[เริ่มที่ภาค 2] ฝันร้ายที่กล้ำกราย!
[เริ่มที่ภาค 2] ฝันร้ายที่กล้ำกราย!
นัตถิ ปัญญาสะมา อาภา
“แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี”
[ ภาคที่ 2 ]
“เสาหลักเมืองชล”
ตอนที่ 76 ฝันร้ายที่กล้ำกราย!
กลางดึกของคืน ๆ หนึ่ง เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกขึ้นมากลางดึก พร้อมกับเสียงหอบแฮก ๆ ที่ดังถี่ยิบ ดูเหมือนว่าเขาพึ่งจะตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย…
ซึ่งภายในความฝัน เขาต้องพบเจอกับภาพเหตุการณ์ที่ ‘ฟ้าผ่าประดุจดังสายฝน’
หากแต่ในคราวนี้ เขาไม่ได้เป็นคนหลบอยู่ในหลังคาในบ้านของตน ไม่ได้อยู่ภายใต้ม่านแสงของแม่แมว แต่กลับวิ่งหลบหนีไปมาตามจุดตรอกซอกซอยต่าง ๆ
เขาฝันเช่นนี้มาครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งก็มีเพื่อนสมัยเด็ก ๆ ที่เล่นด้วยมา วางแผนคิดช่วยกันหาทางหลบหนีจากภยันตรายในครั้งนี้
หากแต่ว่า ทุก ๆ ครั้งในความฝัน กลับไม่มีใครหลีกหนีหายนะนั่นมาได้เลย หลายปีมานี้เขาพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันก็ตามที…
ยกเว้นก็แต่เขาเพียงคนเดียว ที่ได้ถูกม่านแสงสองสีคอยหมุนวนปกป้องเอาไว้ ให้อยู่รอดปลอดภัย
และทุกคราวที่ได้เห็นเพื่อนร่วมเล่น ที่เล่นวิ่งหัวกันมา ทยอย ๆ ถูกพลังลี้ลับทำให้สลายหายไป จะด้วยเสียงกรีดร้องที่พรากวิญญาณนั่น หรือว่าจะด้วยสายฟ้าที่ผ่าลงมาก็ตามที…
ในบางคราก็ถูก ‘ลมไร้รูป’ พัดพาให้สลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงแค่โครงกระดูก ตัวเขาเองก็รู้สึกหวาดกลัว และหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก
ทุกครั้งที่ฝันเช่นนี้ เขาจะเหงื่อออกโทรมกาย หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เสมือนกับตนพึ่งได้กลับไปวิ่งอยู่รอบหมู่บ้านมาก็ไม่ปาน
ในหลายปีที่ผ่านมานี้ ฝันร้ายที่มันยังคงเกาะกุมอยู่ภายในจิตใจ จนทำให้เขาจดจำภาพบ้านเรือนทุกหลัง ภาพตรอกซอกซอย ต้นไม้ใบหญ้า ได้แทบจะละเอียดถี่ถ้วน
และในทุกครั้งที่ฝันเช่นนี้ เขาก็จำต้องหยิบเอาสร้อยคอมากุมไว้ แลดูคล้ายจะเป็นที่พึ่งพิง หรือที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของเขา
เหตุการณ์ลี้ลับที่ได้เกิดในหมู่บ้าน มันผ่านมาได้หลายปีแล้ว จนกระทั่งในตอนนี้เอง เขาใกล้จะจบ ป.5 อยู่รอมร่อ แต่ทว่า ‘ฝันร้าย’ ยังคงตามหลอกหลอนตัวเขาอยู่ตลอด ซึ่งในบางคืนเขากลัวที่จะหลับตาลงเสียด้วยซ้ำไป
สร้อยคอเส้นนี้มันจึงอยู่ติดกายเขาไม่ห่าง ไม่ว่าจะยามกินยามนอน หรือว่าตอนทำอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งสร้อยคอนี้มองเผิน ๆ มันดูไม่ต่างจากพระเครื่อง ที่คนไทยนิยมห้อยบูชามากเสียเท่าไหร่
หากแต่แทนที่พระเครื่อง ด้วยลูกแก้วสีเขียวมรกตลูกหนึ่ง ซึ่งถูกเคลือบด้วยพลาสติกกันน้ำตามสมัยนิยม
เด็กน้อยมารู้เอาทีหลังว่า สิ่งเหล่านี้ผู้คนเรียกมันว่า “เพชรตาแมว”
