LNCrawler

หมาป่าถอย ช้างรุกไล่!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

หมาป่าถอย ช้างรุกไล่!

ตอนที่ 612 หมาป่าถอย ช้างรุกไล่!

 

ในมือของเขื่อนถือเพียง ‘ดาบสมบัติวิเศษสองเล่ม’ ที่อาบด้วยพลังเวทสีฟ้าเข้มจนดูคล้ายท่อนเหล็กกล้า

“ตั้งสติไว้! อย่าตื่นตระหนก ผู้บังคับหมวดทุกนาย ให้รีบนำกำลังพลของพวกคุณมุ่งหน้ามาหาผมที่ศูนย์กลางเดี๋ยวนี้ ตามความเคลื่อนไหวนี้มา!”

เขื่อนตะโกนเสียงดังกังวานดุจระฆังวัด พร้อมกับกระแทกปลายดาบไม้ลงบนพื้นหินอย่างแรง

“เปรี้ยงงงง!”

คลื่นพลังจิตศิลาแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างบนพื้นดินดุจขุนเขาถล่มทลาย แรงอัดกระแทกนั้นฉีกกระชากเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาให้แหลกกระจุย ทะลวงผ่านหมอกฝุ่นและกำแพงหินอย่างดุดัน

กองร้อยในชื่อ ‘ด่านเจดีย์สามองค์’ ที่กระจัดกระจายต่างสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันคุ้นเคยนี้ พวกเขาจึงกัดฟันฝ่าการซุ่มโจมตี ใช้โล่และเริ่มกระบวนท่าป้องกันตัวขั้นสูงทันที บางคนลอยตัวข้ามสิ่งกีดขวาง บ้างก็วิ่งหน้าตั้งมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว

“ประสานค่ายกล! จิตศิลาอมตะ!” เขื่อนตะโกนสั่งการก้องกังวาน

สิ้นคำสั่ง ทหารครึ่งร้อยที่เหลือรอด โดยมีเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย รีบจัดกระบวนทัพเป็น ‘รูปเจดีย์ยักษ์’ อย่างรู้ใจ โดยที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่ม ทุกคนถ่ายเทพลังเวทลงสู่พื้นดิน ผสานเข้ากับลวดลายเวทมนตร์ที่เกิดจากแรงกระแทกของเขื่อนเมื่อครู่

ทันใดนั้นแผ่นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ก่อนจะยกตัวขึ้นเป็นกำแพงหินผาหนาทึบและป้อมค่ายขนาดเล็กล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกทิศทาง กลุ่มคนที่พึ่งจะถูกไล่สังหาร กลายเป็นป้อมปราการมนุษย์ที่ไร้รอยต่อในชั่วพริบตา

พลังป้องกันอันหนักอึ้งของพวกเขาแผ่ขยายออกมากดทับมวลอากาศรอบด้าน จนเงามืดยากที่จะแทรกซึมผ่านเข้าไปได้

ส่วนจงรักที่ยืนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดบนยอดผา มองภาพเบื้องล่างด้วยสายตาเยือกเย็น

แผนเดิมของเขาคือการใช้การกระจายตัวเข้าตอดเล็กตอดน้อย บีบให้เขื่อนต้องชัก ‘ดาบฟ้าฟื้น’ ออกมา เพื่อที่จะเก็บข้อมูลความสามารถที่แท้จริงของดาบวิเศษเล่มนี้ แต่อีกฝ่ายย่อมมีไม้ตายเอาไว้ใช้งัดข้อ

และตอนนี้เขื่อนก็ได้สร้างป้อมปราการที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมาตั้งรับแล้ว…

“พวกมันรวมตัวกันติดแล้วผู้กอง! ค่ายกลหินนั่นหนาเกินกว่าที่เราจะลอบโจมตีได้ จะเอายังไงต่อ บุกทะลวงเลยหรือเปล่า!?” เสียงลูกน้องรายงานผ่านมนตราสื่อสารด้วยความใจเย็น พวกเขาได้เปรียบอยู่จึงไม่ต้องรีบทำอะไร

จงรักประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว สมองของเขาประมวลผลผลได้ผลเสียราวกับตาชั่ง ส่วนกองร้อยของเขานั้น ประกอบไปด้วยคนมีความสามารถสูงที่ถูกคัดตัวมาเป็นอย่างดี การที่จะบุกถล่มอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก

เพียงแต่สู้ไปแล้วจะได้อะไร หากท้ายที่สุดอีกฝ่ายไม่ชักดาบออกมาสู้ การจะปล่อยให้ลูกน้องตนต้องเจ็บตัวเปล่า ๆ หรือเอาชีวิตไปทิ้งแบบโง่ ๆ ไม่ใช่วิถีทางของเขาเลย

