LNCrawler

[เริ่มภาคที่ 12] คัดเลือกคณะทูต!

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

[เริ่มภาคที่ 12] คัดเลือกคณะทูต!

ยาทิสัง วะปะเต พีชัง ตาทิสัง ละพะเต ผะลัง
“บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น”
[ ภาคที่ 12 ]
“พ่อใหญ่เพียร”

 

ตอนที่ 726 คัดเลือกคณะทูต!

 

18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ห้าวันล่วงเลยหลังจากที่มหรสพแห่งความจริงจบลง...

ณ ศูนย์บัญชาการป้อมแม่ไก่ บรรยากาศภายในห้องประชุมไม่ได้อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารของการเตรียมทำศึก ทว่ากลับเต็มไปด้วยรังสีความกดดันอันแสนอึดอัดและสภาพอันน่าเวทนาของเหล่ายอดฝีมือ

เหล่าหัวกะทิทั้งแปด และผู้นำจากกองพันสิบหมู่ รวมถึงหงส์หยกที่ถูกคัดเลือกให้มารับหน้าที่เป็นคณะทูต ทุกคนกำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียด พวกเขาต่างเป็นนักรบเดนตายที่คุ้นชินกับการสาดเวทมนตร์และแกว่งดาบเข้าห้ำหั่น

ทว่าตลอดห้าวันที่ผ่านมา พวกเขาต้องถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักใน ‘หลักสูตรติวเข้ม’ เพื่อล้างบางสัญชาตญาณดิบเถื่อน จนสภาพจิตใจแทบจะบอบช้ำยิ่งกว่าการออกไปรบแนวหน้าเสียอีก…

เพียรทิ้งตัวนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย เขากวาดสายตาอันคมกริบมองเหล่านักรบที่บัดนี้มีสภาพอิดโรย ที่ถูกปรับโครงสร้างทางความคิดให้ซึมซับวิชาการทูตสายมารเข้าไปจนเต็มเปี่ยม

“ตลอดห้าวันที่ผ่านมา พวกคุณคงตระหนักแล้วว่า ลำพังแค่กำลังรบมันไม่เพียงพอสำหรับการไปเคาะประตูบ้านศัตรูหรอกนะ!” เพียรเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในสนามการเมือง ดาบที่คมที่สุดไม่ใช่เหล็กกล้า แต่เป็นข้อกฎหมาย...”

ชายชราผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยมาดของจิ้งจอกเฒ่าได้เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขาสวมสูทสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีตเรียบกริบ ในมือถือกระเป๋าเอกสารที่แผ่กลิ่นอายอาถรรพ์จาง ๆ ออกมาตลอดเวลา

ทนายวิญญู คือผู้ที่ลงมือละลายพฤติกรรมนักรบอันแข็งกระด้าง และเสี้ยมสอนวาทศิลป์อันดำมืดให้กับพวกเขาด้วยตัวเองตลอดห้าวันที่ผ่านมา

และบัดนี้ จิ้งจอกเฒ่ากำลังจะประเมินผลลัพธ์ในวันสุดท้าย ทนายวิญญูกวาดสายตาอันเฉียบคมมองเหล่านักรบเบื้องหน้าที่ต่างมีสภาพอิดโรย เขาเปิดประเด็นด้วยคำถามเชิงจิตวิทยาอันแหลมคม

“สมมติว่าพรุ่งนี้พวกคุณถูกส่งไปเป็นทูตในถิ่นของศัตรู แล้วถูกพวกมันพูดจาถากถาง หยามเกียรติผู้บัญชาการ และพยายามยั่วโมโหทุกวิถีทาง พวกคุณจะรับมืออย่างไร?”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ จอมทัพขมวดคิ้วแน่น แม้ลึก ๆ เขาจะยังหยิ่งทะนงและจะอยากใช้สายฟ้าฟาดศัตรูปากดีเหล่านั้นให้แหลกคาที่ แต่ด้วยสถานะและบทเรียนที่ถูกยัดเยียดเข้าหัวตลอดห้าวัน ทำให้เขาต้องคิดให้ลึกซึ้งกว่าการใช้เพียงกำลังภายนอก

พริกแกงหญิงสาวเผ่ากิ้งก่าเพลิงผู้มีเส้นผมสีแดงฉานก้าวออกมาข้างหน้า เธอสอดประสานมือไว้ใต้หน้าอก คลี่ยิ้มเย็นชาที่แฝงไปด้วยความฉลาดหลักแหลมและเจ้าเล่ห์ ซึ่งเป็นผลผลิตจากการบ่มเพาะของทนายเฒ่า