‘แมวตาเพชร’ นั้นไม่ได้ถือกำเนิดมาโดยง่าย ยากที่จะแยกแยะระหว่างต้อกระจก หรือว่าแมวตาเพชร ซึ่งสำหรับคนธรรมดา ๆ แล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกแยะมันออก
‘เพชรตาแมว’ นั้นกำเนิดขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อแมวตัวนั้น ๆ เป็นฝ่ายยินยอมพร้อมใจที่จะมอบให้ กล่าวกันว่ามิอาจบีบบังคับ ด้วยการกดขี่ทรมาน หรือว่าแย่งชิงดวงตาเหล่านั้นมาได้ กระทั่งความคิดร้ายแค่เพียงนิดก็อย่าหวังจะได้ครอบครอง
เนื่องจากเมื่อ ‘แมวตาเพชร’ ยามเมื่อมีดวงตาวิเศษเช่นนี้ ย่อมมองเห็นถึงความเป็นไปของภายในจิตใจคน มันหลุดพ้นจากสัตว์เดรัจฉานธรรมดา ๆ ทั่วไป จนกลายมาเป็นสัตว์ที่ได้จุดไฟแห่งปัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อีกทั้งจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ มันย่อมต้องทำให้วัตถุศักดิ์สิทธิ์เสื่อมฤทธิ์ลง ยามเมื่อแมวตัวนั้น ๆ ได้ตายลง ผู้คนก็จะเรียกขานดวงตาเหล่านี้ว่า “เพชรตาแมว”
เด็กน้อยย่อมไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา ยามเมื่อได้พบเจอกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเหล่านั้นแล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็ฉุกคิดอยู่เสมอว่า ‘มันคืออะไรกันแน่’ ถึงได้เค้นสมองเพื่อที่จะค้นหาคำตอบผ่านความฝัน
ไม่ว่าจะด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา เช่น ทดลองฟังเสียงกรีดร้องเหล่านั้น หรือลองพยายามที่จะสัมผัสลมไร้รูปนั่น กระทั่งยืนรอให้ฟ้าผ่า ซึ่งความเจ็บปวดทรมานจากความฝันนั้น มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
และมันส่งผลกระทบต่อชีวิตในความเป็นจริงของเขาด้วย โดยเฉพาะเสียงกรีดร้องนั่น ที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มันก็ยากที่จะทำให้เขาทนทานได้!
เสียงกรีดร้องพรากวิญญาณนั่น มันช่างทรมานเหลือหลาย เขาพอจะเข้าใจเพื่อน ๆ ร่วมหมู่บ้านแล้วว่าพวกเขาตายด้วยความทรมานถึงเพียงใด
ถึงอย่างไรแล้ว ตัวเขาเองก็เคยสัมผัสกับของจริงมาก่อน…
ซึ่งตัวเขาเอง ก็ไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เพราะเรื่องที่เป็นอยู่ก็ทำให้ครอบครัวของตน แทบจะไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่แล้ว
……
ดังนั้นในทุก ๆ หนึ่งเดือน ยามเมื่อถึงคืน ‘เดือนดับ’ ฝันเหล่านี้ก็จะปรากฏขึ้น
ในเมื่อหนีก็หนีไม่พ้น ถ้าเช่นนั้นแล้วไม่สู้ลองใช้สมองครุ่นคิดให้มันมาก ๆ หน่อย ถือเสียว่าเป็นการฝึกสมองประลองปัญญาไปในตัว เพราะว่าตัวเขาเองจะต้องพบเจอกับเสียงกรีดร้อง สายลม หรือว่าสายฟ้านั่นอยู่แล้ว
เขาถึงจะสามารถออกมาจากความฝันพิศดาลนั่นได้…
ยามเมื่อจวนเจียนจะสิ้นใจ ดวงแก้วสองสีก็จะพลันพาเขาออกมาจากความฝันนั่น และมันก็คือเหตุผลที่ทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาทุกครั้งไป พร้อมกับเสียงหอบหายใจถี่ยิบ
