LNCrawler

ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 12

หออาชาไนย : พ่อค้าความตาย — novel.dek d.com · All chapters

ท้ายเล่มกับผู้เขียน ภาคที่ 12

ท้ายเล่มกับผู้เขียน

ภาคที่ 12 สยบเก้าทัพ!

 

ธนูสามดอกจมหายเข้าไปในความมืด...

ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันจะเดินทางอยู่นานเพียงใด จะพบเป้าหมายเมื่อไร หรือก่อนถึงวันนั้น โลกเบื้องหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด

สิ่งที่แน่นอนมีเพียงการเดินทางของ ‘หออาชาไนย พ่อค้าความตาย’ ได้มาถึงบทสรุปแล้ว

พุทธศาสนสุภาษิตประจำภาคกล่าวว่า

“บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น”

หากจะมองหาภาพสะท้อนของพุทธพจน์นี้ให้ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเมล็ดพันธุ์ทานตะวันชีวาซึ่งถือกำเนิดขึ้นในภาคที่ 3

กว่ามันจะผลิดอกออกผลก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ทว่าเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ผลที่เพียรได้รับย่อมคุ้มค่ากับการรอคอย

หากมองในอีกนัยหนึ่ง นั่นคือการสั่งสมสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่เพียรยังเป็นเด็ก จนก้าวขึ้นสู่ระดับดุจเทพในวัยเพียงเท่านี้

ในจวมานสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ความเป็นมนุษย์แล เป็นส่วนแห่งการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลาย”

นั่นเพราะการได้เกิดเป็นมนุษย์ และได้ศรัทธาในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ นับเป็นลาภอันประเสริฐ ด้วยมนุษย์ฝึกจิตได้เร็วยิ่ง!

รากฐานของเพียรจึงไม่ได้พึ่งถือกำเนิดขึ้นในวันที่เขามีพลังดุจเทพ...

มันอยู่ในลมหายใจ อยู่ในกายซึ่งถูกมองเป็นดั่งขลุ่ยเลาหนึ่ง อยู่ในสวนแห่งจิตซึ่งเขาเกือบพ่ายแพ้ให้ความคิดของตนเอง และอยู่ในนรกโลกันตร์ซึ่งเคี่ยวกรำดวงจิตจนร่างเดิมไม่อาจรองรับได้ดังเดิม

และยังอยู่ในสมาธิบนปลายมีดแกะสลัก ที่พระมหาบวรได้สอนสั่ง

เพียรไม่ได้เติบโตขึ้นเพียงเพราะผ่านพ้นมารในจิตมาได้เท่านั้น นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งที่เรียกว่า “ประสบการณ์” ซึ่งสอนให้เขารู้จักใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา และอาจเป็นเพราะตัวเขาใกล้ชิดธรรมมาตั้งแต่เด็ก

การยอมรับความจริงและทนอยู่กับมันให้ได้ก็เช่นกัน ดังเรื่องราวที่หมู่บ้านมุกแก้วธารา เมื่อเพียรได้รับรู้ว่า ชะตาของแม่ถูกผูกเข้ากับพิธีกรรมบูชายัญคนทั้งหมู่บ้าน เพราะการจรดปากกาลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง

เขาค่อย ๆ ตระหนักว่า อำนาจไม่ได้จำกัดอยู่กับผู้มีพละกำลังเท่านั้น บางครั้งมันอาจอยู่กับผู้ที่มีปัญญามากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดนั่นคือ...

สงครามห้ำหั่นกันด้วยกำลัง หากแต่ชิงชัยกันด้วยปัญญา!