ก่อนจะรอคำเฉลย “เราไม่ได้ส่งพวกคุณไปเพื่อให้ยืนยิ้มรับคำด่าโง่ ๆ แต่ว่าเราจะส่งพวกคุณไปเพื่อยั่วยุกลับอย่างมีชั้นเชิงต่างหาก!” ทนายวิญญูกวาดสายตามองทุก ๆ คนด้วยรังสีอำมหิต…

“หน้าที่ของทูตคือการใช้กิริยาที่สุภาพที่สุดเพื่อพูดจาถากถางพวกให้เจ็บแสบที่สุด! และบีบคั้นเป้าหมาย ให้เป็นต้องยอมในสิ่งที่เราต้องการ”

ทนายเฒ่าเว้นจังหวะ นัยน์ตาสาดประกายแห่งชัยชนะอย่างเลือดเย็น “และเมื่อใดก็ตามที่พวกมันโง่เขลาพอที่จะลุกขึ้นมาทำร้ายทูตของหออาชาไนย เมื่อนั้นแหละพวกเราจะได้รับความชอบธรรมในทุก ๆ แง่มุม…”

“นี่เรียกว่าข้ออ้างในการทำสงครามที่ทางผบ.เพียรบอก! เราจะมีความชอบธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ในการยกทัพไปจัดการพวกมัน โดยที่แม้ฝ่ายโน้นจะอ้างอย่างไร แต่ธรรมเนียมนี้เป็นสากลถ้ามีผู้ใดละเมิดย่อมถูกตำหนิอย่างรุนแรง!”

คำอธิบายเช่นนี้คือเกมการเมืองระดับสูงขึ้นไปอีก ซึ่งพวกเขาไม่ได้ชำนาญ ทว่าสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ง่าย เพราะหลักสูตรสอนที่ผ่านมามันก็เป็นไปในทิศทางนี้

พวกเขาต่างเป็นนักรบที่เจนจัดในสนามรบ แต่พึ่งจะได้ตระหนักอย่างถ่องแท้ก็บัดนี้เองว่าอาวุธที่น่าสะพรึงกลัวและสามารถกวาดล้างเผ่าพันธุ์ได้หมดจดที่สุด ไม่ใช่เปลวไฟ สายฟ้า หรือหอกวิเศษ แต่ว่ามันคือข้อกฎหมายและกลยุทธ์!

......

บรรยากาศภายในห้องประชุมของป้อมแม่ไก่เปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นการวางกลยุทธ์ที่เยือกเย็นและรัดกุม หลังจากที่ทุกคนยอมสยบต่อตรรกะทางกฎหมายของทนายวิญญู

เพียรที่นั่งไขว่ห้างอยู่ก็เริ่มขยับตัว กางแผนที่สามมิติของแดนเถื่อนบึงกาฬขึ้นมาเบื้องหน้าอีกครั้ง

“ในโลกของการทำศึก มีจะเล็กไปหาใหญ่ และใหญ่ไปหาเล็ก ซึ่งในกรณีนี้พวกเราจะเริ่มเคาะประตูบ้านขั้วอำนาจที่รวยและทรงอิทธิพลที่สุดก่อน!” เพียรเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น

“ถ้าเราสยบจุดที่กลุ่มแข็งแกร่งที่สุดลงได้ พวกที่เหลือก็จะเสียขวัญและยอมศิโรราบได้ง่ายขึ้น ลุงวิญญูคิดว่าเราควรเริ่มหมากตาแรกจากที่ไหนดี?”

ทนายวิญญูเริ่มขยับแว่นตา ก่อนจะชี้ปลายนิ้วไปยังยอดเขาหินทรายสามก้อนบนแผนที่มายา “เป้าหมายแรกที่ทรงอำนาจและมีทรัพยากรมากที่สุดคือเขตหินสามวาฬ! ท่านผู้บัญชาการ ที่นั่นคือบ้านพักตากอากาศของเผ่าวาฬอารมณ์ดี สัตว์วิเศษระดับสูง”

เพียรพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ “ถูกต้อง! คนพวกนี้มีพร้อมทุกอย่าง เมื่อพวกเขาเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร การดึงพวกเขามาทำข้อตกลงได้ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล”

จิ้งจอกเฒ่าหันขวับมาทางกลุ่มหัวกะทิ นัยน์ตาเจ้าเล่ห์ของเขาหยุดลงที่หญิงสาวรูประหงที่ยืนเชิดหน้ากอดอกอยู่ “และสำหรับหมากตาแรกนี้ ทูตที่จะไปเจรจาจะต้องมีสถานะที่ทำให้พวกเผ่าวาฬต้องยอมก้มหัวให้ ดังนั้นคุณหงส์หยก…คุณคือตัวแทนที่เหมาะสมที่สุด!”