อย่างน้อย ๆ ในความฝันนั่น ตัวเขาก็ยังมีอะไรให้ทำ ซึ่งมันดีกว่าแค่นั่งรอให้พวกสิ่งลี้ลับเหล่านั้นรุกล้ำเข้ามาทรมานตน เช่นการพยายามที่จะค้นหาคำตอบ หรือการที่ได้พบเจอเพื่อนเก่า ๆ
หลาย ๆ ครั้งเขาก็พยายามที่จะใช้สมองครุ่น คิดถึงวิธีการพาเพื่อน ๆ หนีออกมา กระทั่งย้อนกลับไปพูดคุยกับแม่แมว ในช่วงเวลาดังกล่าวก็มี
และในหลายปีมานี้ เพชรตาแมวสีเขียวมันได้อยู่ติดกายตัวเขามาตลอด ส่วนสีฟ้าน้ำเงินนั้นอยู่ติดกายกับแม่พิมพ์ใจ
ครั้นเมื่อนึกคิดเช่นนี้ได้ เด็กหนุ่มจึงลุกขึ้นไปหาแม่ที่ห้องนอน ด้วยรู้ดีว่าแม่ยังคงเป็นห่วงเขาอยู่ เพราะช่วง ‘คืนเดือนดับ’ ตลอดทุกเดือนก็มักจะเป็นเช่นนี้
“ก๊อก ๆ” เสียงเคาะห้องดังขึ้น
“พ่อแม่นอนหรือยังจ๊ะ?” เพียรเอ่ยปากถามขึ้น
ครู่ต่อมาแม่พิมพ์ใจก็สาวเท้าก้าวเดินออกมา “กำลังจะนอนจ๊ะลูก คืนนี้หนูนอนไม่หลับอีกแล้วเหรอ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
ยามเมื่อแสงไฟต้องกับใบหน้าของแม่พิมพ์ใจ ก็ทำเอาเพียรเศร้าโศกอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะจากคุณแม่สาวสวยราวกับพวกพี่ ๆ นักศึกษามหาลัย
ภายในไม่กี่ปีก็แปรเปลี่ยนมาเป็นใบหน้าซีดเซียว และผอมตอบ อีกทั้งร่างกายในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นหนังหุ้มกระดูก เธอผ่ายผอมลงเป็นอย่างมาก
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก “เพียรแค่แวะมาดูน่ะว่าแม่สบายดีไหม แล้วพ่อล่ะเป็นยังไงบ้าง?”
“เจ้าตัวพึ่งนอนไปเองลูก…นี่วันนี้ไปดูน้องแมวมาแล้วหรือยัง?”
เด็กน้อยคลี่ยิ้มเจิดจ้ายามเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เพราะกะเอาไว้ว่าจะอวดแม่อยู่แล้วเชียว “ไปดูมาแล้วจ้ะแม่ เพียรกลับจากโรงเรียนมาก็รีบวิ่งแจ้นไปดูแมวทันทีเลย!”
พิมพ์ใจยิ้มหวาน ก่อนจะลูบหัวเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “ถ้าอย่างงั้นไปนั่งเล่นในห้องแมวกันดีไหมจ๊ะ? ปล่อยให้พ่อเขานอนพักไปก่อ เพราะพรุ่งนี้เขายังมีงานเช้า”
เด็กน้อยดูคล้ายจะไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ทว่าเมื่อได้สบตากับแม่ตน เขาก็ได้แต่ยอมรับคำแต่โดยดี…
เมื่อเข้าไปถึงห้อง ยามเมื่อเปิดประตูก็มองเห็นแมวทั้งสามตัว ซึ่งเพียรก็เป็นคนตั้งชื่อเอาง่ายเข้าไว้ หนึ่ง สอง สาม แมวทั้งสามยามพบเจ้านายตนก็พากันมาถูหัวคลอเคลีย
สองคน สามสัตว์ จึงนั่งเล่นพูดคุยกันอยู่ในห้อง
พิมพ์ใจหลังจากเกิดเหตุก็ไม่ได้คิดจะไปเปลี่ยนชื่อของแมว ที่ลูกชายของตนได้ตั้งเอาไว้
“แม่จ๋า…เพียรเป็นห่วงแม่มาก ๆ เลยนะ” เด็กหนุ่มพูดประโยคแฝงนัยเอาไว้
“ไม่เป็นไรนะลูก อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด…” เธอย่อมเข้าใจลูกชายของเธอดีว่าเจ้าตัวต้องการจะสื่อถึงอะไร เช่นการผอมแห้งของเธอในตอนนี้ นั้นมันไม่ใช่เพราะว่าเธอขาดอาหาร หรือว่าเป็นโรคอื่นใด
“ใช่แล้ว…เธอไม่ได้เป็นโรคอะไรเลย!”
