กำราบมหิสา!
กำราบมหิสา!
ตอนที่ 6 กำราบมหิสา!
หลังจากผ่านไปหลายนาทียิ่งนานควายเพลิงก็ยิ่งแข็งแกร่ง ปรับตัวเข้ากับร่างกาย มันดึงเอา ความรู้ของเจ้าของร่าง ทั้งวิชาหมัดมวย การเดินเยื้องย่าง
ควายป่าสองขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ จนหน้าอกบวมเป่งจากนั้นก็ได้รวบรวมพลังพ่นเอา ‘เพลิงโทสะ’ เข้าห่อหุ้มร่างกายตนเอง
ชายหนุ่มหรี่ตามองดูการกระทำนั่น ด้วยสายตาเย็นเยียบ ซึ่งแน่นอนว่าตัวมันในตอนนี้ย่อมต้องรับมือยากยิ่งกว่าเดิมมากนัก หากแต่อีกฝ่ายก็ยังเป็นได้เพียงแค่ ‘สัตว์ร้าย’ สำหรับตน
ด้วยยังยึดครองร่างได้ไม่นาน สติปัญญา ‘ยังไม่ตื่นรู้’ อย่างเต็มที่
และตัวเขาเองก็คาดหวังเอาไว้ว่าพอจะมีปาฏิหาริย์ในเจ้าของร่างเดิม แต่ครั้นเมื่อเห็นการกระทำโดยใช้เวทมนตร์เสริมพลังให้กับตัวเองเช่นนี้แล้ว เขาก็คงได้แต่ยอมตัดใจ…
ควายเพลิงสิงสู่วิญญาณในตอนนี้ ร่างกายของมันแดงเถือกยิ่งกว่าเก่า มองดูคล้ายกับมีลาวาไหลปะทุอยู่บนผิวหนัง ส่วนเพลิงโทสะที่มันได้พ่นเพื่อหนุนเสริมมานั้น บัดนี้ได้ประสานกับผิวหนังชั้นนอก จนกลายเป็นไฟอาคมที่จับต้องได้
อุณหภูมิโดยรอบที่พุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ซึ่งเพียงพอที่จะเปลี่ยนสภาพพื้นดินบริเวณโดยรอบที่ตัวมันยืนอยู่ให้กลายมาเป็นลาวา
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว พร้อมพูดว่า “ดูท่าเชื้อมันจะแรงแฮะ” แน่นอนว่าเขาย่อมหมายถึงเชื้อสายที่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของมัน
“เช่นนั้นก็อภัยให้ผมด้วย…” ชายหนุ่มกระโดดถอยหลังทิ้งระยะห่าง พร้อมเปลี่ยนแผ่นยันต์ที่แปะติดกาย ซึ่งเป็นยันต์สายสนับสนุน ที่ช่วยเพิ่มพูนพละกำลังให้เหนือกว่าคนธรรมดา เพราะมันใกล้จะหมดฤทธิ์ลงแล้ว
พอเขาสับเปลี่ยนยันต์ใบเก่าเสร็จ ก็ยังเพิ่มยันต์ใบใหม่เข้าไปอีกสองใบ
ในเสี้ยววินาทีที่แปะยันต์ลงบนตัว เจ้าควายเพลิงก็พุ่งกระโจนเข้ามาพร้อมกับอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ซึ่งมีความร้อนเหนือกว่าสามัญสำนึก หมายจะปลิดชีพผู้ใช้อาคมที่อยู่ตรงหน้า
ชายหนุ่มรับมือด้วยการโยนยันต์ไปแผ่นหนึ่ง ปากพึมพำท่องคาถา ส่วนกระดาษยันต์ก็เริ่มมีอักขระภาษาไทยที่เขียนกำกับเอาไว้ คล้ายดั่งมีชีวิตพากันบินวนอยู่รอบตัวยันต์ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกะพริบวูบวาบ และสำแดงพลานุภาพของยันต์ใบนี้ออกมา
จนปรากฏเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ตกลงมาจากฟากฟ้า โดยที่มีจุดศูนย์กลางคือแผ่นยันต์แผ่นนั้น
ความจริงเล่าแล้วเหมือนช้า…หากแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที!
