LNCrawler

เขื่อน vs จงรัก!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

เขื่อน vs จงรัก!

ตอนที่ 611 เขื่อน vs จงรัก!

 

วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ณ ลานกว้างหอประชุมกลาง ฐานหอคอยบัญชาการสูงสุด

บรรยากาศรอบ ๆ อัฒจันทร์เต็มไปด้วยความกดดันระคนความตื่นเต้น แน่นอนว่าวันนี้มี ‘มวยคู่เอก’ ให้ได้ดูโดยไม่เสียค่าเข้าชม มันเป็นการเผชิญหนากันเต็มอัตราศึกระหว่าง ‘พวกพี่ใหญ่’ วาฬผู้มั่งคั่ง ซึ่งกวาดต้อนเอาคุณความชอบมากมายมาเจอกัน

บริเวณทิศเหนือและทิศใต้ของทุก ๆ วงแหวน กองกำลังทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองหน้ากัน ลอบประเมินขุมกำลังที่ถูกคัดสรรเข้ามาใหม่ เพราะของเดิมนั้นพวกเขารู้จักมักคุ้นกันดีอยู่แล้ว

เพดานม่านอาคมจำลองท้องฟ้า บัดนี้เต็มไปด้วยแสงดาวนับล้านดวง ส่วนลานกว้างด้านล่างก็คือมิติพิเศษ ที่จะทำให้ทุกคนมองเห็นการประลองในครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน

แน่นอนว่าสำหรับกองร้อยอันดับหนึ่งตอนนี้ มันเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลที่จะได้รับรู้ถึงขีดความสามารถของคู่แข่ง

ก็อาจกล่าวได้ว่านี่คือรางวัลของคนที่ทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด คนที่จะกล่าวหาว่าไม่ยุติธรรมนั้นก็ต้องชั่งใจให้หนัก ถ้าหากยังเป็น ‘ลูกเจี๊ยบ’ ในวันวาน ซึ่งไม่เคยผ่านการเคี่ยวกรำก็อาจจะมีเสียงโวยวายเกิดขึ้น

ทว่าตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะถ้าแน่จริงก็จงขึ้นไปยืนอยู่อันดับหนึ่งให้ดูสิ!

คะแนนโดยรวมที่เก็บสะสมมาตลอดทั้ง 3 เทอม มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ง่าย ๆ แต่ละสัปดาห์พวกเขาต้องผ่านทั้งสัปดาห์ฝึกตน สัปดาห์พัฒนาตน และสารพัดกิจกรรมกว่าจะก้าวขึ้นมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้

“ถ้าหากได้ที่หนึ่งแล้วไม่มีสิทธิพิเศษ จะดิ้นรนเป็นที่หนึ่งไปทำบ้าอะไร!?” ความคิดของเหล่าพลทหารที่ผ่านเหตุการณ์มามากมาย จนถึงวันนี้ย่อมตกผลึกได้เป็นอย่างดี

......

“หง่างงงงงงง!”

เสียงกัมปนาทของระฆังเวทมนตร์ดังกึกก้องไปทั่วทั้งวงแหวน คลื่นเสียงของมันไม่ได้ลอยไปตามลม แต่มันกระแทกเข้าที่กลางอกของทุกคนโดยตรง มันไม่ใช่เสียงระฆังใสกระจ่างที่เรียกผู้คนไปทำวัตรเช้าเพื่อความสงบร่มเย็น

แต่มันคือเสียงทุ้มต่ำและหนักหน่วง ‘ราวกับเสียงย่ำเท้าของมัจจุราช’ ที่กำลังประกาศเปิดฉาก ‘สมรภูมิรองชนะเลิศ’ อย่างเป็นทางการ!

มิติพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นโดยค่ายกลระดับสูง ของกองยุทธการและประเมินผลการฝึกแห่งกองที่ 5 ได้เริ่มทำงานอย่างเต็มรูปแบบ อักขระเวทมนตร์สีเลือดนับหมื่นตัวสว่างวาบขึ้นบนพื้นลานกว้าง ค่อย ๆ กางอาณาเขตออกกว้าง

ก่อนจะดูดกลืนร่างของกองร้อยทั้งสองฝ่ายเข้าไป ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในทั้งสามวงแหวน เพียงพริบตาม่านพลังสีเลือดก็กางกั้นไม่ให้ผู้ใดเข้าแทรกแซงการตัดสินชะตากรรมในครั้งนี้

แต่ว่ายามเมื่อทุกคนไปปรากฏตัวอยู่ในมิตินั้น ‘ครูฝึกพิชัย’ หัวหน้ากองที่ 5 ได้เริ่มเปิดใช้งานกฎพิเศษของ ‘มิติสนามรบเลือด’ โดยมันจะสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทุก ๆ คนในวินาทีแรกที่เท้าแตะพื้น

กฎที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายความเย่อหยิ่ง และทำการทดสอบสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดขั้นสูงสุด

ข้อแรกคือ... การสุ่มกระจายกำลัง!

