[เริ่มต้นภาคที่ 9] เสียงฝีเท้าของกองพัน!
[เริ่มต้นภาคที่ 9] เสียงฝีเท้าของกองพัน!
อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย
“ชนะตนนั่นแล ประเสริฐที่สุด”
[ ภาคที่ 9 ]
“งานเลี้ยงของมาร”
ตอนที่ 558 เสียงฝีเท้าของกองพัน!
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 เวลา 05:00 น.
ลมหนาวในยามรุ่งสางเริ่มพัดกรรโชกแรง หอบเอาไอเย็นยะเยือกมาปะทะกับใบหน้าของผู้คน แต่ทว่าความหนาวเหน็บนั้นกลับไม่อาจหยุดยั้งความร้อนแรงของเหล่าพลทหารได้ พวกเขากำลังวิ่งรอบตึกวงแหวนสีดำอย่างขะมักเขม้น
ดูเหมือนมันจะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับค่ายที่ 4 แห่งนี้ไปแล้ว ภาพของพลทหารนับพันนายที่พากันมาวิ่งรอบตึกเป็นระยะทางยาวเหยียดอย่างพร้อมเพรียง
“หนึ่ง! สอง! สาม! สี่!”
เสียงตะโกนขานจังหวะดังกึกก้องพร้อมกันจากปากของพลทหารนับพันนาย เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นคอนกรีตหนักแน่นและพร้อมเพรียงจนแผ่นดินสะเทือน
‘เมฆา’ รักษาการผู้บังคับกองพันที่ 4 กำลังวิ่งนำหน้าลูกน้องด้านหลังด้วยความภาคภูมิใจ
ทุกคนต่างสัมผัสได้อย่างชัดเจน หากเทียบวันแรกที่ถูกเกณฑ์เข้าค่ายกับวันนี้... สภาพร่างกายของพวกเขามันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว จากคนที่เคยผอมแห้งแรงน้อยหรือคนที่อวบอ้วนอุ้ยอ้าย
มาบัดนี้ร่างกายของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นสมส่วนและทรงพลัง
นี่คือผลงานของ ‘ครูฝึกกายภาพ’ จากกองสนับสนุน เข้ามาดูแลโภชนาการและตารางการฝึกร่างกายอย่างเข้มงวด เพราะอาหารวิเศษที่อัดฉีดให้ไม่อั้น ทำให้ผลลัพธ์มันออกมาน่าทึ่ง…
บัดนี้พวกเขาได้กลายเป็น ‘เครื่องจักรสังหาร’ ที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง มัดกล้ามเนื้อที่ถูกขัดเกลาด้วยระเบียบวินัย ฉายชัดอยู่ภายใต้เสื้อฝึกมนตราสีเหลืองอ่อนที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
“รักษาความสม่ำเสมอเอาไว้! เหมือนกับที่ผู้พันบอกอยู่เสมอ...” เมฆาตะโกนปลุกใจ
“หมูทั้งหลายหากพร้อมเพรียงกัน ยังฆ่าเสือโคร่งได้ เพราะใจรวมเป็นอันเดียว! ถ้าหากใครคนใดคนหนึ่งทำผิดพลาด หรือก้าวเท้าพลาดแม้แต่จังหวะเดียว มันย่อมหมายถึงชีวิตของเพื่อนร่วมรบ…”
“อีกไม่กี่วันพวกเราจะต้องเจอ ‘กิจกรรมวันสิ้นโลกจำลอง’ แล้ว ทางผู้พันเพียรก็น่าจะจับตาดูพวกเราอยู่ และเขาจะไม่เข้าร่วมในภารกิจนี้ หากว่าผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ให้เตรียมใจโดนเชือดเอาไว้ได้เลย! สำหรับใครที่อ่อนแอในเทอมก่อนหน้านี้ คุณยังมีข้ออ้างให้แก้ตัว...”
“แต่หลังจากที่ได้รับ ‘ตำราฝึกเวท’ มาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว หากว่าพวกคุณยังอ่อนแออยู่อีก จงใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมาเถอะ!”