หงส์หยกตัวแทนจากเผ่าหงส์สวรรค์ ผู้มีท่วงท่าสูงศักดิ์ดุจราชินีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอไม่ปฏิเสธคำสั่ง แต่ยืนนิ่งสง่าเพื่อรอฟังเหตุผลประกอบ

“ด้วยสถานะสายเลือดแห่งเผ่าหงส์สวรรค์ และการเป็น ‘เด็กเทพ’ ผู้สูงศักดิ์ของคุณ ย่อมทำให้พ่อบ้านเผ่าวาฬที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูมิติต้องให้เกียรติ” ทนายวิญญูอธิบายด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

“พวกมันเป็นรู้จักประเมินค่าคน เมื่อเห็นกลิ่นอายระดับเด็กเทพเดินไปเคาะประตู พ่อบ้านนั่นจะไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า หรือทำเรื่องโง่เขลาอย่างแน่นอน”

จากนั้นทนายเฒ่าผู้ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการทูต แต่เป็นปรมาจารย์ด้านการเล่นแง่ทางกฎหมายและวาทศิลป์ ก็เริ่มเสี้ยมสอนวิธีการใช้คำพูดอันดำมืดให้กับขุนพลหญิง

“ในการเจรจา คุณต้องรู้ว่าพูดประโยคไหนจะไปกระตุกต่อมโกรธ หรือพูดคำไหนจะบีบให้พวกมันดิ้นไม่หลุด...” ทนายวิญญูหรี่ตาลง แผ่รังสีคุกคาม

“เริ่มต้นจากการใช้ไม้แข็งข่มขวัญพวกมันก่อน จงอ้างเรื่องกฎหมายที่หออาชาไนยเคยสถาปนาไว้เมื่อหลายพันปีก่อน ขู่พวกมันไปเลยว่า ใบอนุญาตสถานกงสุลของพวกมันนั้นขาดต่ออายุมา 2,000 ปีแล้ว! หากไม่ยอมสยบ พวกมันจะกลายเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายมิติทันที!”

ทนายวิญญูในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายวิญญาณผู้เก๋าเกมหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“เมื่อสถานการณ์เริ่มตึงเครียด จงค่อย ๆ งัดไม้อ่อนออกมาใช้ลูบหลัง พวกเราเตรียมการเอาไว้ คุณมีหน้าที่แจ้งข่าว หรือสิ่งที่พวกเราต้เองต้องการสื่อ ข้าขอรับรองว่าไพ่ตายใบนี้ จะบีบให้พวกมันต้องรีบเปิดประตูต้อนรับแทบไม่ทัน!”

หงส์หยกยืนฟังแผนการทั้งหมดด้วยความนิ่งอึ้ง ทว่าภายในใจของเธอกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดวงตาที่กรีดอายไลเนอร์คมกริบของเธอกวาดมองดูทนายเฒ่าจอมกะล่อน ก่อนจะหันไปมองเพียรชายหนุ่มอายุเพียงยี่สิบปีที่ยังคงนั่งไขว่ห้าง

เขาวางแผนกลืนกินขั้วอำนาจอย่างเป็นระบบและไร้ความปรานี

ในวินาทีนั้นเอง กำแพงความหยิ่งยโสของหงส์ใยค่อย ๆ ทลายครืนลงมา เธอตระหนักได้อย่างถ่องแท้แล้วว่าชายหนุ่มบนเก้าอี้ตรงหน้านี้ ไม่ใช่วีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรมที่จะไปรบแนวหน้าเพื่อกอบกู้โลก แต่เขาคือ ‘ความชั่วร้าย’ ที่ถูกกระทรวงเวทมนตร์ส่งมาเพื่อปราบปรามและกลืนกิน ‘ความชั่วร้าย’ อีกต่อหนึ่ง

แผนการของเขานั้นมัน เต็มไปด้วยเหลี่ยมคูทางการเมือง ทั้งข้อกฎหมาย และการบีบคั้นทางจิตวิทยาที่แยบยลพร้อมน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่คนอายุยี่สิบปีจะคิดขึ้นมาได้ หงส์หยกสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อม

ความหวาดระแวงและอคติที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความหวาดผวาปนเคารพ และเธอก็พร้อมจะสยบยอมต่อมันสมองอันดำมืดของนายเหนือหัวผู้ชั่วร้ายคนนี้อย่างหมดหัวใจ…

เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่อันทรงเกียรติและแผนการที่แยบยล หงส์หยกก็ก้าวเดินออกจากห้องประชุมของป้อมแม่ไก่ ร่างระหงของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์หยุดยืนอยู่ท่ามกลางลานกว้าง นัยน์ตาสีทองสุกปลั่งของเธอทอประกายเด็ดขาด

ก่อนที่เธอจะหลับตาลงและปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดที่กดข่มพลังอำนาจเอาไว้!


อย่าดื้อนะคุณหนู!