เป้าหมายหลักมีเพียงการเก็บข้อมูล ในท้ายที่สุดถ้าหากอีกฝ่ายไม่ยอมเปิดเผย คู่ต่อสู้ถัดไปนั้นอาจจะบีบให้เจ้าตัวต้องเผยไต๋ของดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนั้นออกมาได้เอง เพราะอันดับหนึ่งที่รออยู่คือ ‘จอมทัพ’ ผู้มีสายเลือดร่างภูตสายฟ้า

“ปล่อยให้เสือมันกัดกันเองจะดีกว่า…” จงรักลอบยิ้มมุมปาก

วินาทีนั้นเอง เขื่อนที่ยืนอยู่กลางค่ายกลก็เงยหน้าขึ้น สบตากับจุดที่จงรักซ่อนตัวอยู่อย่างแม่นยำราวกับมีตาทิพย์

เขาเริ่มตั้งท่าดาบคู่ พลังเวทที่อัดแน่นจนหินรอบตัวแตกร้าว เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังก้อง บ่งบอกว่าเขาพร้อมที่จะพุ่งทะยานเข้าบดขยี้ทุกคน ที่กล้าล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขต

จงรักเหยียดยิ้มบาง ๆ เขาไม่ได้รู้สึกเสียหน้าหรือหวาดกลัวต่อสายตานั้น เพียงแค่คำนวณผลกำไรขาดทุนเสร็จสิ้นแล้ว ลูกน้องของเขาเสียชีวิตไปเพียง 5 นาย ส่วนอีกฝ่ายสูญเสียไปถึง 50 นาย ตัวเลขนี้ชี้ชัดถึงความคุ้มค่าในตัวมันเองอยู่แล้ว

“ถอยทัพ! ปล่อยให้หมาบ้าไปกัดกัน เป้าหมายของพวกเราไม่ใช่ที่หนึ่ง” เขาส่งเสียงมนตราตอบกลับลูกน้องทุกคน

ก่อนจะเอ่ยเสียงกังวานไร้ซึ่งความลังเล “กองร้อยเงาหมาป่า ขอประกาศยอมแพ้!”

สิ้นคำประกาศยอมแพ้ เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นบนอัฒจันทร์ด้านนอก ผู้ชมต่างเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังได้เปรียบอยู่ ทุก ๆ คนล้วนรู้ฤทธิ์เดชของหมาป่าตนนี้ดี ข้อมูลของเขาแน่นหนา ทรัพยากรก็มีล้นเหลือ เกรงว่าแม้แต่อาวุธวิเศษก็ยังงัดออกมาใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ

พวกเขาไม่ใช่พึ่งจะรู้จักกัน ดังนั้นชื่อเสียงของจงรักจึงไม่อาจดูแคลนได้ เมื่อได้ข้อสรุป ผู้ควบคุมจึงสลายมิติสนามรบเลือด และดึงร่างของทุกคนออกมาจากภายใน

สำหรับใครบางคนแล้ว นี่ถือเป็นการถอยอย่างมีชั้นเชิงและไม่เสียศักดิ์ศรี โดยเฉพาะในสายตาของพวกเบื้องบนที่กำลังจ้องมองสถานการณ์อยู่ เพื่อรักษากำลังรบและทรัพยากรบุคคลเอาไว้

มิติหุบเขาศิลาค่อย ๆ สลายตัวกลายเป็นแสง ตามมาด้วยเสียงประกาศอย่างเป็นทางการ

“กองร้อยด่านเจดีย์สามองค์ เป็นผู้ได้รับชัยชนะ!”

……

ภาพตัดสลับมาที่มิติของวงแหวนที่ 2

ทันทีที่มิติเปิดออก อุณหภูมิโดยรอบกลับลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนติดลบหลายสิบองศา ภูมิประเทศถูกเปลี่ยนเป็นทุ่งน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ไพศาล ไร้ซึ่งที่กำบังใด ๆ

พายุหิมะสีขาวโพลนพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายความหนาวเย็นบาดลึกถึงขั้วปอด แม้แต่ลมหายใจที่พ่นออกมายังกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้น

‘นาวา’ ผู้ท้าชิงอันดับสองจากเผ่าเต่าน้ำแข็ง ชายหนุ่มผิวขาวเนียนดุจหิมะบริสุทธิ์ยืนกอดอกอยู่ท่ามกลางพายุ ดวงตาสีฟ้าของเขาสะท้อนความเยือกเย็นอย่างถึงที่สุด

