ขอความช่วยเหลือ
ขอความช่วยเหลือ
ตอนที่ 77 ขอความช่วยเหลือ
หลังจากเดินออกจากหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยซากศพ ทางด้านพิมพ์ใจสมองก็ว่างเปล่า สิ่งที่เธอนึกคิดอยู่อย่างเดียวเลยนั่นก็คือ จะทำยังไงให้มีชีวิตรอดจากตรงนี้ไป
ไหนจะลูกชายและยังรวมไปถึงบรรดาลูกแมวอีก อนาคตของคนในครอบครัวจะเป็นอย่างไรต่อไป ยามเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ มันก็พลันเตลิดไปไกล
ครั้นเมื่อเดินเข้ามาในตลาดนัดแหล่งชุมชน เธอก็ดูหวาดระแวงคนรอบข้างอยู่ไม่ใช่น้อย ไม่รู้ว่าคนรอบข้างจะมีผู้ก่อเหตุแฝงตัวอยู่หรือเปล่า เพราะว่าที่นี่ก็ไม่ได้ห่างไกลจากหมู่บ้านเธอมากนัก
แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นกับแตกต่างกันลิบลับ เสมือนกับว่าอยู่โลกคนละใบ คนที่นี่ยังทำมาค้าขายกันตามปกติ ดูแล้วไม่มีใครตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ฟ้าผ่าดั่งสายฝน
เธอเริ่มคิดอะไรขึ้นมาได้ “หรือว่าคนที่นี่ไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย…”
ยามเมื่อกวาดสายตาไปดูโดยรอบ เธอก็ได้แต่คิดเช่นนั้น จึงจูงมือลูกชายพยายามข่มกั้นสติอารมณ์ของตัวเอง ไม่ให้เผยความหวาดระแวงออกมา ส่วนเด็กน้อยนั้นจะร้องไห้ หรือว่าจะงอแงบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ทว่าเธอกลับทำไม่ได้…ไม่ได้เป็นอันขาด!
และยามเมื่อมองไปเห็นตู้โทรศัพท์ เธอก็พลันนึกถึงใบหน้าผู้ซึ่งเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทร นั่นก็คือพ่อของเธอเอง ยามเมื่อนึกถึงใบหน้านั่นได้มันก็ช่วยปลอบประโลมใจเธออยู่ไม่ใช่น้อย
คล้ายกับคนหลงทาง ได้ค้นพบแหล่งที่พึ่งพิงทางจิตใจในยามยาก
เนื่องจากโทรศัพท์มือถือ เธอไม่ทันได้คว้ามันออกมา ด้วยเพราะว่าเหตุการณ์ในเวลานั้น มันช่างฉุกละหุกเหลือหลาย มีเพียงกระเป๋าสตางค์เท่านั้นที่เธอคิดจะหยิบจับมันออกมา
ครั้นเมื่อคิดได้จึงจับมือลูกชายเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ เธอรีบหยอดเหรียญก่อนจะต่อสายไปหาพ่อในทันที
ที่เธอทำเช่นนี้ นั่นเป็นเพราะว่าคงจะไม่มีใครเชื่อเรื่องบ้า ๆ แบบนี้แน่ แม้กระทั่งสามีของเธอ ตัวเธอก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะยอมเชื่อหรือเปล่า?
เสียงที่อ่อนนุ่มจากปลายสายดังขึ้น “สวัสดีครับ สำเริงพูดครับ”
“พ่อ! ห…หนูเกิดเรื่องแล้ว!” พิมพ์ใจพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน พร้อมกับน้ำตาคลอ ยามเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มแปรเปลี่ยนไปเคร่งขรึมทันที “เกิดอะไรขึ้นลูก! ไอ้ปกป้องมันทำอะไรลูกหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่พ่อ มันเรื่องใหญ่กว่านั้น แต่หนูกลัวว่าเล่าไปแล้วพ่อจะไม่เชื่อ”
“เล่าออกมาเลยลูก ห้ามปิดบังอะไรพ่อเด็ดขาด เพราะว่าพ่อจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาได้ถูกที่ถูกจุด” สำเริงยังคงพูดจาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม โดยปกติแล้วตัวเขาเป็นคนกันเอง พูดจาด้วยง่ายมาก ๆ
อีกทั้งตนเลี้ยงลูกสาวมาเป็นอย่างดี มีหรือที่จะไม่เข้าใจว่า ถ้าไม่เกิดเรื่องใหญ่เจ้าตัวจะไม่พูดเช่นนี้ออกมาอย่างเด็ดขาด!