เมื่อแสงจากการเคลื่อนย้ายมิติดับลง พลทหารทั้งหนึ่งร้อยนายของแต่ละฝ่าย ไม่ได้ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างสง่างามตามที่ฝึกซ้อมมา แต่ร่างของพวกเขาถูกสุ่มโยนกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางทั่วทั้งสนามรบอย่างไร้ปรานี

บางคนโผล่มากลางดงของศัตรูที่กำลังชักอาวุธรอ บางคนห้อยต่องแต่งอยู่บนหน้าผาสูงชัน หรือแม้แต่ร่วงหล่นลงไปในปลักโคลนพิษ

กฎข้อนี้บีบบังคับให้พวกเขาต้องดึงสติ เอาตัวรอดแบบเดี่ยว และหาทางรวมพลให้เร็วที่สุด ทิ้งขบวนทัพที่ฝึกซ้อมมาก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น แต่ด้วยประสบการณ์จากการถูกเคี่ยวกรำในนรกจำลองมาตลอดสามเทอม พลทหารส่วนใหญ่ก็สามารถดึงสติกลับมาได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

พวกเขาไม่ได้กรีดร้องโวยวาย เสียงสั่งการของผู้บังคับหมู่และผู้บังคับหมวดเริ่มดังก้องขึ้นภายในจิตใจของแต่ละฝ่ายผ่านมนตราสื่อสาร พวกเขาไม่ได้ซื่อบื้อถึงขนาดคิดว่าทางหอฝึกจะใจดี เพราะที่ผ่าน ๆ มาก็โดนเล่นงานไปไม่ใช่น้อย

ข้อที่สอง... ความเจ็บปวดสลักวิญญาณ!

แม้กฎจะระบุว่าการตายในมิตินี้จะไม่ส่งผลถึงชีวิตในโลกจริง ร่างกายเนื้อจะไม่สูญเสียอวัยวะใด ๆ แต่หอฝึกอาชาไนยไม่เคยปรานีใคร ความเจ็บปวดทั้งหมดจากการถูกฟัน แทง ทุบตี หรือถูกพิษกัดกร่อนนั้น...

มันจะถูกจำลองให้สมจริงยิ่งกว่าโลกภายนอก และจะส่งผลกระทบโดยตรงถึงแก่นวิญญาณ!

“อ๊ากกกก!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนสะท้านหุบเขาดังขึ้นเป็นตัวอย่างแรก เมื่อพลทหารนายหนึ่งที่โชคร้ายโผล่มากลางวงล้อมและถูกคมดาบศัตรูฟันเข้าที่กลางหลัง ร่างกายของเขาไม่ได้หลั่งเลือดสีสดออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์...

แต่ร่างนั้นกลับปริแตกดุจเศษกระจกและสลายกลายเป็นละอองแสงวิญญาณ พร้อมกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสประดุจถูกมีดกรีดลงบนเส้นประสาทนับพันเส้นพร้อมกัน

เสียงแห่งความทรมานนั้นดังก้องทะลุมิติไปถึงโสตประสาทของผู้ชมภายนอก ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกดีดออกจากมิติในสภาพที่เจ็บร้าวปางตาย พร้อมกับสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

ครูฝึกฝ่ายสนับสนุนจึงต้องรีบเข้ามารับช่วงต่อในการปฐมพยาบาลวิญญาณอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เขากลายเป็นคนวิกลจริต

นี่ไม่ใช่แค่เกมกีฬาเพื่อหาผู้ชนะ แต่มันคือสงครามที่ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและความบอบช้ำทางวิญญาณ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์!

......