ควายเพลิงอาคมไม่อาจฝ่าด่านม่านน้ำตก และพุ่งตรงเข้าไปข้างหน้าได้ ถึงแม้ว่าน้ำจะระเหยกลายเป็นไอในทันทีที่สัมผัสกับกำปั้นคู่นั้นก็ตาม แต่ทว่าด้วยปริมาณน้ำที่มากล้น ย่อมมีแรงหนืดแรงต้านมากเป็นธรรมดา
ทีเด็ดนั้นก็คือน้ำที่ไหลลงมาปะทะกับร่างกายของควายเพลิง เพราะยามเมื่ออยู่ภายใต้น้ำตก มันย่อมต้องแบกรับแรงกดดันอันมหาศาล
ถึงแม้ควายเพลิงจะมีพละกำลังมากมายเพียงใด แต่ยามเมื่อเผชิญกับพลังธรรมชาตินั้นก็จำต้องยอมศิโรราบแต่โดยดี ทำให้ร่างกายของมันงุ้มงอ หากแต่ว่าผิวหนังยังคงด้านสมกับศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของเผ่าพันธุ์มัน
รอบกายของชายหนุ่มสวมแว่น เริ่มปรากฏแสงห่อหุ้มสีฟ้า ซึ่งสามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า ดูเหมือนมันจะป้องกันความร้อนจากเพลิงเหนือธรรมชาตินี้ได้
เขาเริ่มเคลื่อนที่ ซึ่งดูว่องไวประดุจสายลม เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงบริเวณใกล้เคียงที่เจ้าควายสีแดงยืนแบกรับแรงกดดันของมวลน้ำ พร้อมกันนี้เขาได้ใช้ยันต์อีกหนึ่งแผ่นตบลงไปบนพื้นดิน จนปรากฏบ่อน้ำลึกสุดประมาณ อีกทั้งยังกว้างประมาณหนึ่งไร่
ควายเพลิงอาคมก็ร่วงหล่นลงไปในบ่อน้ำนั้นทันที ยามเมื่อน้ำไฟปะทะกันสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปตามหลักธรรมชาติ ที่น้ำย่อมชนะไฟ อีกทั้งครั้งนี้ยังมีปริมาณเข้าข่ม จึงหาเหตุผลที่ไฟจะพลิกฟื้นกลับมาแผดเผาน้ำให้หมดสิ้นได้ยาก
หลังจากจมน้ำ ควายเพลิงก็พยายามตะเกียกตะกาย หากแต่ชั่วชีวิตนี้มันไม่เคยว่ายน้ำมาก่อน และไม่เคยจมน้ำลึกมากขนาดนี้ อย่างดีก็เล่นโคลนดิน ลงน้ำไปอาบน้ำ จึงพยายามดึงเอาความคิดในส่วนนี้จากเจ้าของร่างเดิมมาปรับใช้โดยพลัน
แต่อนิจจา…ใช่ว่าการว่ายน้ำจะง่ายดายถึงเพียงนั้น ด้วยเพราะสติปัญญาก็ไม่ได้สูงส่ง เป็นเพียงแค่ ‘เบิกปัญญา’ ได้เล็กน้อย ไหนเลยจะมีเรื่องที่ดีงาม เช่น ดึงเอาความทรงจำนั้นมา แล้วก็สามารถแหวกว่ายน้ำได้เลย
คิดง่ายแต่ทำยาก!
ครั้นเมื่อจวนตัว มันอาศัยสัญชาตญาณสัตว์ป่า เมื่อรู้ว่าตนไม่อาจรอดไปได้ จึงเริ่มหักเขาทั้งสองข้างออก จนเลือดสาดกระจายในน้ำ มันกู่ก้องคำรามจนผืนน้ำสั่นสะเทือน
และในวินาทีเดียวกันนี้ ‘เขาทั้งสองข้าง’ ก็เริ่มปรากฏแสงเรืองรอง คล้ายว่าจะมีลักษณะเปลี่ยนแปลง ให้มันหวนคืนสู่ลักษณะของบรรพบุรุษอย่าง ‘มหิงสาเพลิงโทสะ’ ตามตำรา
ชายหนุ่มเฝ้าดูเหตุการณ์จากปากบ่อ เตรียมลงมือตามสถานการณ์ และยามเมื่อเห็นควายอาคมหักเขาตน ดูคล้ายว่ามันพร้อมที่จะยอมพลีชีพตาย เพื่อแลกกับการลากตนเองให้ลงไปอยู่เป็นเพื่อนเล่นในปรโลก
ดังนั้นในมือเขาปรากฏยันต์อีกใบหนึ่งขึ้นมา
ในคราแรกที่เขาลงมือนั่นคือ “ยันต์ม่านน้ำตก!” และเมื่ออีกฝ่ายต้านรับพลังของมวลน้ำ ทำให้ขยับเขยื้อนได้ยาก เขาก็ประกบเอา “ยันต์บ่อน้ำ” ออกมาใช้งาน
ตั้งแต่เริ่มบุกโรมรัน เขาผสานสิ่งที่มีอยู่และเคลื่อนไหวได้อย่างรู้จังหวะ มองดูก็คล้ายจะใช้คำว่า ‘เป็นมือฉมัง’ หรือ ‘ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้’ มาอธิบายตัวตนของชายหนุ่ม
ครั้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายพร้อมจะแลกชีวิตเขาจึงโยนยันต์อีกแผ่นลงไปในบ่อน้ำ ทันใดนั้นมันก็แปรเปลี่ยนกลายมาเป็น ‘จระเข้จำแลง’ พากันกรูเข้าไปกัดกินควายเพลิง
