างเปราะบางแค่ไหน ถ้าหากไร้ซึ่งพลังนั่นพวกเอ็งก็เป็นได้แต่ลูกกระจ๊อกเท่านั้นแหละ?”

ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้ในครั้งนั้น มันไม่ได้จางหายไปไหน แต่ว่ามันถูกหลอมรวมเข้ากับพลังใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนแส้ที่มองไม่เห็น ฟาดเข้าไปที่ใบหน้าของแทนคุณอย่างจัง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ดวงตาจะวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะที่ถูกจุดขึ้น

“ปากดีนี่หว่า!” แทนคุณได้ก้าวออกมาข้างหน้าพรชัยเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยโทสะที่คุกรุ่น

“ดูเหมือนว่าการหนีไปซบอก ‘ไอ้ผู้พันกระจอก’ มันจะทำให้เอ็งกล้าปากดีขึ้นนะไอ้ขี้แพ้!” เขาจงใจเน้นคำสุดท้ายใส่หน้าเมฆา แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่เพียรเป็นครั้งแรก

พรชัยและพรรคพวกหัวเราะร่า “ใช่แล้ว! ‘ไอ้ผู้พันกระจอก!’ ก็ดีแต่เก็บพวกขี้แพ้เข้ากองพัน แถมยังกล้าพาคนมาแค่หยิบมือมาเดินอวดในที่แบบนี้อีกรึ!”

นั่นคือสิ่งที่เพียรรอคอย เขาหันกลับมามองตัวประกอบเหล่านั้น จ้องสบตามือข้างหนึ่งยกขึ้นมาแตะที่เข็มกลัดนานแล้ว

เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ คล้ายคนขี้สงสัย “เมื่อครู่…พวกคุณพูดว่าอะไรนะ ผมฟังไม่ค่อยชัด?”

“พวกกูบอกว่ามึงมันเป็นไอ้ผู้พันกระจอก! ดีแต่เก็บพวกขี้แพ้เข้ากองพัน!” พรชัยตะคอกซ้ำอย่างได้ใจ

“ขอบคุณสำหรับคำยืนยัน!” เพียรกล่าวเรียบ ๆ ดวงตาของเขานั้นสงบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่กดดัน จนทุกคนโดยรอบที่ยืนมองดูเหตุการณ์สัมผัสได้

“พอได้แล้วพลทหาร!” ครูฝึกนายหนึ่งที่ยืนคุมสถานการณ์อยู่ ก็รีบก้าวเข้ามาห้ามปรามทันที “ที่นี่คือเขตของกองที่ 1 อย่าสร้างความวุ่นวาย!”

เพียรหันไปมองครูฝึก แล้วทุบใจพร้อมโค้งศีรษะแสดงความเคารพ ก่อนจะพูดขึ้น “ด้วยความเคารพครับครูฝึก ดูเหมือนว่าคนที่สร้างความวุ่นวาย มันจะไม่ใช่ผมตั้งแต่แรก และตอนนี้เราก็ต้องนำระเบียบวินัยมาพูดคุยให้ชัด…”

“สายการบังคับบัญชาและวินัยทหาร อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชาโดยตรง ครูฝึกไม่มีอำนาจแทรกแซงในเรื่องนี้ครับ!” เพียรกล่าวอย่างนอบน้อม

คำพูดที่สุภาพแต่เด็ดขาดนั้นทำให้ครูฝึกชะงักไป เพียรหันกลับมาเผชิญหน้ากับแทนคุณและพรรคพวกอีกครั้ง

“ในฐานะนักกฎหมาย ผมขอทวนความจำให้พวกคุณสักหน่อย” เพียรกล่าวเสียงทุ้มต่ำ 

รายละเอียดของกฎระเบียบ มันไหลทะลักออกมาจากปากของเขาราวกับสายน้ำ “ตามข้อบัญญัติหออาชาไนย ที่กระทรวงให้การรับรอง หมวดที่ 3 ว่าด้วยวินัยและการรักษาระเบียบ มาตรา 17 วรรค 2 ระบุไว้ชัดเจน…”

“ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องแสดงความเคารพ และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตนโดยเคร่งครัด การใช้กิริยาวาจาดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือท้าทาย ถือเป็นการฝ่าฝืนวินัยอย่างร้ายแรง!”

