เรื่องเล่าจากครูใหญ่
เรื่องเล่าจากครูใหญ่
ตอนที่ 559 เรื่องเล่าจากครูใหญ่
ภาพความแข็งแกร่งและพลังชีวิตที่พุ่งพล่านอยู่เบื้องล่างในลานฝึกทหารนั้น ช่างงดงามและน่าเกรงขาม มันดูมีชีวิตชีวาอย่างถึงที่สุด ความสามัคคีย่อมนำมาซึ่งชัยชนะ!
ทว่าภาพที่อยู่เหนือหัวพวกเขาขึ้นไปบนยอดหอคอยดารา กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว…
ภายในห้องที่เต็มไปด้วยอักขระมากมาย ที่ส่องแสงวูบวาบราวกับแผงวงจรไฟฟ้า มีถังลูกแก้วแก่นเวทตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆ เพื่อป้อนพลังงาน และครั้งนี้มันมีขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่า
เพียรนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง ท่ามกลางบรรยากาศที่บิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัว เขาส่ายหัวไปมาอย่างรุนแรงเหมือนคนโดนของ
ร่างกายของชายหนุ่มในยามนี้ ดูไม่เหมือนมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ผิวหนังซีดเซียวราวกับกระดาษสา หุ้มติดกระดูกจนเห็นซี่โครงและไหปลาร้าปูดโปนชัดเจน ส่วนแก้มตอบลึกจนใบหน้าดูเหมือนหัวกะโหลกที่ยังมีหนังหุ้ม
รอบตัวเขาปรากฏ ‘ไอน้ำสีดำ’ ที่มันหนืดเหนียวราวกับน้ำมันดิบ ลอยวนเวียนพยายามจะเกาะกุมร่าง มันคือ ‘วานรดำ’ ที่ฉวยโอกาสจะยึดครองร่างของเขา
“ฟู่!”
แต่ทว่าทุก ๆ ครั้งที่ไอน้ำสีดำพยายามไหลซึมออกมาผ่านผิวหนัง ‘เปลวเพลิงสีแดงฉาน’ ก็จะระเบิดออกมาจากรูขุมขนของเพียร มันเผาไหม้ความมืดจนส่งเสียงฉ่าและระเหยกลายเป็นควัน
นี่คือ ‘ไฟโทสะ’ ที่เขาเลี้ยงดูฟูมฟักมันด้วย ‘อาหารพิเศษ’ เพื่อที่จะใช้เป็นอาวุธในการจัดการเขาเขียว ทว่าพอถึงจุดหนึ่ง เขาไม่อาจควบคุม ‘น้ำ’ เหล่านี้ได้อีกต่อไป
เพราะวิธีการของมันนั้นแยบยลนัก ด้วยคุณสมบัติของน้ำคือ ‘การแทรกซึม’
ถ้าหากมีทางให้มันไปเมื่อไหร่ มันจะแทรกซึมไหลไปทางนั้น เขาจึงได้แต่ใช้ ‘ไฟโทสะ’ ที่บ่มเพาะมาเป็นอย่างดีเข้าข่ม เนื่องจากโทสะมันเป็นกิเลสเพียงชนิดเดียวที่เขาควบคุมได้ดีที่สุดในตอนนี้ ไม่อาจบอกว่าเต็มร้อย แต่ก็สามารถใช้มันขจัดโลภะได้แน่
น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ...
ทว่าราคาที่ต้องจ่าย คือการที่ไฟโทสะนั้น มันเผาผลาญพลังชีวิตของเขาไปพร้อม ๆ กัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ร่างกายของเขาผ่ายผอม เพราะพวกมัดกล้ามเนื้อและไขมันต่าง ๆ ถูกไฟโทสะหลอมละลายจนมลายหายไปเกือบหมดสิ้น
มันคือวิธีเดียวที่สามารถใช้งานได้จริง และเขาทำเช่นนี้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างน้อย ๆ ก็ 3 เดือน การใช้มารกำจัดมาร
แม้กระนั้นมันก็ยากที่จะขจัด เฉกเช่นอาหารที่ตกถึงท้องเขา มันถูกตีความว่าเป็นความต้องการ! เจ้าวานรดำก็ฉวยโอกาสนี้บุกโจมตี เรื่องนี้ทำให้เขาจนตรอกอย่างถึงที่สุด…
……
ภายนอกห้องปิดตาย
ชายชราร่างอ้วนท้วนปรากฏกายขึ้น เขาใช้ตาทิพย์มองทะลุผนังเข้าไปข้างใน แต่กลับเห็นเพียงความมืดมัวและความร้อนเร่าที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง
เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ “ไอ้หนูเอ็งไหวไหม?”
เพียรตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่เหมือนเสียงกระดาษทรายถู “ย…ยังไหวครับครูใหญ่ คืนนี้ผมถึงจะสามารถทำอะไรได้ ตอนนี้หมายค้นออกแล้วหรือยังครับ!”