เมื่อได้ยินดังนั้นพิมพ์ใจจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นออกไปทั้งหมด กระทั่งเรื่องของแมวเลี้ยงของเธอ รวมไปถึงดวงแก้วทั้งสองที่ตกลงบนมือของลูกชายเธอก็ด้วย
สำเริงไม่ได้ขัดขวางการเล่าเรื่องเลยแม้แต่น้อย ในมือเขาถือปากกาคอยจดเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ
พิมพ์ใจเอ่ยปากสอบถามด้วยน้ำเสียงอ่อน “พ่อเชื่อเรื่องที่หนูเล่าไปหรือเปล่า?”
“อยู่กันมานานขนาดนี้ มีหรือที่พ่อจะไม่รู้จักลูกสาวตัวเอง…ฮึ!” เขาเอ็ดใส่ลูกสาว ก่อนที่จะพูดปลอบโยนอยู่หลายคำ
“ในเมื่อแม่แมวตัวนั้นของหนูบอกมาเช่นนั้น แสดงว่าอยู่ที่นั่นยังไม่ปลอดภัยดี เช่นนั้นก็ต้องทำตามคำแนะนำ โดยรีบออกมาจากบริเวณนั่นเสีย และก็แสร้งทำเป็นว่าในวันนี้เวลานี้ ตัวของหนูไม่ได้อยู่บ้าน หากแต่กำลังออกไปทำธุระอยู่ที่อื่น…”
“ถ้าหากว่าใครถามอะไรมา ก็ให้บอกไปว่าพาเจ้าเพียรมันไปเที่ยวเล่นที่หาดบางแสนอยู่ และในตอนนี้เรากับเจ้าเพียร ห้ามกลับบ้านโดยเด็ดขาด!” สำเริงกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นจริงจัง
“แล้วหนูจะบอกกับปกป้องยังไงดีให้อีกฝ่ายเชื่อล่ะพ่อ?”
“ถ้าเกิดว่ามันไม่เชื่อ ก็ลองให้มันไปเห็นกับตาตัวเองสิ แต่ว่าบอกมันอย่าได้เข้าไปใกล้นะ เน้นย้ำมันไปด้วย” ยามเมื่อพูดถึงเจ้าลูกเขยรายนี้แล้ว เขาก็เค้นเสียงไม่พอใจออกมา
“ยังดีนะที่รู้จักโทรศัพท์มาหาพ่อก่อนใคร จะได้ช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหานี้ได้” หลังจากนั้นพ่อสำเริงก็ได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ข้อควรระวังให้ลูกสาวสุดที่รักฟัง
หลังจากเธอวางสายเสร็จ ก็รีบโบกรถแท็กซี่ให้คนขับไปส่งแถวหาดพัทยา อย่างน้อยอยู่ที่นั่นก็มีผู้คนมากมาย มันคงจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับเธอง่าย ๆ เป็นแน่
ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในคำแนะนำของพ่อเธอ
……
ชายวัยใกล้เกษียณเดินไปเดินมาในบ้าน โดยสมองของเขาครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ว่าควรจะทำเช่นไรกับสถานการณ์นี้ จึงเปิดรายชื่อเบอร์โทรศัพท์ในสมุด เผื่อว่าจะเจอคนที่ช่วยเหลือได้
ด้วยตนเองก็ทำงานอยู่ที่กรมศิลปากร ถือว่าเป็นช่างแกะสลักเลื่องชื่อ แถมยังมีผู้คนเข้ามาหาไม่ขาดสาย พวกลูกศิษย์ลูกหาก็มีไม่ใช่น้อย
ทุกวันนี้มีทั้งงานในงานนอกมาให้ทำมากมาย เพราะว่าผลงานแต่ละชิ้นของเขา เรียกได้ว่าประณีตและงดงามเป็นอย่างมาก
ชายชราพึมพำ “เรื่องเหนือธรรมชาติ เวทมนตร์ คนเล่นของ” เขาสรุปใจความได้ดังนี้…
หลังจากมาถึงพัทยาบริเวณชายหาดบางแสน
พิมพ์ใจก็ได้ติดต่อไปหาสามีที่กำลังทำงานอยู่ในทันที โดยได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์คร่าว ๆ ให้กับอีกฝ่ายฟัง พิมพ์ใจพยายามโน้มน้าวให้คู่ชีวิตคล้อยตาม
ปกป้องยามเมื่อได้ยินใบหน้าก็ขึงตึง เพราะเรื่องแบบนี้มันมีแต่ต้องกลับไปเห็นด้วยสองตาของตัวเองเขาถึงจะเชื่อได้ แต่ว่าจากคำแนะนำของภรรยาและก็พ่อตา เขาก็จำเป็นต้องถอยห่าง ถอยร่นออกมาหน่อย
แต่ยามเมื่อเลิกงานกลับไปถึงบ้าน พื้นที่โดยรอบหมู่บ้านก็ได้ถูกปิดกั้นเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งจากตำรวจหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่สวมใส่ชุดแตกต่างกัน…