เพียรใช้นิ้วแตะที่ ‘ตราม้าสี่ปีก’ สีขาวบนหน้าอกของเขาเบา ๆ ทันใดนั้น ตราสัญลักษณ์ม้าสีขาวพลันส่องสว่างเจิดจ้า ก่อนที่มันจะวิ่งกระโจนออกมาจากเสื้อ เสียงร้องของมันทำเอาผู้ที่อยู่โดยรอบหันมาจ้องมอง ตอนนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังที่แห่งนี้

“ฮี้ ๆ” ม้าสีขาวสี่ปีกซึ่งดูสง่างาม วิ่งวนอยู่บนอากาศทั้งอย่างนั้น ราวกับดวงตะวันขนาดย่อม ที่ปรากฏขึ้นกลางลานประมูล มันไม่ได้ทำจากแสงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลึกแห่งอำนาจที่โปร่งใส ทุกย่างก้าวของมันได้ทิ้งประกายแสงเอาไว้เบื้องหลัง

ก่อนที่มันวิ่งห้อ ไปหมุนวนรอบกลุ่มของแทนคุณ พร้อมทิ้งไอพลังแห่งอำนาจที่ศักดิ์สิทธิ์และหนักอึ้งกดทับลงบนบ่าของทุกคน

“เมื่อพวกคุณทำการดูหมิ่นผมในฐานะ ‘ผู้พัน’ ซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่า พวกคุณที่เป็นเพียง ‘ผู้กอง’ ตามลำดับการปกครองที่ได้บัญญัติไว้ ตัวผมมีสิทธิ์ที่จะลงโทษพวกคุณทางวินัย ดังนั้นแล้ว ทั้งหมดจงฟัง ดันพื้น 1,000 ครั้ง…ปฏิบัติ!”

พรชัยหัวเราะเยาะ “ฮ่า ๆ อย่ามาตลกหน่อยเลย ที่นี่ไม่ใช่สนามฝึกของวงแหวนที่ 4 กฎของมึงใช้กับพวกกูไม่ได้!”

“มันจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ งั้นหรือ?” เพียรยิ้มให้เล็กน้อย “ในเมื่อคุณไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ผมคงต้องยกระดับการลงโทษ ตามมาตรา 19 ว่าด้วยการขัดขืนคำสั่งซึ่งหน้า ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับคำสั่งอันชอบด้วยกฎแล้วยังเพิกเฉยอีก…”

“ให้ถือเป็นการท้าทายอำนาจการปกครอง ผู้บังคับบัญชามีสิทธิ์ยื่นเรื่องต่อฝ่ายปกครองเพื่อพิจารณาโทษสถานหนัก อันได้แก่การเพิกถอนสถานะ การกักบริเวณคุมประพฤติ การปลดตำแหน่ง และการริบอาวุธทั้งหมด!” น้ำเสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วทุกทิศทาง

เพียรยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา และในมือของเขาปรากฏลูกแก้วบันทึกภาพขนาดเล็กที่กำลังส่องแสงริบหรี่ “ผมมีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานมัดตัวแน่นหนา และผมจะนับหนึ่งถึงสิบ ถ้าหากพวกคุณยังเลือกที่จะปฏิเสธ…”

“ผมจะถือว่าพวกคุณทั้งหมด ขัดขืนคำสั่งซึ่ง ๆ หน้า และจะยื่นเรื่องต่อหอฝึกอาชาไนย เพื่อให้เริ่มกักบริเวณพวกคุณทั้งหมดเป็นเวลา 1 ปี พวกคุณมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ การปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่สมเหตุผล นี่คือสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในกฎระเบียบ 1…2…3…”

บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ทุกสายตาจับจ้องมาที่การเผชิญหน้าครั้งนี้ แทนคุณมองเพียรด้วยแววตาที่ลุ่มลึก เขารู้ดีว่าเพียรไม่ได้แค่ขู่ การท้าทายอำนาจของผู้พันอย่างเป็นทางการพร้อมหลักฐานมัดตัวแน่นหนาต่อหน้าครูฝึกกองที่ 1 คือการฆ่าตัวตายทางการเมืองชัด ๆ

“7…8…9…”

“พอได้แล้ว!” แทนคุณเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ เขาสบตาเพียรอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนที่จะหันไปพยักหน้าให้พรชัยและพรรคพวกด้วยความขมขื่น “พวกเราทำตามที่ท่านผู้พันสั่ง!”

คนโดยรอบถอยห่างเว้นช่องไฟให้ ก่อนที่พวกเขาจะรีบดันพื้นหนึ่งพันครั้งในทันที 

“1…2…3…4!”

ความตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ภาพของแทนคุณ พรชัย และกลุ่มผู้ติดตามทั้งหมดที่ต้องก้มลงดันพื้นอย่างอัปยศ ต่อหน้าคนนับพัน กลายเป็นภาพที่ทุกคนต้องจดจำไปอีกนาน…