[เริ่มต้นภาคที่ 10] สมรภูมิชิงบัลลังก์
[เริ่มต้นภาคที่ 10] สมรภูมิชิงบัลลังก์
ปัญญา นรานัง ระตะนัง
“ปัญญา เป็นรัตนะของเหล่านรชน”
[ ภาคที่ 10 ]
“ท่องทะเลดาว”
ตอนที่ 610 สมรภูมิชิงบัลลังก์
วันเวลาในหอฝึกอาชาไนยเคลื่อนคล้อยราวกับสายน้ำเชี่ยวที่ไม่มีวันหยุดพัก
เพียงพริบตาเดียวการฝึกฝนสุดโหดในเทอมที่ 3 ก็สิ้นสุดลง ทว่ากลับไม่มีโอกาสให้เหล่าพลทหารได้หยุดพักหายใจ เพราะเทอมสุดท้ายได้ถูกเปิดม่านขึ้นต่อทันทีในช่วงต้นเดือนธันวาคม...
ผ่านมาแล้วกว่า 78 สัปดาห์ หรือหนึ่งปีครึ่งโดยประมาณ นับตั้งแต่ที่หนุ่มสาวนับพันชีวิตถูกเกณฑ์เข้ามาในนรกขุมนี้ สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับโลกเวทมนตร์ บัดนี้สัญชาตญาณดิบได้ถูกกระตุ้นให้ต้องดิ้นรนเรียนรู้
เพราะในสถานที่แห่งนี้ ความไม่รู้คือความผิดพลาดอย่างร้ายแรง หากไล่ตามผู้อื่นไม่ทันย่อมกลายเป็นเพียงตัวประกอบฉาก ด้วยความตื่นตัวที่มากล้นและมีเพื่อนฝูงคอยฉุดรั้งให้ก้าวไปด้วยกัน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่กระตือรือร้น
บรรยากาศการแข่งขันภายในกองร้อยและค่ายฝึก ล้วนเป็นสิ่งที่ทางหอฝึกอาชาไนยต้องการให้เกิดขึ้นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาเหมือนวันแรกเริ่มอีกต่อไป จึงรู้ซึ้งดีว่าข้อมูลข่าวสารนั้นมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด
หลาย ๆ ครั้งการชิงชัยระหว่างกองร้อย หากข้อมูลหลุดรอดออกไป โอกาสพ่ายแพ้จะพุ่งสูงลิ่วถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ สถิติเหล่านี้ล้วนถูกประกาศแจ้งในแต่ละสัปดาห์ กิจกรรมที่สับเปลี่ยนมาให้ไม่ซ้ำหน้า บีบบังคับให้คนขี้เกียจต้องกลายเป็นคนขยันขึ้นมาทันตาเห็น
ทุกคนสามารถทำหน้าที่เป็น ‘ม้าเร็ว’ ได้ทั้งหมด อยู่ที่ว่าวิธีการของใครจะแนบเนียนกว่ากัน ซึ่งนี่คือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ผ่านการขัดเกลามาเป็นอย่างดี
หลายครั้งที่มีคนสูญเสียกำลังใจ ‘กอง 6’ กองควบคุมและสนับสนุน จะรีบเข้าประคองจิตใจเพื่อไม่ให้แหลกสลายไปมากกว่านี้ ด้วยเพราะสภาวะที่กดดันจนถึงขีดสุด ความผิดพลาดเพียงเล็ก ๆ อาจนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ของเพื่อน ๆ ทั้งทีม
หลาย ๆ คนจึงเลือกที่จะโทษตัวเอง ยอมรับไม่ได้กับความผิดพลาดนั้น ๆ และอาจถึงขั้นจำเป็นต้องย้ายกองร้อย ทางเบื้องบนย่อมไม่ปรารถนาให้พลทหารเหล่านี้สติแตกก่อนเรียนจบเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นคงสูญเสียทรัพยากรไปอย่างเปล่าประโยชน์
......
ช่วงนี้... ข่าวสารและข้อมูลถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอย่างดุเดือดทั่วทั้งค่ายฝึก หากใครไม่มีเงินก็ต้องยอมลดศักดิ์ศรีไปยืนยามรับจ้างในเขต 3 เพื่อแลกกับเศษเดนข้อมูลประทังชีวิต
ณ มุมมืดของหอพักในเขตที่ 5 พลทหารนายหนึ่งนั่งกำ ‘แผ่นผลึกบันทึกคะแนน’ ในมือแน่นจนข้อขาวซีด แสงสะท้อนจากผลึกปรากฏตัวเลข 25,850 แต้ม ซึ่งมันยังไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมายของเขา
“บัดซบเอ๊ย... ขาดอีกแค่ 5,500 แต้ม” เขาสบถเสียงแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ถ้าเทอม 1 ไม่เอาแต้มไปผลาญกับอาหารและของฟุ่มเฟือย ป่านนี้คงพอจ่ายค่าธรรมเนียมเปิดโรงหลอมอาวุธ พร้อมสร้างวัตถุแห่งชะตาชีวิตไปแล้ว ถ้าเรียนจบออกไป ‘ราคาหลอมศาสตราคู่กาย’ มันไม่ใช่แค่หนึ่งหมื่นแต้มแบบนี้แน่ ๆ!”