เพราะหากปล่อยให้อีกฝ่ายลงมือไปมากกว่านี้ ‘วัตถุชะตาชีวิต’ ของมันคงป่นภูเขาลูกนี้ หรือกระทั่งป่าไม้โดยรอบให้สิ้นราพณาสูร กลายเป็นนรกบนดิน สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่คงได้ตกตายเป็นเพื่อนร่วมกันกับมัน
ยันต์ใบที่สาม ที่เขาโยนออกไปมันจำแลงออกมาจากเวทคาถา ดังนั้นจึงไม่ใช่จระเข้จริง ๆ หากแต่รูปร่างของมันเหมาะสมกับสถานการณ์
และความจริงยันต์ใบนี้มีพื้นฐานมาจาก ‘คาถานะจังงัง’ ที่หยุดยั้งไม่ให้อีกฝ่ายขยับเขยื้อนชั่วคราว ซึ่งผู้คนต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี
ส่วนชื่อของยันต์ใบนี้ก็คือ ‘ยันต์วารีจำแลง’
จระเข้จำแลงที่พากันเข้าไป ‘กัดกิน’ คล้ายดันกลายมาเป็นผนึกปิดกั้นเวทมนตร์ของเจ้าควายเพลิง ทำให้มันหยุดนิ่งจนสุดท้ายก็หายใจไม่ออก ส่วนเขาทั้งคู่ที่สายเลือดหวนคืนสู่บรรพบุรุษ ก็แปรเปลี่ยนมาดูดกลืนวิญญาณ ของมันแทนพลังเวท
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนปากบ่อ ไม่ได้ลงมือทำอะไร เพียงมองดูอีกฝ่ายค่อย ๆ ลาลับจากไป อีกทั้งยังได้ทิ้งของดูต่างหน้าอย่าง ‘เขาควาย’ ที่มีลักษณะหวนคืนสู่บรรพบุรุษเอาไว้คู่หนึ่ง
ซึ่งตนก็ได้แอบลอบประเมินไว้คร่าว ๆ แล้วลองเอาไปเปรียบเทียบกับลักษณะตามตำรา ดูท่าแล้วโชคคงเข้าข้างตน ที่ครั้งนี้เก็บตกของดีเอามาได้
สำหรับ ‘เขาควาย’ นี่คือสิ่งแทนชีวิตของมัน หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘วัตถุชะตาชีวิต’ ที่บ่งบอกถึงลักษณะของเผ่าพันธุ์มัน เฉกเช่นเดียวกันกับ ‘งาช้าง’ ว่าเป็นตัวแทนของช้าง
ซึ่งวัตถุชะตาชีวิตเหล่านี้มักจะเป็นไม้ตายก้นกรุสำหรับทุกคน…
ชายหนุ่มมองเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เสแสร้งแกล้งตาย จึงใช้มือขยุ้มน้ำ จากนั้นก็ทำท่าดึงเอาศพขึ้นมา
จระเข้ใต้น้ำที่เหลืออยู่ ต่างก็แหวกว่ายไปหาซากศพ พร้อมทั้งกลายเป็นแสงขาวขุ่น โอบอุ้มและลากซากศพของควายเพลิงอาคม ให้มันค่อย ๆ ลอยขึ้นมา
……
ขณะที่กำลังรอซากศพลอยขึ้นมา
ชายหนุ่มพูดอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยขึ้นว่า “ดูพอแล้วหรือยัง?” เสียงนี้อาจจะไม่ดังมากนัก แต่ทว่ามันกลับผสมผสานไปด้วยเวทคาถา จึงดังกึกก้องอยู่ข้างหูของผู้ที่เขาต้องการจะสื่อสาร
และในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง พลันปรากฏร่างชายวัยกลางคนขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ เขาสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูคล้ายกับเครื่องแบบองค์กร และหากเพ่งมองดูใกล้ ๆ จะเห็น ‘รูปม้า’ ที่ปักดิ้นแบบเดียวกันกับของชายหนุ่ม แตกต่างกันเพียงแค่สีที่ใช้ปัก…
ชายวัยกลางคนทำความเคารพบุคคลตรงหน้า ด้วยการใช้กำปั้นทาบที่อก ก่อนจะเดินเข้าไปขนาบข้างกาย พร้อมพูดว่า “สวัสดีคุณเพียร…ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
ชายหนุ่มที่สวมชุดเดินป่าสีเขียวขี้ม้า ซึ่งมีนามว่า ‘เพียร’ ก็คลี่ยิ้มรับ พร้อมกับทักทายอีกฝ่ายว่า “นั่นน่ะสิ เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ…ว่าแต่ลมอะไรหอบลุงมาถึงที่นี่ได้ล่ะ?”
หากท่านแล้ว ชอบใจ๊ชอบใจ อย่าลืมส่งขนมนมเนยมาเป็น "ของขวัญ" ให้ผู้เขียนด้วยนะครับ