เขาย่อมพบเห็นร่องรอย ที่มันเกิดขึ้นบนหลังคาบ้านหลายหลัง โดยที่บริเวณจุดด่านสกัดกั้นก็มีเพื่อนบ้านหลายคน ที่พอจะคุ้นหน้ากันอยู่บ้าง ยืนชะโงกหน้าร้องไห้ด้วยความเสียใจ…
บ้านอยู่ใกล้แค่นี้กลับไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้…
แน่นอนว่าพวกเพื่อนบ้านเหล่านี้ บางคนก็พึ่งเลิกงานมา หรือไม่พวกเขาก็ได้ออกไปทำธุระอยู่ข้างนอก จึงทำให้ไม่โดนปรากฏการณ์ลี้ลับเหล่านั้น…
ใจของปกป้องตกไปอยู่บนตาตุ่มเป็นที่เรียบร้อย ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาเขาไม่มีทางเชื่อเลยจริง ๆ
……
หลังจากจบเหตุการณ์ ทางปกป้องก็ขับรถไปหาลูกเมียที่ชายหาดบางแสน อย่างน้อย ๆ พ่อตาของเขาก็ยังมีหลักคิด โดยให้อาศัยอยู่ในสถานที่ซึ่งคนพลุกพล่าน เพราะก็คงไม่มีใครกล้าผลีผลามทำอะไรห่าม ๆ ออกมาโดยง่าย
หลายวันผ่านพ้น สองแม่ลูกก็แทบจะนอนไม่หลับ ซึ่งพวกเขาก็ยังอาศัยอยู่ที่พัทยาเป็นหลัก โดยมีตาสำเริงที่คอยโทรศัพท์มาหาเช้าสายบ่ายเย็น
เมื่อได้ยินเสียงจากผู้เป็นพ่อ พิมพ์ใจก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจอยู่ไม่น้อยเลย
ส่วนปกป้องผู้เป็นสามี ก็ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เขาเป็นหัวหน้างานที่ถูกบริษัทส่งตัวให้มาประจำการชั่วคราวอยู่ที่แหลมฉบังได้หลายปีแล้ว
จึงนับได้ว่าคุ้นเคยพื้นที่เป็นอย่างมาก และไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการหาที่หลับนอน ส่วนเรื่องของหมู่บ้านนั้น ทางตำรวจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ได้โทรศัพท์มาหา และเรียกพวกเขาทั้งครอบครัวไปให้การ
แน่นอนว่าทุกคนย่อมกล่าวปฏิเสธ ว่าพวกตนไม่มีใครอยู่ที่นั่น โดยหลัก ๆ แล้ว ทางพวกตำรวจก็ถามไปตามเนื้องาน
เพราะว่าถ้าเกิดอยู่ที่นั่นจริง ๆ ป่านนี้ก็คงถูกกักตัวไว้เป็นแน่ และคงไม่มีทางที่จะได้เดินเพ่นพ่านแถวนี้ได้เป็นอันขาด ครอบครัวของปกป้องนับว่าโชคดีเป็นอย่างมาก
ไม่เหมือนกับครอบครัวอื่น ๆ ที่บ้านแตกสาแหรกขาด บางคนมาให้การด้วยท่าทีเซื่องซึม น้ำตาไหลอาบใบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนดวงตาปูดโปน
เพียรถึงแม่ว่าเขาจะเป็นเด็กน้อย แต่ว่าก็สามารถสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าภายในแววตา ของบรรดาลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ที่เป็นผู้อยู่รอด
ครั้นเมื่อเขาพยายามจะเอ่ยปากทักทาย แต่แม่พิมพ์ใจก็รีบเอามือมาปิดปากไว้ในทันที
เธอรู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้ บางครั้งการที่ไม่พูดอะไรเลย มันถึงจะเป็นคำปลอบโยนที่ดีที่สุด…
……
ในระหว่างนี้สองสามีภรรยา รวมไปถึงพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย ต่างก็ช่วยกันพยายามหาวิธีแก้ปัญหา เพราะว่าเรื่องแบบนี้มันเกินกว่าสามัญสำนึกของคนทั่ว ๆ ไป
คนที่ให้ความช่วยเหลือ และก็รู้เรื่องมากที่สุดก็คงจะเป็น ‘พ่อสำเริง’ ที่ลูกสาวได้โทรศัพท์มารายงานตั้งแต่ต้น
เขาได้ติดต่อผู้หลักผู้ใหญ่ พวกหมอผี หรือพระอาจารย์ชื่อดังไปหลายต่อหลายคน…
เล่าต่อยาว ๆ ไป ลืมตั้งเวลาลงวันนี้ มาดูอีกที 4 ทุ่มแล้ว = =