เธอตรวจเช็กอาการอยู่เป็นระยะ ๆ แต่คุณหมอก็ยังไม่อาจสามารถค้นหาสาเหตุได้…
แน่นอนว่าในเรื่องนี้ คนในครอบครัวย่อมเข้าใจตรงกัน นั่นก็เป็นเพราะเหตุการณ์แปลกประหลาดเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้น
เด็กน้อยหน้ามุ่ย เมื่อนึกคิดขึ้นมาได้เขาก็เริ่มน้ำตาคลอ “สมมติว่าถ้าเกิดวันหนึ่ง…แม่ไม่อยู่…แล้วเพียรจะทำยังไง?”
“โอ๋ ๆ ไม่เป็นอะไรนะลูก เกิดแก่เจ็บตาย มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เรานะลูก…”
“ไม่ปกติ!” เพียรพูดค้าน ก่อนจะจ้องเป๋งไปยังแม่ของตน
“มันไม่มีวิธีการรักษาอย่างอื่นแล้วหรือจ๊ะแม่? เพียรเชื่อว่าในประเทศนี้ มันจะต้องมีคนเก่งอยู่ที่ไหนสักแห่ง พวกหมอผีร่างทรง พวกคนแก้คุณไสยอะไรนั่น…”
“ไปให้เขาหลอกล่ะสิไม่ว่า อีกอย่างหนูก็รู้นี่ว่าไปมาแล้วมันเป็นยังไง คนดีมีวิชาคนเก่งที่แท้จริง มันหาได้ยากมาก ๆ”
พิมพ์ใจได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ๆ มีใครบ้างล่ะที่อยากจะตายก่อนวัยอันควร เธอพยายามค้นหาวิธีการรักษาแล้ว หมอดูร่างทรงที่ว่ามาก็ไม่อาจช่วยเธอได้เลย มีแต่จะหลอกเอาตังค์
“มันจะไม่มีใครช่วยพวกเราได้เลยหรือจ๊ะแม่?”
“ตาของหนู เขาก็พยายามช่วยหาทางอยู่นะลูก…พยายามอย่างสุดกำลังเลย” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เธอก็เกิดน้ำตาคลอขึ้นมา
เพียรเข้าใจดี ทุก ๆ วันนี้ แม่ก็ทำตามที่ตาสั่ง โดยเริ่มฝึกทำสมาธิ และก็ปฏิบัติธรรม
ส่วนตากับยายก็ออกไปตามหาคนดีมีวิชาอยู่ แต่หลัก ๆ แล้วพวกเขามักจะพึ่งพิงวัดเสียมากกว่า ด้วยเพราะเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ
จากนั้นเขาก็เอ่ยปากถาม “เราจะไม่ต้องย้ายไปที่อื่นอีกแล้วใช่มั้ยจ๊ะแม่?”
พิมพ์ใจลูบหัวลูกชายก่อนตอบว่า “ไม่ต้องแล้วล่ะ อยู่ในกรุงเทพฯ น่าจะปลอดภัยที่สุดแล้ว ถ้าเกิดที่นี่ยังไม่ปลอดภัย ที่อื่นก็เรียกได้ว่าอันตรายเลยล่ะ!”
ชอบกดไลก์ ใช่กดแชร์ให้ผู้เขียนด้วยนะครับ เผื่อว่ายอดวิวมันจะกระเตื้องขึ้นบ้าง ฮ่าฮ่า
ปล. ภาคนี้จะเริ่มปฐมบท ก่อนจะค่อย ๆ เล่าเรื่องไปอย่างที่มันควรจะเป็น!