ชายชราผมดอกเลาลูบเคราไปมา และตอบอย่างจนใจ
“ทางกระทรวงไม่ยอมออกให้ง่าย ๆ แต่ข้าก็จะพยายาม ก่อนเที่ยงคืนจะต้องมีคำตอบให้กับเอ็งเป็นแน่ ส่วนทางสภาสูงก็พยายามตะล่อม ๆ ถามข้าเกี่ยวกับตัวเอ็ง ดูท่าทางคงจะจับพิรุธหรือค้นพบอะไรบางอย่างแล้ว...”
“การผจญมารครั้งนี้ของเอ็ง นับว่ามาก่อนกำหนด ต้นเหตุย่อมมาจากข้า เรื่องนี้ข้าตกปากรับคำจะช่วยแล้วไม่ต้องห่วงไป ส่วนทางหนึ่งนที สองนภา สามคีรี และมดดำ ทั้งสี่จะมาถึงที่นี่ในตอนหัวค่ำเพื่อเตรียมพิธี...”
“เอ็งมั่นใจแค่ไหนไอ้หนู ที่จะรับมือกับมารร้ายทั้งสามพร้อมกัน?”
ชายหนุ่มเค้นเรี่ยวแรงพูดออกมา “ห้าสิบห้าสิบครับครูใหญ่! รับมือจิตมารใครบ้างเล่าจะผ่านไปได้อย่างง่ายดาย หากมิใช่พุทธะที่ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง...”
“แค่ก… แค่ก…” เสียงไอดังแทรกขึ้นพร้อมลิ่มเลือดสีดำ
ครูใหญ่หันไปมองด้านนอก เห็นผ้าพันคอแสงดาวสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม “เออ ๆ ข้ารู้ เก็บแรงเอ็งไว้อธิบายให้น้อง ๆ มันฟังเถอะ อายุแค่นี้กลับต้องผจญมารนับว่าหาได้ยากยิ่ง แต่ก็อันตรายอย่างสุดแสน เกรงว่าเอ็งคงไม่มีวันคืนที่ดี...”
“เอาล่ะ เรื่องที่เอ็งฝากคำของข้าไปให้เจ้า ‘ใบบอน’ แห่งเผ่าจันทราขย้ำฝัน เจ้าตัวได้รายงานผลดำเนินการมาแล้ว ไอ้หมอนี่นับว่าลงมือได้เฉียบขาด สมแล้วที่เป็นพ่อของเจ้า ‘ใบบุญ’ มัน เรียกได้ว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆ มันส่งข้อความมาให้เอ็งแล้ว จะให้ข้าอ่านให้ฟังหรืออ่านเอง?”
“ช… เชิญครูใหญ่ช่วยอ่านให้ผมฟังหน่อยครับ!” คำพูดเขานั้น ราวกับกำลังเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายออกมา
จากนั้นครูใหญ่เมธีก็เล่าบรรยายสถานการณ์ที่เป็นไป ซึ่งเขารับรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะว่าไอ้หนูนี่ไม่มีปัญญาไปจัดการอะไรแล้วจริง ๆ แต่ก็อดนับถือใจเจ้าตัวไม่ได้
ความปรารถนาส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนศีลธรรมอันดีงาม… ใครเล่าจะไม่ลอบพยักหน้ายอมรับ ยามเมื่อได้ยิน!
……
บริเวณรอบ ๆ เขาเขียวอันกว้างใหญ่
ปรากฏ ‘ค่ายกลรากไม้กลืนวิญญาณ’ ผืนป่าโดยรอบถูกหนามขนาดยักษ์พุ่งขึ้นมาจากดิน สานกันเป็นกำแพงหนามที่สูงเสียดฟ้า พร้อมกับหมอกพิษสีเขียวมรณะ ที่ซึมออกมาจากพื้นดินและปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
บรรยากาศรอบป้อมปราการธรรมชาติที่ถูกปิดตายไปด้วยกำแพงหนาม เต็มไปด้วยความตึงเครียด นับตั้งแต่ค่ายกลนี้ปรากฏขึ้น ‘บริษัทสู่สุคติ’ ไม่เคยถอยหลัง มีแต่จะยิ่งรุกคืบเข้าไปใกล้
สิ่งที่บริษัทนี้ไม่เคยขาดคือวิทยาการ ของใช้เครื่องประดิษฐ์ใหม่ หรืออุปกรณ์ใด ๆ ล้วนมีครบครัน
ทีมงานของบริษัทสู่สุคติ นำโดยหน่วย ‘องครักษ์หน้ากากขาว’ ได้ทำการติดตั้ง ‘ลำโพงมนตรา’ ที่มีขนาดมหึมาเรียงรายล้อมรอบภูเขา เสียงประกาศที่ถูกดัดแปลงให้นุ่มนวลและน่าเชื่อถือดังเข้าไปในหุบเขาตลอด 24 ชั่วโมง
เรียกได้ว่าเป็น สงครามจิตวิทยาโดยแท้…
พวกเขายังไม่อยากจะบุกเข้าไป แต่อยากจะล่อให้คนในเขาเขียวออกมา เพราะถ้าฝ่ายนั้นเริ่มโจมตีก่อนก็ยิ่งเพิ่มข้อครหา เพิ่มเหตุผลที่จะทำให้เป็นศัตรูต่อสาธารณชนขึ้นไปอีก
เป็นที่รับรู้กันโดยทั่ว หากคิดจะทำสงคราม หรือเรียกร้องหาความชอบธรรม สิ่งหนึ่งที่มีร่วมกันนั่นคือ... ข้ออ้าง!