แม้ว่าบุคลิกภายนอกของเขาจะเป็นมิตรและดูสุภาพ แต่เมื่ออยู่ในสมรภูมิ ศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์และสายเลือดคือสิ่งที่ไม่ยอมให้ใครมาหยามเกียรติได้

“ถ้าถูกแยกแบบนี้เราจะไม่จำวิ่งหาพวกมันให้เหนื่อยเปล่า ข้าจะสร้างจุดศูนย์กลางให้รีบวิ่งมารวมกันซะ ไม่อย่างนั้นถูกเจ้าช้างตกมันนั่นเก็บเรียงตัวแน่!”

นาวาตะโกนสั่งลูกน้องที่กำลังหลงทางอยู่ท่ามกลางทัศนวิสัยอันเลวร้าย เขาไม่ได้ชักอาวุธ แต่กลับผายมือออกทั้งสองข้าง ปลดปล่อยพลังเวทมหาศาลจาก ‘ตำรามหาสมุทรเยือกแข็ง’ และสายเลือดอันแข็งแกร่งของตน

นาวาไม่ได้แค่สร้างก้อนน้ำแข็งธรรมดา แต่เขากำลังแทรกแซงหลักการทางธรรมชาติ บังคับให้การเคลื่อนไหวของโมเลกุลในอากาศโดยรอบหยุดนิ่ง!

กร๊อบ… แกร๊บ…

เสียงการก่อตัวของผลึกน้ำแข็งดังลั่นไปทั่วบริเวณ โดมผลึกเยือกแข็งขนาดมหึมาและประติมากรรมน้ำแข็งที่แหลมคมดุจหอกผุดขึ้นมาจากพื้นดิน กลายเป็นป้อมปราการศูนย์กลางที่ส่องประกายสีฟ้าอมขาว

ลูกน้องของนาวาที่เห็นแสงจากโดมต่างรีบวิ่งมารวมตัวกัน ส่วนทหารของศัตรูที่บังเอิญถูกสุ่มให้มาตกอยู่ใกล้โดม ล้วนถูกไอเย็นแช่แข็งอย่างเฉียบพลันจนเส้นเลือดปริแตก

“อ๊ากกกก!”

ร่างกายของพวกเขาพังทลายกลายเป็นแสงวิญญาณ พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ราวกับถูกเข็มนับล้านทิ่มแทงไปทั่วทุกอณูเนื้อ

นาวายืนหยัดอยู่ใจกลางโดมอย่างมั่นคงดั่งเต่าภูเขาที่ไม่มีวันถูกทะลวง เขามั่นใจมันปราการนี้อยู่มิใช่น้อย และยังมีของดีของเด็ดเตรียมเอาไว้รับมืออีกฝ่ายอยู่

ท่ามกลางวิสัยทัศน์ที่มืดบอดจากพายุหิมะ ‘แตงไทย’ ผู้ท้าชิงอันดับสามและเป็นทายาทแห่งเผ่าช้างเงาพราย ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ

เขาสั่งการผ่านมนตราสื่อสาร โดยให้ลูกน้องทั้งหมดถอยห่างออกไปให้ไกลที่สุด เขาคืออีกหนึ่งม้ามืดที่แข็งแกร่งในทุก ๆ มิติ ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังมีวิธีการโจมตีที่เหนือชั้นจนยากจะป้องกัน

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้นาวาต้องจัดหนักจัดเต็มตั้งแต่เริ่ม และก็ไม่ผิดจากที่คาด ชายหนุ่มร่างกำยำพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วประหนึ่งช้างตกมัน ยิ่งวิ่งร่างกายของเขาก็ยิ่งขยายใหญ่ มัดกล้ามเนื้ออัดแน่นจนแทบปริแตก

ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นน้ำแข็งทรงพลังจนแผ่นดินร้าว แผ่นน้ำแข็งแตกกระจายเป็นวงกว้าง แต่กลับไร้เสียงและไร้ร่องรอยอย่างน่าขนลุก

ความสูงของเขาขยายขึ้นไปเกือบสามเมตร นี่คือสิ่งที่หลายกองร้อยต่างหวาดกลัว คำว่า ‘ช้าง’ ในชื่อเผ่าไม่ได้มีไว้เพื่อประดับบารมี แต่มันหมายถึงความบ้าเลือดและการลงมือที่รุนแรงถึงขีดสุด สายเลือดแห่งความคลุ้มคลั่งและพละกำลังมหาศาลยังคงไหลเวียนอยู่ในตัวเขาทุกอณู!