สุดท้าย เมื่อเรียงร้อยทุกสิ่งจากแต่ละภาค ธรรมะ งานช่าง ความทรงจำ สัญญา คำสาป และเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเคยปรากฏอยู่คนละช่วงเวลา จึงมาบรรจบกันในภาคที่ 12

และนี่คือนัยที่สามของพุทธศาสนสุภาษิต

ทว่าบทสรุปของเรื่องนี้ ไม่ได้หมายความว่าจักรวาลหออาชาไนยจะสิ้นสุดลงพร้อมกับเพียร

เพียรเคยเอ่ยถึงจักรวาลและหมู่ดาวอันกว้างใหญ่ไว้ตั้งแต่ภาคที่ 1 ก่อนภาพนั้นจะปรากฏเด่นชัดขึ้นในภาคที่ 10

หออาชาไนยเองไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานเร้นลับในประเทศไทย แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงแดนจักรวาล ป่าหิมพานต์ และชมพูทวีปซึ่งเราได้เห็นเพียงส่วนหนึ่ง

ทวีปเหนือ ทวีปตะวันออก และทวีปตะวันตก ย่อมมีผู้คน เทพเจ้า ตำนาน พร้อมกับความขัดแย้งซึ่งเติบโตมาจากรากของตนเอง

ยังมีนรกโลกันตร์ ต่างมิติ และพื้นที่ลี้ลับอีกมาก ซึ่งอาจไม่ได้ดำรงอยู่ภายใต้กฎชุดเดียวกับโลกที่เพียรรู้จัก

ตัวละครมากมายที่ปรากฏในเรื่องจึงมิใช่ก้อนหินรองทางให้เพียรก้าวผ่านไป

พวกเขามีเรื่องราวและตำนานเป็นของตนเอง แต่ละคนมีอดีต ความเชื่อ และวิธีคิด เพียงขึ้นอยู่กับว่าเมื่อใดประตูของพวกเขาจะถูกเปิดออก

เช่น เจ้าสมุทร ใบบุญ หนึ่งนที สองนภา สามคีรี หรือสี่แผ่นดิน และเจ้าตัวแสบอย่าง "หนังสือสอนเทพ" ฝ่ายหลังกลายเป็นศัสตราที่ค่อย ๆ เรียนรู้ จดจำ ฟังธรรม และสะสมปัญญา จนยากที่จะมองว่าเป็นเพียงวัตถุในมือของผู้ใดอีกต่อไป...

เมื่อมาถึงบทสรุปของเรื่องนี้ บทบาทของเพียรเปลี่ยนจากเด็กที่ต้องรอให้ผู้อื่นปกป้อง มาเป็นพี่ใหญ่ผู้สามารถเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเติบโต

เขายังไม่หายไปไหนครับ

วันหนึ่งเพียรอาจกลับมาเป็นผู้เปิดเรื่องอีกครั้ง หรือปรากฏขึ้นในวันที่เรื่องราวต้องการเขา เพียงแต่ประตูบานถัดไปไม่จำเป็นต้องมีเขาเป็นผู้เดินนำเสมอไป

ก่อนจากกัน ผมอยากถามท่านนักอ่านสักข้อครับ...

หากประตูบานถัดไปเปิดขึ้นด้วยเรื่องราวของใครสักคน ระหว่าง หนึ่งนที สองนภา สามคีรี สี่แผ่นดิน หรือสอนเทพ ท่านอยากติดตามใครมากที่สุด และเพราะอะไร?

ฝากคำตอบไว้ในความเห็น เพียงหนึ่งหรือสองประโยคก็มีความหมายสำหรับผมแล้วครับ เพราะคำตอบเหล่านี้ช่วยให้ผมเห็นว่า ตัวละครหรือเส้นทางใดยังคงอยู่กับนักอ่านหลังจากปิดหน้าสุดท้ายลง

“ไม่มีหญ้า ไม่มีน้ำ ม้าย่อมวิ่งไปได้ไม่ไกล…”

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ช่วยเติมน้ำและวางหญ้า ให้ม้าตัวนี้มีแรงเดินทางมาถึงปลายทางของ ‘หออาชาไนย พ่อค้าความตาย’

แล้วพบกันใหม่ในการเดินทางครั้งต่อไป

R. Lert (รสเลิศ)