เมฆาที่วิ่งนำหน้า เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด คำพูดนั้นทำให้คนในกองพันรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหนาว ราวกับอุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงไปถึงจุดเยือกแข็ง
นั่นเพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ละคนต่างได้รับสิทธิ์ออกไปเปิดโลกเปิดประสบการณ์ในตลาดผี เพื่อตามหา ‘วัตถุแห่งชะตาชีวิต’ นำไปให้ ‘โรงหลอมอาวุธ’ แห่งหน่วยที่ 9
พวกเขาคือช่างหลอมศาสตรามากฝีมือ มักจะถูกจองคิวกันข้ามปี และนี่ก็คือการใช้สิทธิพิเศษสำหรับพลทหารเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ใช้งานโรงหลอมฟรี โดยไม่เสียคุณความชอบ…
ส่วนที่คิวยาวเป็นหางว่าว นั่นเพราะหลายคนอยากจะให้อาวุธของตน หลอมกับ ‘เพลิงแก่นโลก’ ที่กระทรวงครอบครองอยู่ มันถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่อาจจะเข้าใกล้ได้เลยถ้าหากไม่ได้รับอนุญาต และมันเหมาะสำหรับคนที่ฝึกวิชาธาตุไฟเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้ทุกคนก็ค้นหาเจอหมดแล้ว ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนดการปกติมาก จึงไม่ต้องไปเข้าคิวแย่งโรงหลอมเหมือนคนอื่น เนื่องจากไปก่อนได้ก่อน สิ่งนี้มันเกิดขึ้นได้เพราะ ‘นกกระดาษนำโชค’ ของผู้พันเพียร ที่ช่วยชี้เป้าให้จนครบทุกคน
และตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาออกไป ‘ฝึกเข้าสังคม’ ในตลาดผี มันยิ่งทำให้พวกเขาค้นพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวบางอย่าง...
นั่นคือความน่ากลัวของ ‘ผู้นำ’ ตัวเอง
เพียงครั้งแรกที่เจ้าตัวออกไปเข้าสังคม ก็มีข่าวลือเรื่องศพนับพันปรากฏ สิ่งนี้เป็นที่โจษจันมากในค่ายฝึกที่ 4 เกรงว่าแม้แต่วงแหวนอื่น ๆ ก็คงรับรู้ถึงเรื่องราวเช่นนี้
อำนาจของเจ้าตัวนั้นเรียกได้ว่าใหญ่คับตลาด มีวีรกรรมเล่นงานพวกพัศดีใหญ่จนหมอบราบคาบแก้ว ไม่นานก็มีหัวหล่นอีกพันคน จนเลือดเปรอะเปื้อนไปทั้งเขตที่ 12
กิจกรรมล่าค่าหัวที่จัดขึ้น ก็มีแต่คนบ้าคลั่งอยากจะเข้าร่วม ทำให้พวกเขารับรู้ถึงความโหดร้ายของโลกผู้ฝึกเวท นั่นเป็นเพราะของรางวัลที่ล่อตาล่อใจ คล้ายจะเชื้อเชิญให้ทุก ๆ คนกลายเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟอย่างจำยอม
หลายคนจึงตระหนักแล้วว่าผู้นำของตนอันตรายเพียงใด… และเมื่อนำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบเจอมาประมวลก็รู้ว่าค่ายฝึกวงแหวนที่ 4 แห่งนี้ ‘ถูกสร้างมาเพื่อกักขัง’ ไม่ใช่ที่สำหรับฝึกฝนเจ้าตัวเลย
วงแหวนอื่น ๆ มีคนอยู่สามพันคน ส่วนของพวกเขามีอยู่แค่พันคน “นี่คือคุกพิเศษชัด ๆ”
คนในกองพันหลายคนแอบไปกระซิบถามกับครูฝึกประจำกองร้อย ซึ่งแต่ละคนก็ให้คำตอบแบบอ้อมแอ้ม หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง บางคนก็พูดแค่ “ลองไปคิดเอาเอง”
อยู่ที่นี่พวกเขาไม่ได้ฝึกแต่กำลัง แต่ยังต้องฝึกสมองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงเริ่มฉลาดทันคนขึ้นมาบ้าง ผิดกับวันแรก ๆ ที่เข้ามา พวกเขาผยองจนถูกผู้พันกระทืบสลบ เพราะไม่รู้เหนือรู้ใต้
พวกที่อยู่ใน ‘กลุ่มเพื่อนเพียร’ ยังถือว่าโชคดีกว่าหน่อย เพราะรู้กิตติศัพท์ของอีกฝ่ายนับตั้งแต่วันรายงานตัวแล้ว มิฉะนั้นจะตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาทำไม
แถมพอไล่เรียงดูดี ๆ ช่วงหลายเดือนที่เจ้าตัวโผล่มาให้เห็นหน้า ก็มีแต่เรื่องเล่นกับจิตใจ จนทำให้คนเข้าคนออกเป็นว่าเล่น อาหารการกินก็เปลี่ยนไปตามผลประโยชน์ที่ได้รับ