ศึกของวงแหวนที่ 1

กลิ่นฝุ่นผงดินแห้งผากที่ลอยฟุ้ง และกลิ่นอับชื้นของหินตะไคร่น้ำ เริ่มคลุ้งกระจายไปทั่วอากาศจนทำให้หายใจลำบาก

มิติเลือดของค่ายที่หนึ่ง ถูกเนรมิตให้กลายเป็นหุบเขาศิลาที่มีหน้าผาสูงชันสลับซับซ้อน ดูราวกับเขาวงกตไร้ทางออก แสงแดดสาดส่องลงมาไม่ถึงพื้นดินเบื้องล่าง ทำให้เกิดเงามืดพาดผ่านไปทั่วทุกซอกหลืบ

บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอึดอัดและเงียบงันจนน่าขนลุก...

การถูกสุ่มกระจายกำลัง สร้างความได้เปรียบให้กับ ‘จงรัก’ ผู้ท้าชิงอันดับสามแห่งเผ่าหมาป่าจันทราขย้ำฝันในทันที เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ศัตรูรวมพลได้ สถานการณ์อาจจะบานปลายเพราะฤทธิ์เดชของอีกฝ่ายนั้นมีมากนัก

แน่นอนว่าตัวเขาเองมีสมบัติอยู่มากมาย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย โดยส่วนตัวแล้วจะอยู่อันดับหนึ่งหรืออันดับสาม เขาไม่มีปัญหา เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว

กองกำลังของเขาสามารถเรียกระดมคนจากเผ่าหมาป่าจันทราขย้ำฝัน มารวมกันได้ถึง 10 คน นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

จากข้อมูลอันมากล้น ฝั่งตรงข้ามมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นแล้วการกระจายตัวเช่นนี้จึงถือเป็นโอกาสทองในการลอบกัด!

“สลายตัวเข้าสู่เงามืด! อย่าปะทะซึ่ง ๆ หน้า ล่าพวกมันทีละคนก่อนที่พวกมันจะรวมตัวกันติด ตัดกำลังรบให้ได้มากที่สุด ถ้าไม่จำเป็นอย่าได้ตายโง่ ๆ เพราะชีวิตจริงไม่มีใครเขาทำกันเช่นนั้น!”

เสียงของจงรักสั่งการผ่านกระแสจิต พร้อมกับเสียงหอนต่ำ ๆ ที่สะท้อนไปตามหน้าผา ซ่อนเร้นทิศทางที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์แบบ พลทหารในกองร้อยทั้งหมดได้ยินคำสั่งของเขาอย่างชัดเจน

เพราะไม่ว่าจะด้วยอุปกรณ์หรือว่ามนตรา ตัวเขานั้นก็มีความพร้อมในการส่งข้อความได้ทั้งหมด

ทันใดนั้นทหารหลายคนได้ใช้วิชาเงารัตติกาล ร่างกายกลืนหายไปกับเงามืดของหุบเขาอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะพุ่งทะยานไปตามซอกหินและรอยแยกราวกับฝูงหมาป่าหิวโซที่กำลังต้อนเหยื่อ

เสียงการปะทะย่อย ๆ และเสียงกรีดร้องของการแตกสลายดังขึ้นในหลายจุด ยามเมื่อทหารของ ‘เขื่อน’ แห่งเจดีย์สามองค์ที่หลงทางถูกลอบสังหารจากมุมมืดโดยไม่ทันได้ชักอาวุธ

ทว่าท่ามกลางความโกลาหลและการลอบสังหารนั้น ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีผู้มีแววตาสุขุมลุ่มลึกดุจสระน้ำนิ่ง ทะยานลมลงมายืนอยู่บนที่ราบกลางหุบผาอย่างไม่สะทกสะท้าน

เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ซึ่งถูกเคี่ยวกรำมาอย่างหนักราวกับถูกสลักจากหินอ่อน เขาสวมใส่เกราะหวายลงอาคมที่ส่งเสียงเสียดสีกันเบา ๆ ในทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน

ส่วนด้านหลังสะพาย ‘ดาบฟ้าฟื้น’ อันเป็นศาสตราที่แผ่กลิ่นอายอันตรายและจิตสังหารออกมาจาง ๆ แต่มันถูกผนึกแน่นอยู่ในฝักด้วยยันต์สะกด ตามกฎเหล็กประจำใจของเขาที่จะไม่ยอมชักมันออกมา เว้นเสียแต่ว่าตั้งใจจะให้ศัตรูต้องหลั่งเลือด!