เขากัดฟันกรอด เพราะรู้ดีว่ามันเป็นทางเลือกที่ยากลำบาก ภาพการเห็นผู้อื่นได้ครอบครองอาวุธวิเศษ มันทำให้เขาปวดใจยิ่งนัก
“เลิกคร่ำครวญเถอะน่า” เพื่อนร่วมกองร้อยที่นั่งเย็บแผลอยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจ “พวกเราพึ่งจะรอดตายจาก 'ยุทธการวันสิ้นโลกจำลอง' เมื่อสัปดาห์ก่อนมาได้ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว เอ็งก็รู้ว่าภารกิจ 5 วันแห่งการเอาชีวิตรอดนั่น...”
“ครูฝึกกอง 5 จงใจโยนพวกเราทั้ง 10 กองร้อย เข้าไปเจอกับภัยคุกคามจำลองระดับ 5 เพื่อทดสอบการทำงานเป็นทีมขั้นสูงสุด และอีกอย่างเทอมนี้มันยังมีโอกาสให้เอ็งอีกมาก เหลือเวลาอีกตั้งหกเดือนกว่าจะจบ ช้าแต่ชัวร์คำนี้เหมาะกับเอ็งแล้วเพื่อน!”
ชายหนุ่มตบบ่าเพื่อนเพื่อปลอบโยน สถานการณ์ของเขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าสหายข้างกายนายนี้สักเท่าไหร่นัก
“แต่รางวัลมันไม่ยุติธรรม!” ชายคนแรกเถียง “กฎบ้าอะไรที่ยกเลิกการให้คะแนนกองร้อย แล้วเอาคะแนน 20,000 แต้มไปสุมไว้เป็น 'กองกลางคุณความชอบ' เพื่อแบ่งตามสัดส่วนการรอดชีวิต...”
“ไอ้พวกหัวหน้ากองร้อย ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการสนาม กวาดโบนัสพิเศษไปกินเรียบ! ส่วนกองร้อยกระจอก ๆ อย่างพวกเราที่ทำได้แค่วิ่งหนีตาย ได้ส่วนแบ่งมาแค่เศษเนื้อ!”
และนี่คือความจริงอันโหดร้ายของเทอมที่ 3 พวกเขาได้เรียนรู้ซึ้งถึงกระดูกดำแล้วว่า 'คะแนนคุณความชอบ' มีความสำคัญต่ออนาคตเพียงใด สิทธิพิเศษในการหลอมอาวุธวิญญาณราคาถูกมีเพียงครั้งเดียวในชีวิตทหารฝึกหัด
และผู้ที่ไขว่คว้ามันมาไม่ได้ จะกลายเป็นเพียงผู้ฝึกเวทที่ถูกเหยียบย่ำเมื่อก้าวออกไปสู่โลกภายนอก
......
บรรยากาศในนครทหารเวททั้ง 3 แห่งเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันยามเมื่อก้าวเข้าสู่เทอมที่ 4
เช้าวันแรกของเดือนธันวาคม...
ณ หอประชุมกลาง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฐานของ ‘หอคอยบัญชาการสูงสุด’ ประจำแต่ละวงแหวน
‘หัวหน้ากองครูฝึก’ ในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ปรากฏตัวขึ้นบนลานกว้างซึ่งมักจะใช้เป็นสนามรบใหญ่เบื้องล่างด้วยภาพจำแลง
บนอัฒจันทร์ พลทหารจากแต่ละกองร้อยในแต่ละค่ายฝึก นั่งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบและพร้อมหน้า เพื่อรอคอยการประกาศกิจกรรมที่กำลังจะมาถึง
เสียงของ ‘ครูชาติ’ ดังก้องกังวานไปทั่วลานศิลา “ปรัชญาเดียวที่พวกคุณต้องจำใส่สมองเอาไว้ในเทอมนี้คือ ‘ทหารที่ดีต้องปฏิบัติตามคำสั่ง’ การแข่งขันแบบเด็กเล่นจบลงแล้ว! เทอมสุดท้ายคือการหลอมรวมทั้งวงแหวนให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงหยิบมือ!”