เวลาที่ผ่านมามันได้ขัดเกลาพวกเขา หลักสูตรนี้นับว่าช่วยพัฒนาและยกระดับศักยภาพของทุกคนในทุก ๆ ด้าน
เทอมนี้เริ่มต้นด้วย ‘สัปดาห์พัฒนาตน’ เป็น 8 สัปดาห์แรกหลังได้รับตำราขั้นสูง
โดยเริ่มต้นจาก ‘ฝึกซ้อมยุทธวิธีรับมือหน่วยที่ 2’ ไล่เรียงไปถึง ‘หน่วยที่ 10’ เริ่มจากป้องกันการสอดแนม ฝึกการปรับแผนการรบ ฝึกการวางแผนเส้นทาง ฝึกการสืบสวนและการสะกดรอย ไปจนถึง…ฝึกรับมือการบุกทะลวงของกองทัพขนาดใหญ่
ยังมีฝึกการรับมือกับพลังที่มองไม่เห็นและภัยคุกคามทางจิตวิญญาณ เรียกง่าย ๆ ว่าสู้กับพวกผี
หลังจากนั้นก็ฝึกแบบย้อนกลับใน ‘สัปดาห์เผชิญหน้า’ ซึ่งรูปแบบการทดสอบนั้นจะไม่ประกาศล่วงหน้า จัดขึ้นแบบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ โดยทดสอบความสามารถในการปรับตัว และสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
เมฆาเองก็ถูกกดดันไม่ใช่น้อย เพราะเขาต้องทำหน้าที่ทุกอย่างแทนผู้พันตัวจริง แต่อีกนัยหนึ่งมันสื่อถึงการฝึกเป็นผู้พัน
ถ้าหากตนยังอยู่ค่ายที่ 3 ย่อมคาดหวังว่าจะขึ้นเป็น ‘1 ใน 3 ผู้พัน’ ประจำค่ายอย่างแน่นอน… และเทอมหน้าวงแหวนอื่น ๆ ก็จะเริ่มคัดเลือกผู้พันกันแล้ว
แต่เขากลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เหล่าเพื่อนพ้องหรือศัตรูใฝ่ฝัน เฉกเช่น ‘แทนคุณ’ อีกฝ่ายจะต้องได้ขึ้นมาเป็นผู้พัน เพื่อกินรวบกองร้อยอื่น ๆ เข้ามาในสังกัดตนเป็นแน่
ข้อมูลเหล่านี้ครูฝึกต่างประกาศให้ทราบล่วงหน้า แม้พวกเขาจะไม่ต้องแข่งขันกับใคร แต่ก็ต้องรู้กติกาเอาไว้ว่าค่ายอื่น ๆ เขาฝึกกันยังไง
เฉกเช่นกิจกรรมที่กำลังจะเผชิญอีกไม่กี่วันนี้... “5 วันแห่งการเอาชีวิตรอด”
พลทหารทั้ง 10 กองร้อย จะต้องถูกส่งเข้าไปในมิติสนามรบขนาดมหึมาพร้อมกันทั้งหมด เพื่อเผชิญหน้ากับ ภัยคุกคามจำลองระดับ 5
ครูฝึกแจ้งว่า “เป้าหมาย ไม่ใช่การต่อสู้กันเอง แต่คือการเอาชีวิตรอด และบรรลุภารกิจร่วมกัน!”
เมฆาคิดได้ดังนั้นจึงใช้มนตราสื่อสาร เวทมนตร์มาตรฐานที่ผู้ฝึกเวททุกคนต้องฝึก แจ้งไปยังทุกคนอีกครั้ง
“เหตุผลที่ผมพาพวกคุณมาวิ่งในตอนนี้ นั่นเพราะพวกเราเตรียมใช้ ‘ขบวนพยุหะ’ รูปแบบต่าง ๆ เหมือนเมื่อเทอมที่แล้ว แต่แตกต่างที่คราวนี้ไม่มีใครคอยคุ้มกะลาหัว...”
“ผู้พันเพียรจะไม่เข้าร่วม หากเกิดอะไรขึ้นในมิตินั้น หอฝึกไม่รับผิดชอบ เพราะถือว่าเป็นการฝึกทหารจริง นี่คือสิ่งที่หอฝึกอยากให้พวกเราเผชิญ ดังนั้นเตรียมใจเอาไว้ให้ดี…”
“ส่วนสัปดาห์เผชิญหน้าในอีกสองวันนี้ ครูฝึกได้เปิดเผยข้อมูลให้รับรู้ทั่วกันว่า เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสจากหน่วย 10 ‘กองม้ากินสวน’ จะเข้ามาเป็นผู้คุมสอบและประเมินผล พวกเราต้องเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกจำลองให้เป็นแดนต้องสาป…”
“และต้องเผชิญหน้ากับ ‘วิญญาณพยาบาท’ ที่พึ่งถูกจับมา มันมีพลังสูงและไม่สามารถทำลายได้ด้วยการโจมตีทางกายภาพ ภารกิจเราคือการสืบหาที่มาของวิญญาณและประกอบพิธีกรรมผนึก ให้สำเร็จก่อนที่ทั้งกองร้อยจะถูกครอบงำ!”
เรื่องนี้เมฆาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะทางครูฝึกบอกเท่านี้ แต่ถึงอย่างไรพวกตนก็ต้องหาทางรับมือมันให้ได้
หลายคนลอบกลืนน้ำลาย พวกวิญญาณพยาบาทถือเป็น ‘ของแสลง’ สำหรับพวกเขามากที่สุด เพราะมันโจมตีตรงไปที่จิตใจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่เกราะกายภาพป้องกันไม่ได้