“เรียนพี่น้องชาวเขาเขียวผู้บริสุทธิ์… บริษัทของเราไม่ได้ต้องการทำร้ายพวกท่าน พวกเราไม่ใช่คนร้าย แต่คนในนั้นต่างหากเล่าที่เป็นคนร้าย! ไม่เชื่อก็ลองไปสืบหาการหายตัวไปของเพื่อนฝูงเมื่อเร็ว ๆ นี้ดูสิ มันมีไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้สังเวยลูกหลานพวกท่านไปสามพันคนแล้ว...”
“พวกข้าแค่มาไล่จับพวกที่ก่อกรรมทำเข็ญ ไม่ต้องการมาหาเรื่องเดือดร้อนให้พวกท่านแต่อย่างใด! จงตระหนักเอาไว้ให้ดีเถิด ถ้าพวกเราไล่ฆ่าท่าน เราจะไม่ถูกทางกระทรวงหมายหัวงั้นหรือ? ถ้าทำเช่นนั้นไม่นานพวกเราคงจะถูกล่าค่าหัวแล้วเป็นแน่...”
“ฝากไปถึงท่านผู้นำ! หากผู้นำของท่านคิดจะสู้ ก็จงสู้เยี่ยงนักรบ! อย่าได้ขี้ขลาดเอาลูกเล็กเด็กแดงและคนแก่มาเป็นโล่มนุษย์! อย่าสังเวยบูชายัญใครเขาสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเราต้องการคนผิด... ย้ำ! ต้องการคนผิดไม่ได้ต้องการสงคราม!”
เสียงชายหนุ่มพูดอัดใส่ลูกแก้วเอาไว้ ประกาศกรอกหูตลอดทั้งวันที่หนึ่ง
พอวันต่อมาดูคล้ายจะกลัวคนฟังเบื่อ บริษัทจึงเปลี่ยนคนใหม่เป็นเสียงหญิงสาวที่แหลมคมบาดหู
“ประกาศ ๆ ไอ้พวกขี้ขลาด ฆ่าพวกเดียวกันเองอีกแล้ว มันเห็นพวกท่านเป็นฟาร์มปศุสัตว์หรือไร? ขอเชิญตรวจสอบรายชื่อผู้สูญหายดูได้...”
หลังจากนั้นเจ้าหล่อนก็ประกาศรายชื่อคนที่ถูกจับไปสังเวยออกมาทีละชื่อ ทีละชื่อ...
ค่ายกลวิเศษที่เขาเขียวใช้ ไม่อาจสกัดกั้นคลื่นเสียงเหล่านี้ได้ มันจะส่งตรงไปยังวิญญาณของทุกคนโดยเท่าเทียม เว้นก็แต่คนที่ปิดกั้นประสาทสัมผัสได้ ถึงจะหลุดพ้นจากเสียงน่ารำคาญเหล่านี้
วันแรกนั้นคนไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ ทว่าวันที่สองเริ่มมีหวั่นไหวกันบ้าง เพราะว่าชื่อที่อีกฝ่ายได้ประกาศมานั้นมีอยู่จริง แถมยังระบุเผ่าเอาไว้ด้วย หลายคนจึงพยายามตามหาดู ข้อมูลจากอีกเรื่องนี้อีกฝ่ายทำให้เรื่องง่ายขึ้น
แน่นอนผลก็ปรากฏว่า “ค้นหาแล้วไม่พบตัว!”
เรื่องนี้ทำให้ทาง ‘พนา’ ผู้ดูแลเขาเขียวหน้าเขียวปั๊ด ไม่รู้จะตอบคำถามเพื่อนพ้องน้องพี่ยังไงดี ที่นี่มีเผ่าพันธุ์มารวมตัวกันมากมาย จึงเริ่มมีความไม่พอใจเกิดขึ้นแล้ว ผู้คนไม่สามัคคีรวมใจกัน เนื่องจากอีกฝ่ายมาพร้อมเหตุผลที่ฟังขึ้น
เป้าหมายของอีกฝ่ายคือไล่ล่าพวกผู้กระทำผิด ‘ตามหมายจับ’ ในเมื่อทำผิดก็ควรต้องไปรับโทษ ไม่ใช่พาลมาทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน หมายจับกระทรวงก็เป็นคนออกเอง กลุ่มคนที่พูดพล่ามบอกว่าถูกใส่ร้าย จึงแทบจะไม่มีใครเชื่อ…