ครูฝึกสะบัดมือ หน้าจอโฮโลแกรมขนาดยักษ์พลันฉายภาพตารางคะแนนสะสมตลอด 3 เทอมที่ผ่านมาของทุก ๆ กองร้อยในแต่ละวงแหวนขึ้นกลางอากาศ
“หัวหน้ากองร้อยที่มีคะแนนรวมสูงสุด 3 อันดับแรกของแต่ละวงแหวน จงก้าวออกมา!”
สิ้นเสียงประกาศ เหล่าหัวหน้ากองร้อยต่างกระโจนทะยานลงมายังลานกว้างเบื้องล่าง พร้อมยืนจังก้าด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทระนง
“พวกคุณทั้ง 9 คือ ‘ผู้ท้าชิงบัลลังก์’ สำหรับผู้แข็งแกร่งประจำวงแหวนอื่น ๆ ไม่ต้องอยากรู้กันให้มากนัก รู้เพียงแค่แต่ละค่ายฝึกล้วนมีดีไม่ต่างกัน!”
ครูชาติประกาศก้อง “และนี่คือสิทธิพิเศษของ ‘ผู้ท้าชิง’ พวกคุณทั้งสามคนในฐานะผู้นำ สามารถดึงกำลังพลจาก 27 กองร้อย ที่เหลืออยู่มาหนุนเสริมได้ ซึ่งผู้ถูกเลือกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธและจำต้องปฏิบัติตามวินัยทหารอย่างเคร่งครัด!”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นในหมู่พลทหาร เพราะกฎเกณฑ์นี้มันช่างป่าเถื่อนและแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน
“อันดับ 1 ย่อมมีสิทธิ์เลือกคนที่มีแววดี หรือเป็นคนที่มีศักยภาพสูงผ่านข่าวกรองของพวกคุณ ให้เข้าร่วมผสมอุดช่องโหว่ของ ‘กองร้อย’ ตนในการแข่งขันที่กำลังจะประกาศถัดไป อันดับที่ 2 และ 3 ก็เป็นเช่นเดียวกัน เพียงแต่สิทธิ์การเลือกลดหลั่นกันลงมา จำเอาไว้ให้ดีล่ะ...”
“ส่วนการแข่งขันนั้น คือการแข่งขันแบบแพ้คัดออก กองร้อยอันดับ 2 จะต้องปะทะกับอันดับ 3 ผู้ชนะจะต้องไปพบกับอันดับ 1 เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ ภายในมิติจำแลงที่สมจริงและเจ็บปวดลึกถึงแก่นวิญญาณ...”
“ผู้ที่ครองอันดับ 1 อย่าได้ประมาทเกินไป หลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ครองอันดับ 3 ก็สามารถชิงชัยจนมาอยู่แทนที่พวกคุณได้ เวลามีให้ไม่มากนัก พรุ่งนี้วันที่ 2 ธันวาคม จะเริ่มการต่อสู้ในทันทีจงเตรียมใจให้ดี ผู้นำกองร้อยอันดับ 1 ถึง 3 กรุณาแจ้งความประสงค์ได้ที่กลางเวที!”
หลังจากนั้นครูชาติก็เริ่มกล่าวปลุกปั่นต่ออีกเล็กน้อย โดยยกเอาเรื่องเกียรติยศที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์มาหนุนเสริม เขาย้ำชัดว่าผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงแหวน... ไม่เคยมีผู้อ่อนแอแม้แต่คนเดียว
ยังนับรวมไปถึงสิ่งล่อตาล่อใจอีกมากมาย แน่นอนว่าย่อมมีรางวัลตอบแทนอยู่มิใช่น้อย...
ส่วนกองพันที่คว้าอันดับหนึ่ง ย่อมได้รับการจับตามองจากเบื้องบนมากเป็นพิเศษ ตัวเลือกในสายงานหลังจบการศึกษาจะเปิดกว้างถึงขีดสุด ตัวแทนจากทุกกรมกองต่างหมายตาที่จะดึงตัวผู้ชนะเหล่านี้ไปเสริมเขี้ยวเล็บให้กับหน่วยงานของตน
ทว่าลึก ๆ ในใจของผู้นำกองร้อยทั้ง 3 นั้น แม้ว่ากติกาในครั้งนี้จะอนุญาตให้มีสิทธิ์ผสมกองร้อยขึ้นมาใหม่ แต่การดึงคนแปลกหน้าเข้ามาแทนที่สหายที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ย่อมมีความเสี่ยงเรื่องความรู้ใจ
เว้นเสียแต่ว่าสหายเก่าจะเป็นพวกกระจอกจนกลายเป็นภาระ การคัดทิ้งและดึงยอดฝีมือเข้ามาแทนที่ จึงเป็นศิลปะแห่งการบัญชาการที่ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด