ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 9
ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 9
ท้ายเล่มกับผู้เขียน
ภาคที่ 9 งานเลี้ยงของมาร
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาจนถึงหน้าสุดท้ายของภาคนี้ครับ
ในโลกของหออาชาไนย ไม่มีการแลกเปลี่ยนใดปราศจากราคา
เพียรรู้จักกฎข้อนี้ดี เขาคุ้นเคยกับการนำเงิน ข่าวสาร กฎหมาย และผลประโยชน์ขึ้นโต๊ะเจรจา
แต่ครั้งนี้ คู่เจรจาของเขาคือมารซึ่งเกิดจากตนเอง
มารของเพียรน่ากลัว ไม่ใช่เพราะมันแข็งแกร่งเท่านั้น แต่เพราะมันเติบโตมาพร้อมกับเขา
ยิ่งเพียรฉลาด มันก็ยิ่งรู้จักใช้เหตุผล ยิ่งเพียรแค้น มันก็ยิ่งมีอาหาร และยิ่งเขามั่นใจว่าควบคุมทุกอย่างได้ มันก็ยิ่งเข้าใกล้จุดซึ่งเขามองไม่เห็น
พุทธศาสนสุภาษิตประจำภาคกล่าวว่า
“ชนะตนนั่นแล ประเสริฐที่สุด”
เพียรชนะตน ไม่ใช่เพราะหมดความโลภ ความโกรธ หรือความหลง แต่เพราะรู้ทันว่าโมหะกำลังพูดด้วยเสียงแห่งเหตุผลของตนเอง และยังรักษาสิทธิ์ในการตัดสินใจเอาไว้ได้
เพียรรู้นิสัยตนเองดี จึงรู้ว่าควรใช้สิ่งใดต่อรองกับจิตมารซึ่งถือกำเนิดจากตน กฎการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมจึงกลายเป็นภาษากลางบนโต๊ะเจรจา
ราคาของข้อตกลงคือตาน้ำ สวนแห่งจิต และรากฐานซึ่งสร้างมาหลายปี เพียรยอมจ่ายเพื่อว่าจ้างมารให้ออกไปทำงานแทนตน
ร่างเจ้าชายนิทราจึงเป็นใบเสร็จของข้อตกลงครั้งนั้น...
เมื่อจิตมารทะลวงเข้าสู่แดนจักรวาลและยกระดับกลายเป็นพญามาร มันก็แยกออกจากเพียร มีเจตจำนงและการกระทำเป็นของตนเอง
และนี่คือจุดกำเนิดของ ‘ฤดูมาร’ ซึ่งจะสร้างความวายป่วงไปทั่วกามภูมิอีกนานแสนนาน...
เรื่องราวจะดำเนินต่อใน หออาชาไนย ภาคที่ 10 ท่องทะเลดาว
ในขณะที่เพียรยังหลับ โลกไม่ได้หยุดรอเขา กองพันยังต้องฝึก เทอมสุดท้ายยังต้องเดินหน้า และคนซึ่งเคยรอรับคำสั่งต้องเริ่มตัดสินใจด้วยปัญญาของตนเอง
หลังอ่านจบ ผมอยากทราบว่า… หลังเห็นผลของ ‘งานเลี้ยงของมาร’ คุณรู้สึกอย่างไรกับการตัดสินใจของเพียร
เพียงหนึ่งหรือสองประโยคก็มีความหมายครับ รีวิวของนักอ่านช่วยให้ผมเห็นว่า แนวคิดเรื่องราคาของชัยชนะในภาคนี้เดินทางไปถึงผู้อ่านมากน้อยเพียงใด
เมื่อมหาปฐพีหยุดคำราม มลทินที่ตกค้างในของวิเศษถูกชำระล้าง
ทว่าพ่อค้าผู้ทำสัญญากลับยังมิอาจกลับมาได้โดยง่าย...
R. Lert (รสเลิศ)